Thairath Logo
กีฬา

ตั้งรัฐบาลบิ๊กเซอร์ไพรส์ โหร คมช.ให้รอดู ฟันธงยังไม่เกิดรัฐบาลแห่งชาติ

Share :

ฝ่ายการเมืองรุมสกรัม “รัฐบาลแห่งชาติ” “ภูมิธรรม” ซัดฝ่ายอำนาจวางเกมไปสู่ทางตัน ไล่ ‘‘วิทยา ผิวผ่อง” ไปอ่าน ก.ม.ใหม่ “พงศ์เทพ” แฉมีก๊อกสองปูทางนายกฯคนนอก เอา ส.ว.ชงเองกินเองผ่าทางตันใครจะเชื่อ ฉะ 250 ส.ว.คือตัวปัญหาใหม่ แต่ “ประชา ประสพดี” มาแปลกหนุนรัฐบาลเฉพาะกิจล้างไพ่ใหม่ “เทพไท” ออกตัวมองเห็นเดดล็อกเลยนิ่งดูดายไม่ได้ จวก คสช.กินรวบได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง “วัชระ” โต้ต่อรองให้ “บัญญัติ” นั่ง ปธ.สภา แฉอดีตคนในสมคบคิดนายทหารการเมือง จ้องยึดพรรคอีกรอบ สนช.เย้ยโมเดลรัฐบาลแห่งชาติโอกาสเป็นศูนย์ ทำปฏิวัติยังง่ายกว่า โหร คมช.ฟันธงตั้งรัฐบาลใหม่มีบิ๊กเซอร์ไพรส์ ครม.หน้าเดิมหายไปกว่าครึ่ง อดีต กกต.สอนมวยรุ่นน้อง แจงศาล รธน.เคยตีกลับคำร้องมาแล้ว

ข้อเสนอเรื่องการตั้งรัฐบาลแห่งชาติของนายเทพไท เสนพงศ์ ว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ยังเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันในแวดวงการเมือง โดยพรรคการเมืองส่วนใหญ่แสดงความไม่เห็นด้วย แม้แต่นายกิตติศักดิ์ รัตนะวราหะ สมาชิก สนช. ยังเห็นว่าไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ทำปฏิวัติยังง่ายกว่า

พท.ไล่ “วิทยา” ไปอ่าน ก.ม.ใหม่

เมื่อวันที่ 16 เม.ย. นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายวิทยา ผิวผ่อง อดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แสดงความคิดเห็นว่าพรรคที่มีคะแนนใกล้เคียง ส.ส.พึงมี ควรได้รับการปัดเศษให้ได้รับ ส.ส. ว่า นายวิทยาอ่านกฎหมายไม่แตกหรือ รัฐธรรมนูญมาตรา 91 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 เขียนไว้ชัดเจน ประเทศไทยยึดกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษร ไม่ต้องไปตีความตามเจตจำนง ขอให้เอากฎหมายไปอ่านวิธีคำนวณให้ชัดเจนก็จะเข้าใจ ความจริงนายวิทยาเรียนจบรัฐศาสตร์มาต้องเข้าใจ เพราะรัฐธรรมนูญถือเป็นแม่บทกฎหมาย จะไปตีความขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญไม่ได้ เมื่อรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าพรรคการเมืองจะมี ส.ส.เกินจำนวน ส.ส.พึงมีไม่ได้ ก็ต้องไม่ได้ จะไปตีความตามความต้องการ หรือเอาใจผู้มีอำนาจไม่ได้ ต้องยึดตามลายลักษณ์อักษร

ไม่เอาโมเดลรัฐบาลแห่งชาติ

เมื่อถามว่า มีการหยิบยกเรื่องรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมา นายภูมิธรรมตอบว่า เรื่องรัฐบาลแห่งชาติ เป็นความพยายามของหลายฝ่ายที่จะผลักดันให้ระบบที่มีอยู่ไปสู่ตรงนั้น และระบบปัจจุบันผู้มีอำนาจวางไว้ให้ไปสู่ทางตันเอง วันนี้สังคมไทยต้องการความถูกต้องโปร่งใส และระบบประชาธิปไตยมีทางออกในตัวเอง ขอเพียงบุคคลในองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องทำทุกอย่างให้ถูกต้องโปร่งใส เป็นที่ยอมรับของสังคมก็จะมีทางออก ถ้า กกต.ยึดความถูกต้องทุกอย่างจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าหาทางออกที่ไม่ถูกไม่ควรก็ไม่เจอทางออก พรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ ทุกฝ่ายต้องยึดกฎหมายและกฎกติกาที่มีอยู่ เมื่อการเลือกตั้งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ากติกาทำให้เกิดปัญหา ก็ควรให้มีรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมา เข้าไปแก้กฎกติกาต่างๆที่เป็นปัญหา ไม่ให้เกิดปัญหาต่อไปในอนาคตอีก

