Thairath Logo
กีฬา

เพื่อนรองตี๋แห่ช่วยคดี เสี่ยซิ่งเบนซ์กับลูกสาวเหยื่อ ไม่ได้มาเจรจาเยียวยาตามนัด

Share :

ลูกสาวคนโตและญาติ “รองตี๋” เหยื่อเมาขับ รวมทั้งเสี่ยเบนซ์คู่กรณีไม่มาตามนัดพนักงานสอบสวน ผกก.สน.ศาลาแดงเผย ฝ่ายผู้เสียหายแจ้งมาไม่สะดวกทุกกรณี ขอจัดการงานศพให้เรียบร้อยก่อน ขณะเพื่อนๆ รองตี๋ในกลุ่มผู้ที่สอบผู้ช่วยผู้พิพากษารวมตัวช่วยเหลือครอบครัวด้วยการเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้ ส่วนรองโฆษก อสส.แนะญาติคนตาย การจะยอมทำสัญญาประนี ประนอมความ เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังและต้องรักษา ผลประโยชน์ของบุตรให้มากที่สุด อีกทั้งนิติกรรมสัญญา หนังสือประนีประนอมยอมความ ลูกสาวเหยื่อเมายังทำโดยลำพังไม่ได้ แต่สามารถยื่นคำร้องต่อศาล ให้อัยการ สคช. เข้าช่วยเหลือได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

จากเหตุสะเทือนใจ กรณีนายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ อายุ 57 ปี เจ้าของธุรกิจผลิตและจำหน่ายอะไหล่รถยนต์ เมาซิ่งรถเบนซ์พุ่งชนรถยนต์ซูซูกิ สวิฟท์ ทำให้ พ.ต.ท.จตุพร หรือตี๋ งามสุวิชชากุล อายุ 48 ปี รอง ผกก. (สอบสวน) กก.2 บก.ป. เสียชีวิตพร้อมนางนุชนาฎ งามสุวิชชากุล อายุ 44 ปี ภรรยา ส่วน ด.ญ.พิชญาภา หรือน้องแพรว งามสุวิชชากุล อายุ 12 ปี ลูกสาวบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดบนสะพาน คลองตาปุ้น ถนนทวีวัฒนา-กาญจนาภิเษก เมื่อตี 1 วันที่ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่เสี่ยเบนซ์สำนึกผิด วอน สังคมให้อภัย ขอเลิกดื่มตลอดชีวิต พร้อมรับผิดชอบ ดูแลลูกสาว 2 ผัวเมียเหยื่อเมาขับอย่างดีที่สุด รวมทั้ง ทำหน้าที่เสมือนพ่อและแม่ให้กับเด็กทั้ง 2 คนที่ต้องสูญเสียพ่อและแม่ไปจากการเมาขับครั้งนี้ ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ของคนในสังคม เสี่ยเบนซ์พูดเองเออเอง ไม่ดูความรู้สึกฝ่ายผู้สูญเสีย โดยเฉพาะลูกสาวผู้ตาย ขณะที่รองโฆษก สนง.อัยการสูงสุดเผยเตรียมเสนอแก้กฎหมาย เพิ่มโทษเมาแล้วขับจนมีผู้เสียชีวิต ให้มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต รวมทั้งตำรวจนัดเสี่ย เบนซ์มาเจรจาค่าเสียหายกับลูกสาวคนโตที่เดินทางมาจากสหรัฐฯ และญาติ

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 16 เม.ย. ที่ สน.ศาลาแดง บรรยากาศด้านหน้าโรงพัก มีกลุ่มสื่อมวลชนหลายสำนักไปเฝ้ารอบันทึกภาพรายงานข่าว หลังมีกระแสว่า น.ส.ศุภาพิชญ์ งามสุวิชชากุล หรือน้องพลอย อายุ 16 ปี บุตรสาวคนโต ของ พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล รอง ผกก. (สอบสวน) กก.2 บก.ป. หรือ “รองตี๋” และนางนุชนาฎ งามสุวิชชากุล อายุ 44 ปี ภรรยา 2 ผู้เสียชีวิตจากเหตุนายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ อายุ 57 ปี เมาแล้วขับรถเบนซ์พุ่งชน จะเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อเจรจาค่าเสียหาย แต่เวลาผ่านไปนานกว่า 2 ชั่วโมง คู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายไม่ได้เดินทางมา สน.ศาลาแดง แต่อย่างใด

ขณะที่ พ.ต.อ.กฤตินาท ตุลยลักษณ์ ผกก.สน.ศาลาแดง เปิดเผยว่า ในส่วนของนายสมชาย ผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเสร็จสิ้นแล้ว เหลือในส่วนของผู้เสียหาย ได้ติดต่อไปยังญาติผู้เสียชีวิตให้มาพบในวันนี้ แต่ได้รับคำตอบว่าไม่สะดวกทุกกรณี ขอจัดการงานศพให้เรียบร้อยเสียก่อน หลังเสร็จงานศพจะเดินทางมาพบทันที

สำหรับศพ พ.ต.ท.จตุพร งามสุวิชชากุล รอง ผกก. (สอบสวน) กก.2 บก.ป. และนางนุชนาฎ งามสุวิชชากุล อายุ 44 ปี ภรรยา ญาติๆได้ประสานกับนิติเวช รพ.ศิริราช จะนำศพออกในวันที่ 17 เม.ย.นี้ เนื่องจากอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยจะนำศพไปไว้ที่วัดตรีทศเทพ ศาลา 5/1 กำหนดสวดอภิธรรมศพในคืนวันที่ 17 เม.ย. ถึงวันที่ 19 เม.ย. และจะฌาปนกิจในวันที่ 20 เม.ย.

