วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“ปรมาจารย์ลูกหนังไทย”

“ปรมาจารย์ลูกหนังไทย”

โดย บี บางปะกง
17 มี.ค. 2562 05:01 น.
  • Share:

อดีตนักฟุตบอล ทีมชาติชุดโอลิมปิก เมลเบิร์น ครั้งที่ 15 (ค.ศ.1956) ผู้มีโอกาสได้เดินทางไปศึกษาวิชาโค้ชชั้นสูง ณ ดินแดนกางเขนเหล็ก ก่อนกลับมาสร้างสุดยอดทีมลูกหนังที่กล่าว กันว่ามีการเล่นคลาสสิกและเบสิกดีที่สุดทีมหนึ่งของวงการฟุตบอลไทย “สโมสรราชวิถี” จนได้รับการยกย่องว่า เป็น “ปรมาจารย์ฟุตบอลเมืองไทย”

พลตรี สําเริง ไชยยงค์ เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2476 ณ ตำบลกลาง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นบุตรนายดาว และนางอุดร ไชยยงค์ ท่านคือพี่ชายคนโตของตระกูลนักเตะทีมชาติไทยในเวลาต่อมา

เล่นฟุตบอลอุดมศึกษาและถ้วยพระราชทาน ถ้วยใหญ่ และถ้วยน้อย ให้กับสถาบันจนมีการคัดตัวนักฟุตบอลทีมชาติชุดโอลิมปิก เมื่อ พ.ศ.2499 จึงมีชื่อติดทีมเดินทางไปสร้างประวัติศาสตร์เป็นชุดแรกในสนามระดับโลกของทีมชาติไทย

แม้ว่าผลการแข่งขัน ทีมชาติไทยพ่ายแพ้ทีมสหราชอาณาจักร (อังกฤษ, สกอตแลนด์, เวลส์, ไอร์แลนด์เหนือ) หรือเกรตบริเตน 0-9 แต่ประสบการณ์ที่ได้รับนั้นนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในชีวิตของนักเตะจากที่ราบสูง เมื่อ “สำรวย ไชยยงค์” (ก่อนเปลี่ยนชื่อ) จะมีชื่อติดทีมชาติอยู่เสมอ ที่สำคัญคือทีมชาติไทย ชุดกีฬาแหลมทอง สองสมัย (พ.ศ.2502, 2504) และเลิกเล่นทีมชาติประมาณปี พ.ศ.2504

ภายหลังสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ส่งนายหรั่ง ฉัตรฉายา และนายสำรวย ไชยยงค์ ไปเรียนโค้ชฟุตบอลหลักสูตรระยะสั้น ที่ประเทศเยอรมนี เมื่อ พ.ศ.2504 ก่อนที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯพระราชทานทุนส่วนพระองค์ให้ อ.สำเริงได้ศึกษาการพลศึกษาชั้นสูง ณ เมืองโคโลญ ประเทศเยอรมนี จนสำเร็จหลักสูตรผู้ฝึกสอนฟุตบอลอาชีพชั้นสูง (FUSSBALLEHRER) เมื่อ พ.ศ.2506

เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย พลตรีสำเริง ไชยยงค์ จึงได้รับการติดต่อให้เข้ามาคุมสโมสรธนาคารกรุงเทพ ชุดชนะเลิศถ้วยพระราชทาน ประเภท ก สองสมัย (พ.ศ.2506, 2507) ในปีถัดมาประกาศลาออกจากตำแหน่งโค้ชทีมบัวหลวง หลังจากเพิ่งนำเยาวชน

ทีมชาติไทยเดินทางกลับจากแข่งขันที่ประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากผิดหวังที่สโมสรธนาคารกรุงเทพ แพ้ สโมสรตำรวจ 1-4 จนทําให้ผู้บริหารทีมต้องขอถอนทีม ไม่ลงทำการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ ประจำปี พ.ศ.2508 เพื่อแสดงน้ำใจนักกีฬาต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

ภายหลังจากอําลาสนามบางนาแล้ว พลตรี สําเริง ไชยยงค์ และน้องชายของท่านพร้อมด้วย อ.เสนอ ไชยยงค์ จึงได้รวบรวมบรรดาเด็กๆ ที่มีใจรักการเล่นฟุตบอล นำมาช่วยกันฝึกสอนทักษะการเล่นอย่างถูกวิธีตามที่ได้ร่ำเรียนมาที่สนามอัฒจันทร์ไม้ ติดกับศาลต้นโพธิ์ภายในบริเวณสนาม กีฬาแห่งชาติ ปทุมวัน

จนเมื่อ พ.ศ.2511 จึงได้จดทะเบียนกับกรมตํารวจ โดยใช้ชื่อทีมว่า “สโมสรราชวิถี” โดยเวลากว่า 10 ปี นักเตะเหล่านั้นสามารถชนะเลิศฟุตบอลเยาวชนแห่งประเทศไทย ถึง 6 ปีติดต่อกัน ก่อนที่จะขึ้นครองถ้วยพระราชทาน ประเภท ก รวม 4 สมัย (พ.ศ. 2514, 2516, 2518, 2520) รวมทั้งการชนะเลิศฟุตบอลถ้วยพระราชทานควีนส์คัพ 1 สมัย (พ.ศ. 2516) นับเป็นดับเบิลแชมป์ของเมืองไทย

นักเตะจากรั้วชาววังที่มีชื่อเสียงระดับชาติและทวีปเอเชียช่วงทศวรรษ 60–80 อาทิ “สิงห์สนามศุภ” นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์, อารมณ์ จันทร์กระจ่าง, สิทธิพร ผ่องศรี, “นายพันกระดูกเหล็ก” อำนาจ เฉลิมชวลิต, เอกชัย สนธิขันธ์, “ไข่มุกดำ” วีระยุทธ สวัสดี, “ปีกปีศาจ” ปรีชา กิจบุญ, แก้ว โตอดิเทพย์, ชัยวัฒน์ สุนทรนนท์ ฯลฯ

ในปัจจุบันนี้ ทีมราชวิถีเหลือเพียงตำนานของสโมสร ที่แฟนลูกหนังชาวไทยต่างภาคภูมิใจและเล่าขานจนไม่มีวันหมดสิ้นหลายทศวรรษต่อมา

จิรัฏฐ์ จันทะเสน ผู้เขียน

ooooooo

ผมขออนุญาตคัดลอกเอาบางส่วนของบทความ เรื่อง “ปรมาจารย์ฟุตบอลเมืองไทย” ของ คุณจิรัฏฐ์ จันทะเสน เลขาฯสมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งประเทศไทย มานำเสนอบนพื้นที่ “เรียงหน้าชน” วันนี้

เพื่อร่วมแสดงความอาลัยต่อการสูญเสีย “พลตรีสำเริง ไชยยงค์” ปูชนียบุคคลของวงการลูกหนังแดนสยาม ที่สร้างคุณูประโยชน์ให้กีฬาฟุตบอลของชาติมาอย่างเหลือคณานับ...อย่างแท้จริง

โดยเย็นวันอังคารที่ 19 มี.ค.นี้ จะมี พิธีพระราชทานเพลิงศพ ในเวลา 17.00 น. ที่วัดมกุฏกษัตริยาราม

ขอเชิญพวกเรา “คนฟุตบอล” ไปร่วมส่ง ท่านอาจารย์สำเริง สู่สรวงสวรรค์

โดยพร้อมเพรียงกัน...!!!

บี บางปะกง

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้