แคลงใจ กกต.มีนัยซ่อนเร้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภูมิธรรมโพสต์ลงเฟซบุ๊กเพิ่มเติม ระบุว่า “วาทกรรมเรื่อง...รัฐบาลแห่งชาติ” สถานการณ์การเมืองไทย กำลังอยู่บนเส้นทางที่ถูกทำให้เข้าใจว่าเรากำลังก้าวไปสู่ทางตัน หากพิจารณาด้วยดุลพินิจจะเห็นว่าทุกขั้นตอนที่เกิดขึ้น ตั้งแต่กติกาของรัฐธรรมนูญ กระบวนการเลือกตั้ง ล้วนจงใจออกแบบมาให้เกิดความยุ่งยากมีปัญหามาตั้งแต่ต้นทาง นำมาสู่ปัญหาทั้งปวงไม่รู้จบ ความจงใจเบียดขับพรรคการเมืองที่ไม่ใช่พวกพ้องตน ละเลยในการรับฟังเสียงและเหตุผลของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กำลังส่งสัญญาณชวนให้เกิดความคลางแคลงใจว่า กกต.มีเป้าหมายหรือนัยซ่อนเร้นอย่างใดหรือไม่ เมื่อหลายฝ่ายส่งสารวาทกรรม “รัฐบาลแห่งชาติ” เพื่อหวังจะเป็นแนวทางแก้ปัญหา “ทางตัน” อยากให้ทุกฝ่ายพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เพราะการเดินบนเส้นทางประชาธิปไตย แม้จะพบปัญหาอุปสรรคใดๆ ก็ยังมีทางออกเสมอ เพียงแต่บุคคล คณะบุคคล องค์กรอิสระ และองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ ต้องตระหนักและมุ่งมั่นทำทุกขั้นตอนให้โปร่งใส ไม่เห็นแก่ประโยชน์ผู้ใด หรือพยายามเอาใจผู้มีอำนาจ

ย้ำชัดประเทศยังมีทางออก

นายภูมิธรรมระบุอีกว่า การเบี่ยงเบนประเด็นโดยไม่รับฟังความคิดเห็น ยิ่งเป็นช่องทางนำไปสู่ทางตัน ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่มีความพยายามทำให้เกิดทางตันทั้งปวง และพยายามเสนอทางออกรัฐบาลแห่งชาติ โดยคิดว่าจะให้สังคมยอมรับเป็นทางเลือกที่จำเป็นของสังคมไทย ทั้งที่ยังไม่ได้เห็นความพยายามใดๆ ทำให้ทางออกเกิดขึ้นตามเงื่อนไข และกลไกประชาธิปไตย กกต. และผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องทั้งปวง ต้องทำงานอย่างโปร่งใส ยึดถือความถูกต้อง และผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวมเป็นที่ตั้ง แล้วประเทศจะมีทางออก รีบประกาศผลการเลือกตั้งอย่างตรงไปตรงมา และเที่ยงธรรมโดยเร็ว ประเทศไทยยังมีทางออก ระบอบประชาธิปไตยยังเป็นความหวังที่สร้างทางออกร่วมกันอย่างเป็นจริง

แฉก๊อกสองปูทางนายกฯคนนอก

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รายชื่อคนกลางที่เสนอให้เป็นนายกฯในรัฐบาลแห่งชาติที่จะตั้งขึ้น ฟังดูแปลกๆ ดูไม่ออกว่าเป็นคนกลางอย่างไร ถ้าทำตามเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรไม่มีทางตันจบแล้ว แต่การตั้งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธาน กรธ. มาร่างรัฐธรรมนูญ คือความตั้งใจให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สืบทอดอำนาจ แต่เขียนเต็มที่ใช้อำนาจเต็มที่ก็ยังสืบทอดอำนาจได้ยาก เลยมีวิธีการสารพัด การตั้งรัฐบาลไม่ใช่แค่ต้องทำให้ได้ถึง 376 เสียงก่อน แต่ต้องชอบธรรมด้วย ถ้าเป็นคนอื่นเข้ามาไม่มีปัญหาตรงนี้ แต่หากถึงเวลาจริงนายกฯที่อยู่ในบัญชีไม่มีใครได้ 376 เสียง ยังมีอีกก๊อกคือเปิดโอกาส ส.ส.และ ส.ว.จำนวน 2 ใน 3 หรือ 500 จาก 750 เสียง เห็นชอบให้คนที่ไม่อยู่ในบัญชีพรรคได้รับการเสนอชื่อได้