ด้านนายบดินทร์ ทรงเดช ทนายความ ตัวแทนกลุ่มเพื่อนรองตี๋ กล่าวว่า ตนและเพื่อนๆในกลุ่มของผู้ที่สอบผู้ช่วยผู้พิพากษาด้วยกันกว่า 10 คน ลงความเห็นกันแล้วว่า คดีนี้ต้องช่วยกันช่วยเหลือครอบครัว พ.ต.ท.จตุพร โดยเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ยืนยันขณะนี้ญาติๆยังไม่ได้เจรจากับคู่กรณี ต้องรอให้ผ่านพิธีฌาปนกิจศพ พ.ต.ท.จตุพรและภรรยาไปเสียก่อน โดยแนวทางการเจรจาชดใช้นั้น ทางเราคงไม่สามารถประเมินราคาชีวิตผู้ตายทั้ง 2 รายได้ อยากให้คู่กรณีรับทราบไว้ว่า ผู้ตายทั้งคู่เป็นทั้งพ่อและแม่ของลูกๆ ที่สำคัญ พ.ต.ท.จตุพร กำลังจะมีอนาคตที่ดีในฐานะนักกฎหมาย อยากให้คู่กรณีคำนึงถึงเรื่องนี้ จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร หลังจากนี้หากมีโอกาส ตนและเพื่อนๆในกลุ่มจะไปตรวจสอบที่เกิดเหตุร่วมกัน เพื่อไปดูข้อ เท็จจริงด้วยตา เผื่อในอนาคตจะนำพยานและหลักฐานไปโต้แย้งกับคู่กรณีในศาล แม้ว่าขณะนี้คู่กรณียืนยันจะรับผิดชอบทั้งหมดอย่างดีที่สุดก็ตาม

วันเดียวกัน นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทรยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ตามที่นายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ เสี่ยรถเบนซ์ออกมาพูดยอมรับผิด จะยอมชดใช้ทุกอย่าง และจะยอมเลิกดื่มสุราตลอดชีวิตนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะการยอมเสนอจำนวนค่าความเสียหายจนเป็นที่พอใจของฝ่ายผู้เสียหาย นับเป็นเหตุบรรเทาโทษอย่างหนึ่ง ศาลจะนำมาพิจารณาประกอบพฤติการณ์แห่งคดี ส่วนที่บอกว่าจะเลิกสุรานั้น ความจริงในโลกนี้เราจะห้ามใครกินเหล้าไม่ได้ แต่ขออย่างเดียวถ้าดื่มแอลกอฮอล์อย่าขับรถ

รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวต่อว่า ในส่วนของลูกสาว พ.ต.ท.จตุพร การทำนิติกรรมสัญญาหนังสือประนีประนอมยอมความ โดยสภาพแล้วยังทำเองโดยลำพังไม่ได้ ต้องขออนุญาตศาลก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1574 เรื่องนี้หากญาติจะขอให้อัยการสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย (สคช.) เข้ามาช่วยเหลือสามารถยื่นคำร้องต่อศาลได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนค่าสินไหมทางแพ่ง จะฟ้องเป็นคดีแพ่งฐานละเมิดก็ได้ แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล เว้นแต่จะขอยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 155 แต่ถ้าจะให้สะดวกก็ขอรวมไปในคดีอาญา ที่อัยการจะฟ้องนายสมชายไปเลยตามมาตรา 44/1 เพื่อเรียกค่าเลี้ยงดู ค่าปลงศพ ค่ารักษาพยาบาล และอื่นๆโดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล และญาติอาจเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 30 ก็ได้ หรือหากไม่เข้าเป็นโจทก์ร่วม ก็ยังมีสิทธิ์ขอเรียกค่าสินไหมตามมาตรา 44/1 ได้อยู่ดี อัยการจะมีหนังสือแจ้งญาติให้ทราบถึงสิทธิ์ดังกล่าว

