Thairath Logo
กีฬา

แผลลึก 3 จังหวัดชายแดนใต้ เหตุใหม่...ผูกเงื่อนอดีต

Share :

เงื่อนปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัด ชายแดนภาคใต้ มีมุมมองหลากหลายมิติ แต่ที่ถูกหยิบยกบ่อยหนีไม่พ้นเรื่อง...“ประวัติศาสตร์” คนนอกพื้นที่ถูกนำมาเป็นข้ออ้างขาดความเข้าใจต่อวัฒนธรรม ประเพณี ชนชาติ ภาษา และศาสนาของปัตตานี ...ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

กลายเป็น “บาดแผลลึก” ตกค้างอยู่ในใจของผู้คนในพื้นที่ ด้วยตอกย้ำนำกลับมาเป็นประเด็นใหม่เป็นข้ออ้างของขบวนการก่อความไม่สงบ ปลุกปั่น ปลุกระดมดึงมวลชน จนกลายเป็นปัญหาหมักหมมซับซ้อน

ไล่เรียงย้อนอดีตกลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบกันแบบยาวๆ ตั้งแต่ 2503 มีเพียง “กลุ่มบีอาร์เอ็น” และ “กลุ่มพูโล” พัฒนาการต่อต้านรัฐไทย แบ่งแยกก่อเหตุในพื้นที่ชัดเจน ก่อนที่ “กลุ่มพูโล สลายตัว” แกนนำหลักกระจายอยู่ในพื้นที่ บางส่วนขอลี้ภัยทางการเมืองประเทศอังกฤษ

มาถึงยุคนี้คงเหลือแค่ “บีอาร์เอ็น” พัฒนาแนวคิดปรับกลยุทธ์วิธีต่อต้านรัฐไทย ใช้เวลานานถึง 20 ปี คัดเลือกมวลชน ส่งเรียนหนังสือที่ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อนำหลักการมาใช้ในปฏิบัติการก่อเหตุพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ท่ามกลางกระแสเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในมุมมองหนึ่ง...คงไม่มีใครรู้ดีเท่ากับ

พล.อ.สำเร็จ ศรีหร่าย อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 นายทหารตัวจริง เคยทำงานรับผิดชอบภารกิจดับไฟใต้ 7 ปี ศึกษาโครงสร้างของขบวนการก่อความไม่สงบ ได้ย้ำถึงรากแก่นที่แท้จริงของปัญหา...

“มีเพียงเป้าหลักข้อเดียว คือ ขบวนการก่อความไม่สงบ ต้องการปกครองรัฐปาตานีกันเอง”

หากมองลึกลงไปขบวนการก่อความไม่สงบ มีการแบ่งเขตการปกครองซ้อนอำนาจรัฐไทยเอาไว้มานานแล้ว แต่ยังมองไม่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน

ใช้การเคลื่อนไหวฝ่ายปฏิบัติการก่อเหตุ ในกลุ่มเรียกว่า “ฝ่ายทหาร” คุ้มครองสร้าง “ฝ่ายมวลชน” ทำงานควบคู่กันอีกชั้น ตามยุทธวิธี “ลับ ลวง และการก่อการร้าย”

คำถามมีอยู่ว่า ณ วันนี้ฝ่ายปฏิบัติการ และมวลชน ก่อความไม่สงบ ถูกแฝงตัวอยู่ในหมู่บ้าน ที่ยึดการปกครองซ้อนกับการปกครองของรัฐไทย เกือบหมดทุกหมู่บ้าน ยกเว้นหมู่บ้านไทยพุทธเท่านั้น

และมีใคร...คือฝ่ายปฏิบัติการ และมวลชน ก่อความไม่สงบ?

คนในหมู่บ้านนี้ ถูกแบ่งออก 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มแนวร่วมฝ่ายปฏิบัติการ มีอยู่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ 2.ผู้สนับสนุน แต่ไม่ทราบข้อมูลของขบวนการ มี 30 เปอร์เซ็นต์ และ 3.กลุ่มที่ไม่ทราบเรื่องอะไรเลย และไม่เคยสนับสนุน มี 50 เปอร์เซ็นต์

ทำให้กลุ่มนี้อยู่ในสภาพระมัดระวังการพูดคุย หรือติดต่อกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะอาจถูกมองว่าเป็นผู้ขัดขวางการปฏิบัติการ อาจนำไปสู่การถูกทำร้าย หรือลอบยิงสังหาร

การปฏิบัติการฝ่ายมวลชน ที่แฝงตัวกระจายอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ ปฏิบัติหน้าที่ดึงมวลชนเพิ่ม ใช้หลักความเป็นมลายู เข้ามาปลูกฝังเด็กเยาวชน เรื่องอุดมการณ์ให้สำนึกว่า เราเป็นชาวมลายู ไม่ใช่คนไทย และสอนให้เกลียดชังคนไทย...

เช่น สอนย้ำไปย้ำมาให้เด็กซึมซับถึงบรรพบุรุษของตัวเอง ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เป็นชาวสิแย หรือคนสยาม เคยมารังแกพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย อยู่ตลอด ทำให้เด็กซึมซับ กลายเป็นปลูกฝังความเกลียดชังโดยปริยาย

พล.อ.สำเร็จ บอกอีกว่า มีหลายคนมองถึงปัญหาในพื้นที่เกิดจากความเหลื่อมล้ำทางสังคม นั่นเป็นเพียงข้ออ้าง...เอาเข้าจริง รัฐบาลไทยให้เกียรติ ส่งเสริมสนับสนุนชาวบ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มากกว่าสนับสนุนชาวไทยพุทธด้วยซ้ำ และใช้งบประมาณหลายหมื่นล้านบาท หวังดึงมวลชน แต่ไม่สามารถดึงมาอยู่กับฝ่ายไทยได้มากนัก เพราะขบวนการก่อความไม่สงบ ไม่ต้องการรับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย

แต่เขาอยากปกครองกันเอง...

