“เพื่อไทย” เปิดนโยบายท่องเที่ยว 5 เป้าหมาย 10 ยุทธศาสตร์ เตรียมยกเลิกวีซ่าคนจีน ขยายเวลาเปิดสถานบริการ ยกไทยศูนย์กลางท่องเที่ยวภูมิภาค และศูนย์กลางสุขภาพ หวังเรียกนักท่องเที่ยว 50 ล้านคนใน 2 ปี
วันที่ 5 มี.ค. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายโภคิน พลกุล แกนนำพรรค นางสาวลีลาวดี วัชโรบล ผู้สมัคร ส.ส. เขต 1 กรุงเทพฯ หมายเลข 9, นายสุรชาติ เทียนทอง ผู้สมัคร ส.ส. เขต 9 หลักสี่ หมายเลข 2, นายการุณ โหสกุล ผู้สมัคร เขต ส.ส. 10 ดอนเมือง หมายเลข 1 และนายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ผู้สมัคร ส.ส. เขต 13 บางกะปิ หมายเลข 5 แถลงนโยบายการท่องเที่ยว ที่ท่าเรือยอดพิมาน โดยมีใจความว่า รายได้จากการท่องเที่ยวเป็นตัวเลขหลักของรายได้ในประเทศ และจะสามารถกระจายลงทันทีตามเขตพื้นที่ต่างๆ และพรรคคาดว่าจะเพิ่มนักท่องเที่ยวให้เป็น 50 ล้านคน และเพิ่มรายได้จาก 2 ล้านล้านบาท เป็น 3 ล้านล้านบาท ภายใน 2 ปี และเพิ่มการจ้างงานจากเป็น 6 ล้านคน และเพิ่ม GDP จาก 18% เป็น 23% และพุ่งเป้าเพิ่มนักท่องเที่ยวอิสระที่มีกำลังซื้อให้ (FIT) เพิ่มขึ้นเป็น 80% ค่าใช้จ่ายต่อหัวจาก 5,400 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 7,000 บาทต่อวัน ยืดการอยู่ในเมืองไทยให้นานขึ้น จาก 8-9 วันเป็น 11-12 วัน ด้วย 10 ยุทธศาสตร์ ได้แก่
1.สร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย แก้ปัญหาจากเหตุการณ์เรือล่ม ยกระดับการกู้ภัย ใช้ประสบการณ์ที่กู้การท่องเที่ยวหลังจากซึนามิมาได้ภายใน 1 ปี
2.เพิ่มการท่องเที่ยวให้กระจายทุกจังหวัด พัฒนาอย่างน้อย 1 สถานที่ท่องเที่ยวใน 1 อำเภอ เชื่อมโยงการท่องเที่ยวจากเมืองท่องเที่ยวเดิมไปสู่เมืองอื่นๆ โดยรอบ สร้างเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ เช่น บั้งไฟพญานาค
3.ยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์การสร้างสุขภาพองค์รวม โปรโมทการนวด สปา สมุนไพรไทย และการนวดแผนไทย
...