เอา ส.ว.ชงเองกินเองผ่าทางตัน

นายพงศ์เทพกล่าวว่า ส่วนกรณีเสียงปริ่มน้ำ ขณะนี้มีความไม่แน่นอนอยู่ว่าแต่ละพรรคจะมี ส.ส.เท่าไหร่ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเวลานี้ส่วนหนึ่งมีผลมาจากกติกาไม่เป็นธรรม ใช้วิธีการต่างๆทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์เที่ยงธรรม ถ้าเลือกตั้งตรงไปตรงมาจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น ส.ว.เองก็ขึ้นอยู่กับ คสช.ทั้งสิ้น คนเลยตั้งคำถามว่าถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ที่กำหนดต้องได้คนเป็นกลางมาสรรหา กรรมการสรรหา ส.ว.เป็นใครบ้างยังไม่รู้เลย มีแต่สื่อมวลชนไปขุดออกมาไม่รู้จริงหรือเปล่า ที่มีแต่นายพลคน คสช.เลือกเอง ชงเอง กินเอง วางแผนกันตั้งแต่ต้นแล้ว เพื่อให้มาเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ กระบวนการมันเสียไปหมด

งัดทุกเล่ห์เหลี่ยมมาใช้ยังไม่ชนะ

นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้รัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง ถูกออกแบบมาเพื่อปูทางให้ฝ่ายอำนาจนิยมได้อยู่ในอำนาจต่อ แต่เมื่อมีเหตุที่คณะผู้มีอำนาจไม่สามารถเข้าสู่อำนาจได้ เลยบอกว่าประเทศถึงทางตัน ต้องมีรัฐบาลแห่งชาติ เราไม่ควรยินดีปรีดาในการแสวงหาทางออกเช่นนี้ การบังคับใช้กฎหมายโดยสุจริตตรงไปตรงมา ไม่มีเหตุทำให้ประเทศถึงทางตันได้เลย เว้นแต่มีเจตนาไม่สุจริต หรือมีวาระซ่อนเร้น ต้องไม่ลืมว่าประชาชนรอคอยการเลือกตั้งมานาน ต้องเคารพอำนาจและสิทธิของเขา กฎหมายให้อำนาจ กกต.ไว้ การคำนวณ ส.ส.ก็เขียนไว้ชัด มีเหตุผลใดต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีก พวกคุณใช้ทุกสรรพกำลัง ทุกช่องทางกลไก และปัจจัยที่มีในมือหมดแล้ว แต่ติดกำแพงแห่งความชอบธรรม และความประสงค์ของประชาชน พยายามหามาตรการให้มีรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อปิดทางรัฐบาลที่มาจากฉันทานุมัติประชาชน ไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่อาจเพิ่มวิกฤติมากขึ้น

“สมคิด” ชี้ ส.ว.คือตัวปัญหาใหม่

นายสมคิด เชื้อคง ว่าที่ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า การเมืองไม่ถึงทางตัน เพราะเป็นความฉลาดของผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนถึง ส.ว. 250 คน ทำให้เดินต่อไปได้ มองว่าไม่ใช่ความฉลาดของคนร่าง แต่คณะผู้ร่างและผู้สั่งการเอาเปรียบประชาชน ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. เชื่อได้อย่างไรว่าจะไม่มีการเอาเปรียบกันไม่ใช่ความฉลาดแต่เป็นการลิดรอนสิทธิประชาชนโดยรัฐธรรมนูญ อย่าอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ เพราะตอนทำประชามติฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยไม่มีโอกาสชี้แจงกับประชาชน เฉพาะผู้สนับสนุนเท่านั้นที่ได้ชี้แจง ขออย่าอ้างว่า ส.ว. 250 คนเป็นทางออก แต่จะกลายเป็นทางตันด้วยซ้ำไป เมื่อเปิดสภาควรแก้ไขส่วนนี้โดยเร็ว เพราะอำนาจ ส.ว.ไม่ได้มาจากประชาชน และต่อไป ส.ว. 250 คนนี้ จะสร้างปัญหาให้กับประเทศ โลกไปไกลแล้วอย่าถอยหลังเข้าคลองเลย

เตือนอย่าฝืนตั้งรัฐบาลสีเทา

นายประชา ประสพดี อดีต รมช.มหาดไทย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังการเลือกตั้งปรากฏสัญญาณไม่สู้ดี มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เยอะว่าเป็นการเลือกตั้งสีเทา ข่าวคราวการใช้อำนาจรัฐ การซื้อเสียงกระฉ่อนหนาหู จนเกิดกระแสเรียกร้องความเป็นธรรมโปร่งใส ถึงขั้นให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เข้าชื่อถอดถอน กกต. ขณะที่ กกต.เองก็ยอมรับว่ามีข้อผิดพลาดไม่สมบูรณ์เกิดขึ้น ถึงขั้นส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ เหล่านี้เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าอาจเกิดความขัดแย้งรุนแรงในอนาคตหากยังดึงดันฝืนตั้งรัฐบาลสีเทาที่คนทั่วโลกตั้งคำถาม เป็นรัฐบาลผสมเสียงข้างน้อย มีแนวโน้มควบรวมกองทัพงูเห่า จะบริหารบ้านเมืองไปแบบยากลำบาก มีแต่เกมการต่อรองแย่งชิงผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง มากกว่าประเทศชาติ ประชาชน ในที่สุดจะเกิดปัญหาประเทศชะงักงันมากกว่าเดินหน้า

