วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
อะฟลาทอกซินกับหม่าล่า

อะฟลาทอกซินกับหม่าล่า

  • Share:

อาหารปิ้งย่างเป็นเมนูยอดนิยมของคนไทย ยิ่งในช่วง 2-3 ปี หลายคนนิยมใช้หม่าล่าทาบนเนื้อสัตว์หรือผักก่อนปิ้งย่าง เพื่อให้เกิดรสชาติเผ็ดชาที่ปลายลิ้น

“หม่าล่า” มาจากคำว่า “หม่า” แปลว่า ชา กับคำว่า “ล่า” แปลว่า เผ็ด เมื่อรวมกันหมายถึงรสชาติเผ็ดและชาในคราวเดียวกัน หม่าล่าเป็นเครื่องเทศสัญชาติจีน มีมานานในอาหารของคนยูนนานและเสฉวน นิยมนำมาปรุงในหม้อไฟหรือในซุป อาหารปิ้งย่าง รวมทั้งอาหารประเภทผัด เช่น เนื้อไก่ผัดหม่าล่า

หากนำหม่าล่าผสมกับพริก นอกจากอาหารมีกลิ่นหอม ยังทำให้อาหารรสเผ็ดและชาที่ปลายลิ้นมากยิ่งขึ้น กลุ่มผู้บริโภคชาวจีนนิยมทานอาหารที่ปรุงหม่าล่าช่วงหน้าหนาว เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่น เกิดการขับเหงื่อ ส่วนชาวเหนือของไทยนิยมทานอาหารปิ้งย่างที่ใช้หม่าล่าปรุงกันมานานแล้ว ก่อนจะแพร่หลายเป็นที่นิยมในกรุงเทพฯ

แม้หม่าล่าจะช่วยเพิ่มรสชาติอาหาร แต่ก็มีอันตรายที่อาจปนเปื้อนด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสารอะฟลาทอกซิน ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Aspergillus flavus และ A. parasiticus มักพบปนเปื้อนในเครื่องเทศอย่างพริก ถั่วลิสง ข้าวโพด แป้งและอาหารแห้งชนิดต่างๆ โดยสามารถปนเปื้อนได้ตั้งแต่แปลงเพาะปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป และเก็บรักษาเครื่องเทศ ในสภาวะที่ร้อนชื้นจะยิ่งทำให้มีโอกาสเกิดเชื้อรามากขึ้น

สำหรับอะฟลาทอกซินมีอยู่ 4 ชนิดได้แก่ B1, B2, G1 และ G2 หากร่างกายได้รับเป็นเวลานานๆจะทำให้เกิดอาการชัก หายใจลำบาก ตับถูกทำลาย หัวใจและสมองบวม สุดท้ายจะส่งผลให้เกิดโรคมะเร็ง โดยองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยมะเร็ง จัดให้อะฟลาทอกซินอยู่ในกลุ่มที่ 1 เป็นสารก่อมะเร็งในคน ความร้อนระดับหุงต้ม นึ่ง ย่าง หรือแม้กระทั่งวิธีพาสเจอไรซ์ ที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่สามารถทำลายสารพิษชนิดนี้ได้

เพื่อป้องกันไม่ให้ชีวิตสุ่มเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษดังกล่าว สถาบันอาหาร จึงทำการสุ่มตัวอย่างหม่าล่าจำนวน 5 ตัวอย่าง จาก 5 ยี่ห้อ ที่จำหน่ายในเขตกรุงเทพฯ นำมาวิเคราะห์หาอะฟลาทอกซิน B1, B2, G1 และ G2 โดยผลที่ออกมา หม่าล่าทุกตัวอย่างไม่มีอะฟลาทอกซินปนเปื้อน

ดังนั้นสาวกปิ้งย่าง ชาบู หม่าล่า สบายใจหายห่วง.

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้