Thairath Logo
กีฬา

ผลงาน 2 ปี “อีอีซี” เป็นรูปธรรม “คณิศ” วอนรัฐบาลใหม่สานงานต่ออย่ามารื้อ

Share :

“คณิศ” โชว์ผลงาน 2 ปี “อีอีซี” เป็นรูปธรรม ลั่น! 5 โครงสร้างพื้นฐานหลักพร้อมเดินหน้าแน่นอน จ่อชง ครม.เดือน เม.ย.นี้ อนุมัติรายชื่อเอกชนร่วมลงทุนทั้งหมดเพื่อลงนามต่อไป มั่นใจเกิดการลงทุน 6.5 แสนล้านบาท ใน 5 ปี ส่วนอุตสาหกรรมเป้าหมายลงทุนพุ่งฉิว ส่งผลให้ไทยกลับมาฉายแววเด่นศูนย์กลางเศรษฐกิจของเอเชียอีกครั้ง ชี้! อีอีซี หากพรรคการเมืองเห็นประโยชน์แก่ประเทศควรสานต่อ

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ภายใต้รัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ทำให้เกิดการสร้างฐานการลงทุนขนาดใหญ่ ของประเทศ และเป็นการเปิดประตูรับการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการหลัก มูลค่ากว่า 650,000 ล้านบาท ที่ สกพอ. จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติให้ภาคเอกชนที่ชนะการประมูลเพื่อให้ร่วมลงนามลงทุนกับรัฐภายในเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งจากปัจจัยต่างๆจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของเอเชียที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง

“สกพอ.ได้มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อีอีซีรองรับเมื่อ พ.ศ. 2561 ทำให้เกิดการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการ ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ลงทุนรวม 650,000 ล้านบาท ในระยะ 5 ปี โดยรัฐบาลคาดหวังว่าจะเกิดการลงทุนจากภาคเอกชนประมาณ 450,000 ล้านบาท และรัฐบาลลงทุน 200,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลก็จะได้ผลตอบแทนจากโครงการเหล่านี้ ประมาณ 450,000 ล้านบาท คือสุทธิแล้วรัฐบาลไม่ต้องใช้งบประมาณมาลงทุน และยังได้รายได้เข้าสู่คลังไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆอีกไม่น้อยกว่า 200,000 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาของโครงการ”

ดังนั้น สกพอ.ได้วางเป้าหมายที่จะเร่งรัดการดำเนินงานในปีนี้ 5 เรื่อง 1.เร่งรัดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการหลักให้เป็นไปตามเป้าหมายแม้ว่าขณะนี้อาจจะล่าช้ากว่ากำหนดไป 1 เดือน แต่ก็ไม่ได้กระทบต่อภาพรวมแต่อย่างใด 2.เร่งรัดการลงทุน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 500,000 ล้านบาท ใน 5 ปี ซึ่งจะสร้างงานใหม่ รายได้ดี ไม่น้อยกว่า 450,000 ตำแหน่ง ให้กับเยาวชนไทย รวมทั้งเพิ่มการลงทุนเพื่อยกระดับความสามารถดูแลประเทศด้วยการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และการศึกษาเพิ่มเติม ฯลฯ

3.เดินหน้ายกระดับพื้นฐานด้านการพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะผังการใช้ที่ดิน การศึกษา งานวิจัยและเทคโนโลยี สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม (อากาศ น้ำ ของเสีย) ปัจจัยพื้นฐาน น้ำ พลังงาน 4.จัดวางแนวทางการพัฒนาพื้นที่พิเศษที่เป็นเขตเทคโนโลยี และเมืองอัจฉริยะ อาทิ ประสานงานให้ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECi) และเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) เป็นไปตามแผน วางแนวทางการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่แหลมฉบัง และเกาะสำคัญๆ ประกอบด้วย เกาะสีชัง เกาะช้าง เกาะเสม็ด ให้เป็นแผนผังรวม จากก่อนหน้านี้ที่จะแยกแผนงานกันทำ เป็นต้น และ 5.สร้างประโยชน์ให้ถึงประชาชน และทำความเข้าใจกับชุมชนและประชาชน ให้เกิดความรู้และความร่วมมือที่จะทำงานร่วมกันเพื่อส่วนรวม

“ผมขอยืนยันว่า อีอีซีนับจากนี้เป็นต้นไป จะเป็นโครงการที่สามารถสร้างการลงทุนให้ประเทศไทยได้ไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 5 ปี ที่จะเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยรวม 1.5 ล้านล้านบาท เกิดการสร้างงานใหม่ให้กับแรงงานปีละ 100,000 คนต่อปี ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2%จากปกติ และลดการเหลื่อมล้ำระหว่างคนกรุงเทพฯและประชาชนในอีอีซี ที่สำคัญคือ เป็นการปรับโครงสร้างประเทศไทยสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่ใช้เทคโนโลยีช่วยการสร้างรายได้ และการดำรงชีวิตของประชาชนทุกคน”

นายคณิศ กล่าวว่า กรณีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หลังการเลือกตั้งที่อาจมีการทบทวนการลงทุนในโครงการอีอีซีหรือไม่ ตนคิดว่ารัฐบาลใหม่ต้องมองก่อนว่า โครงการอีอีซีเป็นประโยชน์กับประเทศอย่างไร ถ้าพรรคการเมืองเข้ามาแล้วมองเห็นประโยชน์กับประเทศก็ควรจะต้องเดินหน้าสานต่อ และไม่ว่าใครเข้ามาก็สานต่อได้เลยเพราะตาม พ.ร.บ.อีอีซี นายกในรัฐบาลขณะนั้นเป็นประธานคณะกรรมการอีอีซีอยู่แล้ว.

อ่านเพิ่มเติม...
คณิศ แสงสุพรรณสกพอ.พระราชบัญญัติรถไฟความเร็วสูงประยุทธ์ จันทร์โอชาอีอีซีการลงทุน