ชูรัฐบาลเฉพาะกิจล้างไพ่ใหม่

นายประชากล่าวอีกว่า ทางออกคือยอมเสียเวลาอีกสักหน่อย จัดตั้งรัฐบาลปฏิรูป หรือรัฐบาลเฉพาะกิจ เฉพาะกาล เข้ามาเป็นคนกลางบูรณาการระบบการเมืองกันใหม่ทั้งหมด มายกร่างวางกติกาให้ชัดเจน ไม่คลุมเครือแบบที่ผ่านมา กำหนดโมเดลที่ทุกภาคส่วนยอมรับได้ รวมถึงนานาอารยประเทศ โดยตั้งนายกฯที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายการเมือง และนักการเมืองทั้งหมดไม่ควรเข้ามาสู่วงจรนี้ ให้บรรดาปลัดกระทรวง อธิบดี ข้าราชการทำกันไประยะหนึ่ง 6 เดือน 8 เดือน แล้วค่อยเลือกตั้งใหม่อีกครั้งน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของประเทศ

“เทพไท” ออกตัวไม่นิ่งดูดาย

วันเดียวกัน นายเทพไท เสนพงศ์ ว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า หลังจากเสนอแนวคิดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ และนายกฯคนกลาง เพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองเสียงปริ่มน้ำในการตั้งรัฐบาล มีทั้งเสียงสนับสนุน และคัดค้าน ส่วนตัวสนับสนุนแนวคิดการจัดตั้งรัฐบาลที่มีการถ่วงดุล คือ มีทั้งฝ่ายค้าน และรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลตามอำนาจหน้าที่ แต่เมื่อดูสถานการณ์การเมืองขณะนี้ เห็นว่าทั้งสองขั้วการเมืองยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาได้แน่ ขั้วพรรคพลังประชารัฐที่ประกาศว่าสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้นั้น จะเฝ้าดูว่าทำได้จริงหรือไม่ ส่วนขั้วพรรคเพื่อไทย ที่เชื่อมั่นยืนหยัดว่าสามารถรวบรวมเสียงข้างมากเกิน 250 เสียง ในความเป็นจริงกลุ่มพรรคเพื่อไทยไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยเสียงเพียง 250 เสียง ต้องใช้อย่างน้อย 375 เสียงขึ้นไป ถึงจะได้มาซึ่งนายกฯที่มีเสียงสนับสนุนเกินครึ่งหนึ่งของทั้งสองสภา จึงจะอยู่บริหารได้ แต่เมื่อสถานการณ์ที่เป็นเดดล็อกถึงทางตัน จะไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เลยเสนอแนวทางรัฐบาลแห่งชาติและนายกฯคนกลางขึ้นมา เมื่อเห็นว่าบ้านเมืองมีปัญหาจะไม่นิ่งดูดาย

คสช.กินรวบได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

นายเทพไทระบุอีกว่า ส่วนจะผิดจะถูกเป็นเรื่องสถานการณ์ในอนาคต ที่พี่น้องประชาชนจะตัดสิน ว่าสิ่งที่วิเคราะห์มาจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ โดยจะให้เวลาจนถึงวันที่ กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการที่ร้อยละ 95 แต่ถ้าหากถึงเวลานั้นทั้งสองขั้วยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ขอร้องว่าอย่าดันทุรังยื้อสถานการณ์ต่อไป เพราะการไม่มีรัฐบาลจะเป็นผลเสียต่อประเทศชาติโดยรวม จะเกิดความลักลั่นในการแก้ไขปัญหาและบริหารประเทศ กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาคมโลก แต่คนที่ไม่เสียหายคือ คสช. เพราะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม มีมาตรา 44 จะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล สนช.ไม่สามารถทำอะไรได้เลย เช่นการใช้มาตรา 44 ช่วยเหลือกลุ่มทุนโดยลุแก่อำนาจ อยากให้พิจารณาเรื่องความปรองดองให้ทุกพรรคการเมืองร่วมจัดตั้งรัฐบาล และหานายกฯคนกลางมาบริหารแก้ไขปัญหาของประเทศชาติต่อไป

