วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ลด “ภาษีรถกระบะใหม่” ลดปัญหาฝุ่นพิษ

ลด “ภาษีรถกระบะใหม่” ลดปัญหาฝุ่นพิษ

  • Share:

พร้อมกดภาษีอีวีเหลือ 0% หนุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

ครม.ไฟเขียวรวมปัจจัยปล่อยค่า PM ใช้คิดอัตราภาษีใหม่รถกระบะ โดยหากปล่อยค่า PM ไม่เกิน 0.005 หรือใช้ B20 ได้ เสียภาษีลดลงเฉลี่ย 1-2% พร้อมลดภาษีอีวีที่บีโอไอส่งเสริมลงเหลือ 0% ก่อนปี 66 ยันแม้คลังสูญเสียรายได้ 1,300 ล้านบาท แต่จะกระตุ้นค่ายรถปรับเครื่องยนต์-ลดฝุ่น-เพิ่มสุขภาพดีคนไทย

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบการแก้ไขปัญหาฝุ่นขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยกระทรวงการคลังเห็นควรให้กรมสรรพสามิตนำปัจจัยเรื่องการปล่อยมลพิษฝุ่น PM มาเป็นหลักการกำหนดอัตราภาษีควบคู่ไปกับหลักการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออก-ไซด์ (CO2) ที่ใช้เดิม โดยได้เสนอปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์กระบะ ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บทั้งหมด 4 ประเภท

ประกอบด้วย 1.รถกระบะไม่มีแค็บ ปัจจุบันหากปล่อย CO2 ไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร (กม.) เสียภาษี 2.5% ขณะที่โครงสร้างภาษีใหม่เพิ่มการคิดในส่วนของการปล่อยค่า PM ไปด้วย โดยหากค่า PM เกิน 0.005 เสียภาษี 2.5% เท่าเดิม แต่หากค่า PM ไม่เกิน 0.005 หรือใช้ B20 ได้เสียภาษีลดลงเหลืออัตรา 2% ส่วนรถกระบะไม่มีแค็บที่มีค่า CO2 เกิน 200 กรัมต่อ กม. ปัจจุบันจะเสียภาษี 4% แต่โครงสร้างภาษีใหม่ที่คิดเพิ่มค่า PM นั้น หากค่า PM เกิน 0.005 เสียภาษี 4% แต่หากมีค่า PM ไม่เกิน 0.005 หรือรถใช้ B20 ได้ เสียภาษีลดลงเหลือ 2% 2.รถยนต์กระบะ (Space Cab) ภาษีเดิมหากปล่อย CO2 ไม่เกิน 200 กรัมต่อ กม. เสียภาษี 4% แต่โครงสร้างภาษีใหม่ ที่คิดเพิ่มค่า PM ไปด้วย หากค่า PM เกิน 0.005 เสียภาษี 4% แต่หากค่า PM ไม่เกิน 0.005 หรือใช้ B20 ได้ เสียภาษีลดลงเหลืออัตรา 3% ส่วนกรณีที่มีค่า CO2 เกิน 200 กรัมต่อ กม. เสียภาษี 6% โครงสร้างภาษีใหม่ที่เพิ่มค่า PM หากค่าเกิน 0.005 เสียภาษี 6% เท่าเดิม แต่หากค่า PM ไม่เกิน 0.005 หรือใช้ B20 ได้ เสียภาษีลดลงเหลือ 5%

3.รถยนต์กระบะ 4 ประตู (Double Cab) ภาษีเดิมหากปล่อย CO2 ไม่เกิน 200 กรัมต่อ กม.เสียภาษี 10% โครงสร้างภาษีใหม่ที่คิดเพิ่มค่า PM หากค่าเกิน 0.005 ยังเสียภาษี 10% เท่าเดิม แต่หากค่า PM ไม่เกิน 0.005 หรือใช้ B20 ได้ เสียภาษีลดเหลือ 9% ส่วนที่ค่า CO2 เกิน 200 กรัมต่อ กม. เสียภาษี 13% โครงสร้างภาษีใหม่ที่เพิ่มค่า PM ซึ่งหากค่าเกิน 0.005 เสียภาษี 13% เท่าเดิม แต่หากมีค่า PM ไม่เกิน 0.005 หรือใช้ B20 ได้ จะเสียในอัตรา 12% และ 4.รถยนต์กระบะ 4 ประตู (Double Cab) แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า ภาษีปัจจุบันหากปล่อย CO2 ไม่เกิน 175 กรัมต่อ กม. เสียภาษี 8% โครงสร้างภาษีใหม่ที่เพิ่มค่า PM หากค่าเกิน 0.005 เสียภาษี 8% และค่า PM ไม่เกิน 0.005 หรือใช้ B20 ได้ เสียภาษีอัตรา 6%

“มาตรการนี้จะครอบคลุมถึงการพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลให้มีคุณภาพดีขึ้น โดยลดค่า PM ให้น้อยลงและยังส่งเสริมการใช้น้ำมัน B20 โดยมั่นใจว่า การปล่อยฝุ่นที่เกิดจากรถยนต์จะมีปริมาณลดลง และยังลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศได้อีกด้วย โดยมาตรการนี้จะทำให้กรมสรรพสามิตสูญเสียรายได้ประมาณ 1,000 ล้านบาท”

นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติปรับลดอัตราภาษีรถยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า (Electric Powered Vehicle) หรือ EV โดยปรับลดอัตราภาษีรถยนต์ไฟฟ้า ภายใต้หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างเป็นรูปธรรม และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยกรณีที่ 1.รถยนต์อีวีที่ไม่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอขณะนี้เสียภาษีในอัตรา 8% อัตราภาษีใหม่ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.2563 -31 ธ.ค.2568 เสียภาษี 8% อัตราเดียว ขณะที่รถยนต์อีวีที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ ที่ปัจจุบันเสียภาษีในอัตรา 2% อัตราภาษีใหม่ ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.2563-31 ธ.ค.2565 เสียภาษี 0% และระหว่างวันที่ 1 ม.ค.2566-31 ธ.ค.2568 เสียภาษี 2% โดยกรณีนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ 300 ล้านบาท

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า มาตรการนี้จะส่งผลดี 3 ด้าน 1.ทำให้ผู้ประกอบการพัฒนามาตรฐานการปล่อยมลพิษของรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดฝุ่น PM ให้ได้ตามมาตรฐานยูโร 5 เร็วยิ่งขึ้น 2.ตามมาตรฐานยูโร 4 ที่ใช้ในปัจจุบันกำหนดให้ปล่อยฝุ่น PM ได้ไม่เกิน 0.025 กรัมต่อ กม. ซึ่งภายใต้สมมติฐานกำหนดให้รถยนต์วิ่ง 20,000 กม.ต่อปีจะปล่อยฝุ่น PM 500 กรัมต่อคันต่อปี แต่มาตรฐานใหม่ให้ปล่อยฝุ่น PM ได้ไม่เกิน 0.005 กรัมต่อ กม. ตามมาตรฐานยูโร 5 ส่งผลให้ปล่อยฝุ่น PM ลดลงเท่ากับ 100 กรัมต่อคันต่อปี ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 61 รถกระบะชำระภาษีสรรพสามิต 190,000 คัน จะทำให้ลดฝุ่น PM ลงได้ 76 ล้านกรัมต่อปี 3.ช่วยลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนและค่าใช้จ่ายรัฐในการรักษาพยาบาล.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้