นายโกศลวัฒน์กล่าวอีกว่า การจะยอมทำสัญญาประนีประนอมความ เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังและต้องรักษาผลประโยชน์ของบุตรทั้งสองคนให้มากที่สุด กับพ่อแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่ ทราบมาว่าบุตรจะต้องไปโรงเรียนย่านสาทร เมื่อเปิดเทอมปกติพ.ต.ท.จตุพรจะขับรถออกจากบ้านย่านพุทธมณฑลสาย 4 ไปส่งลูกกับภรรยา ต่อไปนี้ใครจะมารับส่ง ดังนั้นเด็กอาจต้องหาที่อยู่ใหม่ใกล้โรงเรียน เหล่านี้เป็นค่าใช้จ่ายที่เรียกร้องได้ทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวแรงมากเรื่องเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผล หากตำรวจยืนยันจะส่งสำนวนและความเห็นมายังอัยการในข้อหาฆ่าโดยเจตนา ป.อาญา มาตรา 288 กับพยายามฆ่าคือ 288 ประกอบ 80 อัยการจะทำอย่างไร นายโกศลวัฒน์กล่าวว่า การสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน การตั้งข้อหาเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน ตั้งข้อหาเข้ามาได้ แต่การสั่งคดีเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของอัยการ หากอัยการมีข้อสงสัยอาจสั่งสอบเพิ่มเติมพยานบุคคลพยานแวดล้อมถึงประเด็นว่าฆ่าโดยเจตนาเล็งเห็นผลนั้น มีพยานพิสูจน์ได้หรือไม่ อัยการแต่ละคนมีดุลพินิจต่างกัน ศาลมีถึงสามชั้น ดังนั้นเมื่อพนักงานสอบสวนเห็นอย่างไรก็ส่งมา แต่ความเห็นในทางวิชาการ ในทางตำราที่เรียนกันมา เจตนาเล็งเห็นผลคือ ผู้กระทำมีเจตนาอย่างแน่วแน่ว่าจะทำให้เกิดผลร้ายขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ใช่ว่าผลอาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็เป็นได้ อาจมีเจตนาชั่วร้าย จะเอาชีวิตเขามาแต่แรก กรณีเมาแล้วขับไปชนคนตายมันพิสูจน์ยาก ยิ่งพยายามฆ่ายิ่งไกลเกินไปอีก เพราะพยายามฆ่าคือคิดตัดสินใจที่จะฆ่า มีการลงมือไปแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอดหรือกระทำไปโดยตลอดแต่ไม่บรรลุผล การสอบสวนจะยุ่งยากมีปัญหามาก

นายโกศลวัฒน์กล่าวต่อว่า ทางออกคือแก้ไขกฎหมาย อย่างที่เคยพูดไปคือ คดีนี้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายมาตรา 291 กับประมาททำให้อันตรายสาหัส มาตรา 300 มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ส่วน พ.ร.บ.จราจร มาตรา 43 เมาแล้วขับทำให้เขาตาย ลงโทษจำคุกขั้นต่ำ 3 ปีถึง 10 ปี และปรับ จะเห็นว่าโทษตาม ป.อาญาไม่มีโทษขั้นต่ำแสดงว่าศาลอาจลงโทษจำคุกวันเดียวก็ได้ ส่วน พ.ร.บ.จราจรมีโทษขั้นต่ำ ศาลจะลงโทษจำคุกน้อยกว่าโทษขั้นต่ำไม่ได้ คดีนี้เป็นกรรมเดียวผิดหลายบท ให้ลงโทษบทหนักเพียงบทเดียวคือ พ.ร.บ.จราจร เมาแล้วขับทำให้เขาตายได้อยู่แล้ว

รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดเผยด้วยว่า ที่มีกระแสสังคมที่ว่า เมื่อมีคนดื่มสุราจนเมา ยังกล้านั่งบนที่นั่งคนขับสตาร์ตเครื่องจับพวงมาลัย เหยียบคันเร่งวิ่งไปบนถนนสาธารณะที่ทราบโดยวิญญูชนทั่วไปว่าถนนนั้นมีประชาชนสัญจรตามปกติ หากขับไปชนเขาบนถนนนั้น ย่อมมีคนเจ็บ มีคนตาย เป็นผลธรรมดาย่อมเกิดขึ้นจากการเมาแล้วขับ ถือว่ามีเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผลนั้น เห็นว่าเรื่องนี้ยากจะพิสูจน์แน่นอน เกิดกระแสความคิดทางนักวิชาการกฎหมายต่อไปอีกว่า เมื่อชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต เมื่อความเสียหายมันมาก เมื่อสังคมเดือดร้อนเพราะคนตายเป็นหัวหน้าครอบครัว ลูกเต้าต้องกำพร้า ก็แก้โทษในกฎหมายเดิม คือแก้มาตรา 291 ให้มีโทษเท่าข้อหาฆ่า ตามมาตรา 288 เสียเลย คือ ต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต หรือ15ปีขึ้นไป จะได้เกิดความชัดเจนในการใช้กฎหมายบังคับแก่คดี

อ่านเพิ่มเติม...
สมชาย เวโรจน์พิพัฒน์จตุพร งามสุวิชชากุลเมาแล้วขับเมาชนคนตายสน.ศาลาแดงข่าวหน้า1ข่าวทั่วไป