ปชป.ก้มหน้ารับฟังคนเห็นต่าง

นายธนา ชีรวินิจ รักษาการโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ออกมาวิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์ ว่า พรรคประชาธิปัตย์อยู่ระหว่างการพิจารณาปรับปรุงตัวเอง เพื่อให้พรรคกลับมาเป็นที่ยอมรับของประชาชนอีกครั้ง พรรคได้เรียนรู้บทเรียนและประสบการณ์ที่เกิดขึ้น และให้ความเคารพความคิดเห็นของประชาชน แม้ภายในพรรคจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย ถือเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย ทุกคนเป็นเจ้าของพรรคอย่างเท่าเทียม การที่นายชูวิทย์พาดพิงถึงพรรค เรารับฟัง แต่ขอให้นายชูวิทย์ให้เกียรติกับพรรคการเมืองและองค์กรอื่นด้วย ควรติชมด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่ใช่สร้างความเสียหายให้บุคคลอื่น เรารับฟังความเห็นต่างอย่างเข้าใจ และยอมรับความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกับตัวเอง ในการประชุมกรรมการบริหารพรรค เมื่อมีมติออกมาสมาชิกพรรคจะเคารพมตินั้นทุกครั้ง

ตีโจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่ต้องทำ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่จะนำพาประเทศไม่ติดกับดักความขัดแย้ง 1.ควรมีศักยภาพแก้ปัญหาเร่งด่วนทางเศรษฐกิจ อย่างน้อยที่สุดปัญหาปากท้องระดับรากหญ้า ถือเป็นการบ้านข้อใหญ่ 2.ต้องไม่พาประเทศกลับไปติดหล่มความขัดแย้ง 3.ต้องไม่สร้างเงื่อนไขนำไปสู่การยึดอำนาจ เมื่อถามว่า ทั้ง 3 ข้อเป็นเงื่อนไขที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าร่วมรัฐบาลด้วย นายจุรินทร์ตอบว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่เข้าร่วม แต่ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ประชาชนทั้งประเทศอยากเห็น เมื่อถามว่าเสถียรภาพของรัฐบาลควรมีกี่เสียงถึงอยู่รอดปลอดภัย นายจุรินทร์ตอบว่า เสถียรภาพไม่ได้ขึ้นอยู่แค่จำนวนเสียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับศักยภาพบริหารราชการแผ่นดินด้วย ไม่ว่ามีเสียงล้นหลามในสภาขนาดไหน ถ้าบริหารประเทศไปไม่ได้ ไม่มีผลงาน พาประเทศถอยหลัง เสถียรภาพก็หายไป สุดท้ายกลายเป็นเสียงข้างมากลากไป สร้างปัญหาอีก

แซะพวกแอบอ้างแค่ลิเกการเมือง

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐตั้งรัฐบาล โดยมีข้อต่อรองให้นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าเป็นการปล่อยข่าวที่เลอะเทอะที่สุด สื่อควรตรวจสอบความจริง นายบัญญัติเป็นอดีตหัวหน้าพรรค มีคุณธรรมยึดมั่นในอุดมการณ์พรรคมาตลอด เป็นไปไม่ได้ที่จะยอมไปเป็นประธานสภาฯเพื่อให้ได้ตำแหน่ง จากพรรคพลังประชารัฐ เชื่อว่านายบัญญัติไม่เคยมีความคิดนี้ เป็นนักการเมืองต้องอ่านให้ขาดว่าพรรคไหน เป็นพรรคการเมืองจริง พรรคไหนเป็นพรรคเฉพาะกิจ การที่มีใครบางคนแต่งตั้งตัวเองไปแอบอ้างเจรจาต่างๆ นานา จึงเป็นเพียงลิเกการเมืองเท่านั้น

แฉใช้นอมินียึดพรรคอีกรอบ

นายวัชระกล่าวต่อว่า ปัญหาที่พรรคกำลังเผชิญคือ คนที่ลาออกจากพรรคไปแล้วกำลังทุ่มยุทธปัจจัยรอบใหม่ เพื่อใช้นอมินีกลับมายึดพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง หลังจากล้มเหลวมาตลอด คนที่ลาออกจากพรรคไปสมคบคิดกับนายทหารการเมือง เอาเงินมาใช้ในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคครั้งใหม่ เพื่อหวังยึดพรรคให้ไปเป็นฐานอำนาจให้อดีตนายทหารบางคน แต่เชื่อว่าแผนการยึดพรรคของคนกลุ่มนี้จะล้มเหลวอีกครั้ง เพราะสมาชิกพรรคที่มีอุดมการณ์ย่อมไม่เห็นด้วย อย่าให้ผลประโยชน์และตำแหน่งที่เขาเสนอล่อลวงอยู่เหนือเหตุผลและความเป็นจริง

พปชร.โอ่ตั้งรัฐบาลปกติได้แน่

นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ระหว่างรอ กกต.ประกาศรับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ทุกพรรคพยายามช่วงชิง ความได้เปรียบตอบโต้กันไปมา เชื่อว่าหลังวันที่ 9 พ.ค. ทุกอย่างจะจบ สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ส่วนแนวคิดการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเป็นไปไม่ได้ มั่นใจว่ายังไม่ถึงทางตัน สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ตามปกติ และเชื่อว่าพรรคพลังประชารัฐจะตั้งรัฐบาล สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯต่อไปได้ ช่วงนี้มีข่าวลือข่าวปล่อยเยอะไปหมด ทำให้ประชาชนสับสน

นายกฯ-รัฐบาลต้องมาจาก ปชช.