4.ประชาสัมพันธ์เทศกาลใหญ่ในประเทศไทย ได้แก่ ปีใหม่-เคาต์ดาวน์, สงกรานต์ (3 วัน 3 คืน), วิสาขบูชา, ลอยกระทง กระทงสายแม่น้ำเจ้าพระยา, ตรุษจีน พัฒนาเยาวราชให้เป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวโลก โยงไปยังปากน้ำโพที่มีการแห่เชิดสิงโต เป็นต้น
5.ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาค เช่น เชียงใหม่-เชียงราย-เชียงตุง-เชียงรุ้ง-เชียงแสน, อยุธยา-ลพบุรี-สุโขทัย-เสียมเรียบ
6.หนึ่งตำบลหนึ่งของฝาก เพิ่มมูลค่าจาก 1.9 แสนล้านบาทเป็น 3 แสนล้านบาท
7.สร้างแพลตฟอร์มกลางของประเทศให้ทั่วโลกเข้ามาชมและจองการท่องเที่ยวในประเทศไทย
8.อำนวยความสะดวกการเดินทางเข้าประเทศ ยกเลิกวีซ่าจีน
9.เพิ่มเที่ยวบินตรงจากเชียงใหม่บินตรงไปยังเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ทั่วประเทศ
10.แก้ไขกฎหมายที่ขัดขวางการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว เช่น โฮมสเตย์
ด้านนายโภคิน กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย พยายามที่จะยกเลิกวีซ่านักท่องเที่ยวจีน ตั้งแต่สมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ทำไม่สำเร็จก็ถูกรัฐประหารก่อน ดังนั้นจึงต้องการที่จะสานต่อ โดยก่อนหน้านี้ได้เดินทางไปพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวของจีนแล้ว และคาดว่าจะพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการท่องเที่ยวของภูมิภาค จะไปประเทศไหนก็สามารถกลับมาที่ประเทศไทยได้ นอกจากนี้ต้องแก้กฎหมายที่มีสันนิษฐานว่า ผู้ประกอบการจะโกงตลอดเวลา ให้เป็นกฎหมายที่ส่งเสริมชาวบ้านทำธุรกิจการท่องเที่ยว ไม่ใช่เอื้อแต่นายทุนรายใหญ่เหมือนในปัจจุบัน แต่การทำต้องออกแบบให้ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ย่อมอยากสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่น แก้ไขให้ผู้ประกอบการไม่ต้องขออนุญาต อนุมัติหลายขั้นตอน
“ปัญหาใหญ่ คือ การที่ไม่ให้พื้นที่คนตัวเล็กส่งเสียง ต้องให้คนตัวเล็กเข้าไปมีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจ เงินที่มาจากการจองโรงแรมภายในประเทศไปอยู่ที่แอปพลิเคชันต่างชาติหมด ไทยต้องเร่งผลักดันให้มีแอปพลิเคชันออกมาโดยเร็ว เพื่อให้เงินไม่ไหลออกไปต่างประเทศ” นายโภคิน กล่าว
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวปิดท้ายว่า การท่องเที่ยวคือฐานเศรษฐกิจใหม่รองรับโลกยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘หยิบสด’ คือ หยิบเงินจากนักเที่ยวได้ทันที คนตกงานจะกลายเป็นคนเปลี่ยนงาน สามารถกลับไปช่วยพ่อแม่ทำร้านกาแฟ หรือโฮมสเตย์ที่บ้าน พร้อมรัฐบาลเตรียมทุนให้กู้ยืมไปสร้างธุรกิจ เพื่อให้เกิดเศรษฐีใหม่ เพราะพรรคคาดการณ์ว่า ในอนาคต งานจะลดลงเรื่อยๆ คนจะตกงานมากขึ้น รัฐบาลต้องเตรียมงานใหม่ทำ รายได้ใหม่รองรับ ส่วนการค้าแผงลอยทางเท้า พรรคคาดหวังเพิ่มรายได้เป็น 3 แสนล้านบาทต่อปี จาก 1 แสนล้านบาท ยกระดับให้สตรีทฟู้ดไทยมีชื่อเสียงและคุณภาพระดับโลก แต่จะมีการจัดระเบียบไปควบคู่กับการสร้างรายได้ไปด้วย ขณะที่สถานบันเทิงต้องเข้มงวดเรื่องอายุของเด็กที่ยังไม่ถึง 18 ปี แต่จะขยายเวลาปิดสถานบริการในพื้นที่ท่องเที่ยว เพราะแต่ละชั่วโมงสร้างรายได้จำนวนมาก การจัดระเบียบต้องไม่จำกัดนักท่องเที่ยว แต่ต้องจัดระเบียบให้ตอบจุดประสงค์ ส่วนวันพรุ่งนี้พรรคจะแถลงเรื่องศูนย์กลางการผลิตอาหารสุขภาพ และศุกร์นี้แถลงเรื่องธุรกิจของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็น 3 ฐานเศรษฐกิจใหม่รองรับโลกยุคใหม่.