“กลายเป็นว่าเหมือนรัฐบาลไทยสนับสนุนเอาใจ แต่ขบวนการก่อความไม่สงบไม่ชอบใจ”

ยุคนี้...รูปแบบมิติปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่เปลี่ยนแปลงจากอดีต มีเพียงปรับคนรุ่นใหม่ เข้ามาในชุดปฏิบัติการ

ในการปกครองในหมู่บ้าน แต่เริ่มใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร เคลื่อนไหวดึงมวลชน พร้อมกับเป็นแนวทางในการปฏิบัติการก่อเหตุในพื้นที่

และมีข้อมูลหน่วยงานรัฐบาลในพื้นที่ ตรวจสอบพบกลุ่มขบวนการก่อความไม่สงบ แอบแฝงแทรกซึมทุกองค์กรหน่วยงานรัฐ อยู่ในระดับปฏิบัติงาน เช่น เจ้าหน้าที่พลขับ อาสาสมัคร เสมียน เจ้าหน้าที่วิทยุ ไม่เคยมีระดับตำแหน่งบริหาร เพื่อแทรกซึมหาข่าว แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ และไม่มีหลักฐานว่าเป็นสายลับขโมยข้อมูลทางราชการ

ส่วนการแก้ปัญหาภาครัฐ คะแนนเต็ม 10 ให้ 5 คะแนน มีหลายโครงการทำไม่ถูกจุด เสียงบประมาณที่ไม่ได้ผลตอบรับ แต่ยิ่งเพิ่มการก่อเหตุหนักขึ้น ตั้งแต่ลอบยิงผู้บริสุทธิ์ วางระเบิดในพื้นที่

เพราะหัวใจของคนทั้งประเทศ และคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องการความสงบในพื้นที่ แต่ภาครัฐดำเนินการไม่ตามเป้าที่วางไว้ สาเหตุสำคัญ พล.อ.สำเร็จ มองว่า ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ทราบปัญหาดีกว่าระดับผู้บริหาร ที่ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง

กลับเป็นการแก้ปัญหาด้วย “การล้อมคอก” หลังมีเหตุการณ์มีความสูญเสียเกิดขึ้นแล้ว และตามจับคนร้ายมาดำเนินคดี แต่ไม่เกิดประโยชน์นัก เพราะมีความสูญเสียชีวิตที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นแล้ว

ดังนั้น โครงการใดไม่ได้ผล ควรยกเลิก แต่โครงการใดที่ได้ผลที่ดี ควรส่งเสริมต่อ ที่ผ่านมาดันทุรังดำเนินการทำต่อให้สิ้นเปลืองงบประมาณ...

สรุปว่ารัฐบาลนี้ หรือรัฐบาลในอนาคต ต้องกำหนดแนวทางแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นวาระแห่งชาติจริงๆ ไม่มีฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ทุกคนต้องร่วมมือกันให้เกิดความสงบอย่างแท้จริง

หากไม่มีฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล จะนำไปสู่การวางตัวเจ้าหน้าที่ตามความเหมาะความสามารถของแต่ละพื้นที่ ที่ไม่มีคนของใคร หากจุดนี้ยังแก้ไขไม่ได้ จะกลายเป็นเครื่องมือฝ่ายตรงข้ามอัตโนมัติ

ถือว่า...เป็นสิ่งที่ “ขบวนการก่อความไม่สงบ” ต้องการให้เกิดขึ้นที่สุด...

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) หนึ่งในผู้ที่มีบทบาทเสนอแนวทางเพื่อคลี่คลายความไม่สงบในภาคใต้ของประเทศไทย กล่าวไว้ในเวทีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ว่า ความไม่สงบใน 3 จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ ไม่ใช่เกิดทุกพื้นที่ที่มีความบาดหมางขัดแย้งซึ่งกันและกัน

หลายครั้งพบว่าภาครัฐก็ใช้วิธีการที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหา

สิ่งที่จะสร้างความสันติได้ คือ การอยู่ร่วมกันโดยเคารพกัน การฟื้นคืนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ แก่นหลักที่อยากมองเห็นในสังคมไทย คือ... แม้มี 1 ชีวิตได้รับความทุกข์ คนอื่นก็ควรได้รับรู้ความทุกข์นั้นด้วยเช่นกัน

ความชินชาต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเปรียบเสมือนความพ่ายแพ้ในสังคมไทย ความไม่รู้สึกรู้สาถึงปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณอันตรายที่น่าขบคิดของบ้านเรา

“เราคงต้องทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่มากขึ้น ควรมีการสร้างการมีส่วนร่วมในพื้นที่ด้วยกัน เพื่อสร้างความเข้าใจถึงสิทธิและอำนาจในการแก้ปัญหาของคนในพื้นที่เอง ท้ายที่สุดความจริงใจและจริงจัง คือกุญแจที่นำไปสู่การคลี่คลายปมปัญหานี้ที่ยืนระยะมายาวนาน”

พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่เล็กในการก่อเหตุ การแก้ไขต้องเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่ของฝ่ายใด...ฝ่ายหนึ่ง จากนั้นความสงบก็จะเกิดขึ้นเอง.

อ่านเพิ่มเติม...
3จังหวัดชายแดนภาคใต้บาดแผลลึกบีอาร์เอ็นสำเร็จ ศรีหร่ายความไม่สงบภารกิจดับไฟใต้สกู๊ปหน้า1ข่าวทั่วไป