นายรยุศด์ บุญทัน รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า สถานการณ์ยังดูไม่เห็นทางว่าจะเดินต่อไปได้อย่างไร มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดเดดล็อกการเมือง แต่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ เพราะผิดหลักการประชาธิปไตย ที่นายกฯและรัฐบาลต้องมาจากประชาชน จากการเลือกตั้งเท่านั้น ที่มีผู้เสนอนายกฯคนนอกไม่แน่ใจว่าใช้หลักคิดหรือตรรกะอะไร เพราะนายกฯที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง คงไม่เป็นที่ยอมรับจากประชาชน คิดว่าขณะนี้ยังไม่ถึงทางตัน หากทุกฝ่ายทุกพรรคยอมเสียสละ ถอยกันคนละก้าวเพื่อบ้านเมือง ควรให้พรรคอันดับหนึ่งจัดตั้ง รัฐบาลก่อน หากไม่สำเร็จค่อยเป็นพรรคอันดับสอง และไม่ว่าพรรคใดรวบรวมเสียงได้ เชื่อว่า ส.ว.ทั้ง 250 คน จะไม่ใช่ปัญหาในการโหวตเลือกนายกฯ ไม่เช่นนั้นจะถูกกดดันอย่างหนักจากสังคม และอนาคตทางการเมืองของ ส.ว.เหล่านั้นคงจบไม่สวย

สนช.เย้ยทำปฏิวัติยังง่ายกว่า

ขณะที่นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า การปลุกกระแสตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อแก้ปัญหารัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำนั้น มั่นใจว่าโอกาสเกิดรัฐบาลแห่งชาติมี 0 เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้ทุกอย่างเดินมาถูกทางกระบวนการเลือกตั้งผ่านไปเรียบร้อยแล้ว ผลจะออกมาอย่างไร ฝ่ายใดจะได้จัดตั้งรัฐบาลก็ต้องยอมรับ ใครจะไปยื้อให้เกิดการเบี่ยงเบนประเด็นหรือหลงทางคงไม่ได้ “รัฐบาลแห่งชาติถ้าจะมีควรเกิดก่อนการ เลือกตั้ง ถ้ามีหลังเลือกตั้งถือว่าย้อนยุค ผิดปกติมากๆ บอกได้เลยว่าการปฏิวัติยังเกิดได้ง่ายกว่ารัฐบาลแห่ง ชาติด้วยซ้ำ การอ้างว่ารัฐบาลใหม่จะมีเสียงปริ่มน้ำ ไม่มีเสถียรภาพนั้น ไม่ต้องเป็นห่วง ถ้ารัฐบาลอยู่ไม่ได้ก็ยุบสภาไป มีกระบวนการทางประชาธิปไตยเป็นขั้นตอนรองรับอยู่แล้ว”

ให้คนชงห่วงตัวเองจะดีกว่า

นายกิตติศักดิ์กล่าวต่อว่า คนที่เป็นห่วงขอให้ห่วงตัวเอง ให้เดินไปตามครรลองกฎหมายดีกว่า เสียงรัฐบาลจะเป็นอย่างไรทั่วโลกยอมรับได้ เพราะผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว ส่วนกรณีปัญหาส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องสูตรการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น น่าเห็นใจ กกต.ในฐานะฝ่ายปฏิบัติ ไม่ว่าจะหันซ้ายหรือขวาก็ถูกโจมตี และยังถูกขู่ต่างๆนานา ทำให้ขาดความมั่นใจ แนวทางการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยถือว่าเป็นทางออกที่เหมาะสมเพื่อหาความชัดเจน ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องไว้พิจารณาหรือไม่

กกต.เตรียมถกคำร้องคัดค้าน

ด้าน พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งว่า ทางจังหวัดทยอยส่งเรื่องร้องคัดค้านการเลือกตั้งเข้ามายังสำนักงาน กกต. จะทยอยนำเสนอคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งเข้าที่ประชุมให้ กกต.พิจารณา หากเรื่องใดที่ กกต. เห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอ สามารถพิจารณาได้เลย แต่หากเรื่องใดยังมีหลักฐานไม่เพียงพออาจให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยไปดำเนินการตรวจสอบ และหาข้อมูลเพิ่มเติม เนื่องจากอนุกรรมการฯที่ กกต.ตั้งขึ้น เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในการ ประชุม กกต.สัปดาห์นี้มีวาระพิจารณาคำร้องคัดค้านต่างๆ ส่วนกรณีที่ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวิธีคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น ต้องรอดูว่า ทางศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาอย่างไร

