วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
"พลังประชารัฐ" เคลียร์ค่าแรง 425 บาท ค่อยๆ ปรับใน 3 ปี ตามทักษะ

"พลังประชารัฐ" เคลียร์ค่าแรง 425 บาท ค่อยๆ ปรับใน 3 ปี ตามทักษะ

  • Share:

"สนธิรัตน์" แจงนโยบายขึ้นค่าแรง 425 บาท ไม่ใช่ปรับทันที แต่ต้องฝึกเพิ่มทักษะ ค่อยๆ ปรับ ไต่ระดับใน 3 ปี ยันไม่ใช่นโยบายเฉพาะหน้า "สุวิทย์" แจง 3 หลัก ปัดพูดเพื่อเอาชนะ หรือ ประชานิยม

วันที่ 17 มี.ค. ที่สวนลุมพินี กทม. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ประธานยุทธศาสตร์ กทม. และผู้สมัคร ส.ส.กทม.ของพรรค ร่วมกิจกรรม "Morning Run:พลังประชารัฐ" ออกกำลังกายกับประชาชน ทั้งวิ่ง รำไทเก๊ก เต้นแอโรบิก พร้อมพูดคุยรับฟังปัญหา

โดยนายสนธิรัตน์ กล่าวว่า โค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง กระแสพรรคดีขึ้นเรื่อยๆ มั่นใจจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งต้องรอดูผลเลือกตั้ง และพรรคยืนยัน ต้องให้พรรคที่ได้อันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน หากทำไม่ได้เป็นสิทธิ์พรรคที่ 2 และ 3 เมื่อถามว่า จะจับมือพรรคประชาธิปัตย์ที่บอยคอต พล.อ.ประยุทธ์หรือไม่ นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ขอให้รอดูผลเลือกตั้ง ขอร้องอย่าให้ประเทศไม่มีทางออก ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้อง กกต. ตรวจสอบกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงพื้นที่ตรวจราชการนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ลงไปทำหน้าที่นายกฯ ไม่เกี่ยวกับพรรค

นายสนธิรัตน์ กล่าวถึงกรณีพรรคถูกโจมตีนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็น 400-425 บาท ว่า ไม่ได้ใช้กับค่าแรงทุกคน และไม่ได้ทำทันที แต่ค่อยๆ ปรับขึ้นทีละขั้น ภายในระยเวลา 3 ปี โดยต้องมีการฝึกทักษะฝีมือแรงงาน เพราะแรงงานกว่า 73 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่มีทักษะ ขอย้ำจุดยืนของพรรคไม่แตกต่างจากที่นายกฯ เป็นห่วง พรรคต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยผู้ประกอบการไม่ได้รับผลกระทบ แต่เพื่อต้องการให้ผู้ประกอบการยกระดับสินค้าและบริการมากขึ้น ส่งผลประเทศมีความสามารถแข่งขันที่สูงขึ้น ทางพรรคพลังประชารัฐจึงต้องการยกระดับแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการให้มีมาตรฐาน และไม่ใช่เรื่องใหม่ กระทรวงแรงงานพยายามที่จะยกระดับแรงงาน คัดกรองให้ได้แรงงานที่มีคุณภาพ ทางพรรคไม่มีนโยบายที่ทำเฉพาะหน้า แต่แก้ปัญหาโดยมองจากปัญหาเดิม

ด้าน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พรรคไม่ได้มาพูดเพียงผิวเผิน เพื่อเอาชนะ หรือประชานิยม วัตถุประสงค์จริงๆ คือ 1.เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ปรับโครสร้างเศรษฐกิจ 2.ไม่ได้ปรับขึ้นทันที แต่ค่อยๆ ปรับไต่จาก 325 บาทขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง 400-425 บาทในเวลา 3 ปี ไม่ได้ปรับทันทีเป็น 425 บาท และไม่ได้ปรับเหมือนกันทั้งประเทศ แต่ขึ้นอยู่กับศักยภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพของแต่ละพื้นที่ จึงไม่ใช่ขึ้นทุกพื้นที่เท่ากันหมด

และ 3.ให้ค่าจ้างแรงงานตามทักษะที่มีอยู่ คือผูกค่าจ้างแรงเข้ากับทักษะ ผู้ประกอบการจะได้แรงงานที่มีทักษะมากขึ้น แข่งขันได้ ขายของได้ดีขึ้น ผ่านกลไกอบรมทักษะ รัฐจัดตั้งสถาบันอบรม มีหลักสูตรทดสอบเพื่อความโปร่งใส มีมาตรฐานประเมินค่าทักษะ โดยค่าใช้จ่ายผู้ประกอบการสามารถนำไปหักภาษีได้ จะทำให้ประเทศรวยขึ้น ประชาชนเก่งขึ้นรวยขึ้น และเพื่อแข่งขันกับคนอื่นได้ ไม่ใช่อยู่ดีๆ เอาเม็ดเงินไปให้ใช้จ่ายเลย และค่าแรงจริงๆ ไม่ได้มีผลต่อเงินเฟ้อเท่าไหร่ เพราะเราทำให้เกิดค่าแรงทักษะในที่สุดแล้วคือผลิตภาพของประเทศมีมากขึ้น.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้