กกต.โต้ “ธีรชัย” จัดเลือกตั้งถูกต้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงาน กกต. เผยแพร่เอกสารข่าวชี้แจงกรณีนายธีรชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง กกต. ระบุว่า “วันเลือกตั้ง เป็นวันที่หกสิบเอ็ด นับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ใช้บังคับ” นั้น สำนักงาน กกต.ขอชี้แจงว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 102 และมาตรา 103 เป็นกรณีที่ใช้ในภาวะปกติ แต่การจัดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องเป็นไปตามบทเฉพาะกาลมาตรา 268 ที่บัญญัติให้ดำเนินการเลือกตั้ง ส.ส.ให้แล้วเสร็จภายใน 150 วันนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 267 (1) (2) (3) และ (4) มีผลใช้บังคับแล้ว ซึ่ง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 11 ธ.ค.2561 ดังนั้น กกต.ต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 9 พ.ค. 2562 สอดคล้องกับบทเฉพาะกาล และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 171 การกำหนดวันเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค.2562 จึงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ทุกประการ

อดีต กกต.สอนมวยรุ่นร้อง

ด้านนายสมชัย จึงประเสริฐ อดีตกรรมการ กกต. กล่าวว่า จากปัญหาการคำนวณจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดวิธีคำนวณไว้ 2 วิธี วิธีแรกเป็นการคำนวณตามปกติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 (3) ส่วนวิธีที่สอง เป็นการคำนวณในกรณีมีพรรคการเมืองบางพรรคได้จำนวน ส.ส.เขตเกินกว่าจำนวน ส.ส.พึงมี หรือโอเวอร์แฮงก์ โดยจะคำนวณตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 128 (5) ที่ผ่านมามีการเอาทั้ง 2 รูปแบบมารวมกันจึงทำให้เกิดความมั่ว และอาจไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ การคำนวณต้องนำเอาคะแนนบัตรดีรวมจากทุกพรรคการเมือง นำมาหารด้วย 500 จะได้ผลลัพธ์เป็นค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน และนำค่าเฉลี่ยดังกล่าว มาหารคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับเลือกตั้งทั่วประเทศ จะได้จำนวน ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรค ในส่วนนี้พรรคที่ได้คะแนนไม่ถึงค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน จะถือว่าเป็นพรรคสอบตก ไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

ศาล รธน.เคยตีกลับคำร้องมาแล้ว

นายสมชัยกล่าวต่อว่า แต่หากจัดสรรให้พรรคเหล่านี้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 128 (4) อย่างไรก็ตามการไม่จัดสรร ส.ส.บัญชีรายชื่อให้พรรคที่ได้คะแนนไม่ถึงค่าเฉลี่ย ไม่ถือว่าคะแนนเสียงตกน้ำ เพราะคะแนนทั้งหมดถูกนำมาคำนวณแล้ว เมื่อพรรคเหล่านี้สอบตกก็ต้องไปจัดสรรให้พรรคอื่นที่มีคะแนนเกินค่าเฉลี่ยต่อ ส.ส. 1 คน จากการคำนวณเบื้องต้น คิดว่าจะมีเพียง 16 พรรคเท่านั้นที่จะได้รับการจัดสรร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ส่วนกรณีที่ กกต.ชุดปัจจุบันยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น กกต.สมัยตนก็เคยมีกรณียื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่ปรากฏว่าไม่เข้าเงื่อนไขที่จะรับไว้พิจารณา และศาลรัฐธรรมนูญตอบกลับมาว่าไม่ใช่ที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. กรณีนี้หากไม่เข้าเงื่อนไขศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่รับเรื่องไว้พิจารณา หรือหากอยากช่วย กกต. ก็อาจรับเรื่องไว้ แต่อาจไม่ตีความให้ชัดว่าควรคำนวณอย่างไร เพราะอาจเกินอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ

โหร คมช.ฟันธงมีบิ๊กเซอร์ไพรส์

นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ เจ้าของฉายาโหรคมช. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ใช่เวลาเกิดรัฐบาลแห่งชาติ ยังเป็นรัฐบาลปกติจะฟอร์มรัฐบาลขึ้นหลังงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตอนนี้พูดกันไปเป็นเพียงการโยนหินถามทาง แต่ตนดูแล้วยังไม่ปรากฏเกิดรัฐบาลแห่งชาติ ยังเป็นการฟอร์มรัฐบาลปกติตามครรลองประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญปี 60 กำหนดไว้และไม่มีเหตุการณ์อะไรที่หลายฝ่ายกังวล ส่วนคนที่จะมาเป็นนายกฯเคยพูดไปแล้วยังเป็นคนเดิม เพราะหน้าที่ท่านยังมีอยู่ ดูตามเกณฑ์หน้าที่ ส่วนผู้ร่วมรัฐบาลปัจจุบันหลายคนหมดหน้าที่ แต่ไม่ขอระบุนาม ไว้รอดูบิ๊กเซอร์ไพรส์ในรัฐบาลหน้า จะได้เห็นแล้วว่ามีใครบ้าง มีเปลี่ยนแปลงเกินครึ่งรัฐบาลแน่นอน

“ปิยบุตร” แจ้งเข้ารับทราบข้อหา

ช่วงเย็นวันเดียวกัน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท. ในฐานะโฆษก บก.ปอท. กล่าวว่า ได้รับประสานจากทนายความนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ จะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาดูหมิ่นศาล และนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ กรณีอ่านแถลงการณ์พรรคอนาคตใหม่คัดค้านมติศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบพรรคไทยรักษาชาติ ในเวลา 10.00 น. วันที่ 17 เม.ย. หลังแจ้งข้อหาจะสอบปากคำ และพนักงานสอบสวน บก.ปอท.จะปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์ประกันตัว เพราะเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ส่วนที่มีข่าวว่าจะมีตัวแทนสถานทูตชาติต่างๆขอเข้าร่วมฟังการสอบสวนหรือไม่นั้น ยังไม่ทราบ สำหรับกองเชียร์ที่จะมาให้กำลังใจสามารถทำได้ในพื้นที่เหมาะสมและปฏิบัติตัวไม่วุ่นวาย

ใช้แล้ว พ.ร.บ.มาตรฐานจริยธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พ.ร.บ.มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ.2562 มีเนื้อหาโดยสรุปว่า มาตรฐานทางจริยธรรม คือหลักเกณฑ์การประพฤติปฏิบัติอย่างมีคุณธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานรัฐ ต้องยึดมั่นในสถาบันหลัก ได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซื่อสัตย์สุจริต กล้าตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม ไม่เลือกปฏิบัติ และดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดี รักษาภาพลักษณ์ของราชการ โดยให้องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของหน่วยงานรัฐ จัดทำประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ในความรับผิดชอบ ส่วนข้าราชการการเมือง ให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้จัดทำประมวลจริยธรรม ให้มีคณะกรรมการกลางมาตรฐานทางจริยธรรม (ก.ม.จ.) ที่มีนายกฯ หรือรองนายกฯ เป็นประธาน มีหน้าที่ให้คำปรึกษา ส่งเสริม กำหนดแนวทาง กำกับ ติดตาม ประเมินผล โดยให้ ก.ม.จ. ทบทวนมาตรฐานทางจริยธรรมทุกๆ 5 ปี

พ.ร.บ.ท้องถิ่นมีผลบังคับใช้

นอกจากนี้เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ยังเผยแพร่ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น มีเนื้อหาโดยสรุปว่า เพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล เป็นการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 26 กำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินการจัดการเลือกตั้งของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร, สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), สมาชิกสภาเทศบาลตำบล, สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และสมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น รวมถึงบทกำหนดโทษผู้กระทำผิด ทั้งนี้ในบทเฉพาะกาลมาตรา 142 บัญญัติว่าในการเลือกตั้งครั้งแรกภายหลัง พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ เมื่อ คสช.เห็นสมควรให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น ให้แจ้ง กกต.ทราบ เมื่อ กกต.ประกาศกำหนดให้มีการเลือกตั้งแล้ว ให้ประกาศ คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช.ในส่วนที่เกี่ยวข้องสิ้นผลบังคับ

จัดเลือกตั้งใน 3 เดือนหลังมี รบ.ใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของกรุงเทพมหานคร พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้มีการจัดเลือกตั้ง ส.ก.เพียงอย่างเดียว ให้ยกเลิกการเลือกตั้ง ส.ข. ขณะที่กำหนดเวลาการจัดเลือกตั้งท้องถิ่น ก่อนหน้าที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงมหาดไทย กกต. และคณะกรรมการกฤษฎีกา เคยออกมาระบุว่าต้องให้นายกรัฐมนตรีหาข้อสรุปร่วมกับ กกต. โดยประมาณการว่าน่าจะมีขึ้นภายหลังมีรัฐบาลใหม่ประมาณ 3 เดือน

อ่านเพิ่มเติม...
รัฐบาลแห่งชาติตั้งรัฐบาลโหร คมช.250 ส.ว.ภูมิธรรม เวชยชัยวิทยา ผิวผ่องข่าวหน้า1ข่าวทั่วไป