วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ช็อปคืนแวตหงอย

ช็อปคืนแวตหงอย

  • Share:

อีกไม่กี่วัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง ผ่านโครงการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 5% ระหว่างวันที่ 1 ก.พ.- 15 ก.พ.2562 ในช่วงตรุษจีนผ่านบัตรเดบิต วงเงินไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ที่มีการคืนเงินคนละไม่เกิน 1,000 บาท กำลังจะสิ้นลง

ทั้งนี้ จากข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พบว่า มีผู้เข้าร่วมลงทะเบียนเพื่อขอรับเงินคืนเพียง 30,000-40,000 รายเท่านั้น จากเป้าหมายที่กระทรวงการคลังตั้งเป้าไว้ถึง 100,000 ราย

ส่วนสาเหตุที่ประชาชนสนใจเข้าร่วมโครงการน้อยกว่า “โครงการช็อปช่วยชาติ” เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากประชาสัมพันธ์ที่ยังไม่ทั่วถึง ประชาชนในหลายพื้นที่ยังไม่รู้ว่ามีโครงการเกิดขึ้น และบางรายก็ไม่รู้ว่าต้องมาลงทะเบียนอีกด้วย

นอกจากนี้ยังคิดว่าโครงการนี้เหมือนกับโครงการช็อปช่วยชาติ เพียงแค่ใช้บัตรเดบิตรูดปื๊ดซื้อสินค้าก็เรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรยุ่งยาก แต่สุดท้ายก็เป็นเรื่องเข้าใจผิด จึงทำให้กระทรวงการคลังต้องขยายระยะเวลาลงทะเบียนจากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ม.ค. ต้องขยายระยะเวลาลงทะเบียนไปถึงวันที่ 15 ก.พ.2562 เพื่อจูงใจให้ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมมากขึ้น

แต่ก็ไม่สามารถเพิ่มจำนวนคนเข้าร่วมโครงการได้ โดยมีสาเหตุหลักๆคือ 1.ประชาชนไม่มั่นใจในการลงทะเบียน เพื่อขอคืนภาษีแวตจากกรมสรรพากร ซึ่งเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยเกรงว่าจะกลายเป็นบูมเมอแรงย้อนกลับ “ถูกตรวจสอบภาษี” จากกรมสรรพากรได้

และ 2.การลงทะเบียนดังกล่าว เจ้าของบัตรเดบิตต้องยืนยันตัวตน ผ่านเว็บ www.epayment.go.th และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องกรอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน บัญชีธนาคาร หมาย-เลขบัตรเดบิต ซึ่งถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ควรปกปิดเอาไว้

ทำให้ประชาชนที่อยากจะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวต้องคิดหนัก เพราะหวั่นเกรงว่ากระทรวงการคลังจะนำข้อมูลจากการลงทะเบียน และการใช้จ่ายเงินผ่านบัตรในโครงการนี้ เก็บไว้ใช้เป็นหลักฐานเพื่อตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ในช่วง 1-2 ปี ว่า มียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรจำนวนเท่าไหร่ รวมทั้งกลัวว่า กรมสรรพากรอาจจะตรวจสอบย้อนหลังไปอีก 5-10 ปี ซึ่งประเด็นเหล่านี้ ได้สร้างความไม่สบายใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

ล่าสุด นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการ สศค. ออกโรงอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่า โครงการนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบภาษีแต่อย่างใด

เนื่องจากการลงทะเบียนเป็นการยอมรับให้มีการเปิดเผยข้อมูลตามประมวลรัษฎากรมาตรา 10 ที่กำหนดว่า กรมสรรพากรไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลผู้เสียหาย

ดังนั้นการลงทะเบียนจึงเท่ากับยินยอมให้เปิดเผยข้อมูล เพื่อส่งต่อข้อมูลจากธนาคารเจ้าของบัตรไปยังกรมสรรพากร เพื่อให้กรมสรรพากรคืนภาษีแวต 5% เข้าสู่บัตรเดบิตที่ผูกไว้กับพร้อมเพย์เท่านั้น

โดยไม่ได้มีเจตนาที่จะวางหลุมพรางตรวจสอบภาษีย้อนหลังแต่อย่างใด

“ขอยืนยันว่าโครงการนี้ไม่ได้ล้มเหลว แต่ที่ประชาชนเข้าร่วมโครงการน้อย เพราะไม่เข้าใจเรื่องการลงทะเบียน และเกรงว่าจะถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง”

ขณะที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง แสดงความคิดเห็นโครงการคืนภาษีแวตว่า “คนเข้าร่วมโครงการน้อยก็ดี เพราะรัฐบาลจะได้คืนภาษีแวต 5% จำนวนน้อยลงไปด้วย นอกจากนี้ยังถือว่าโครงการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแวต 5% เป็นโครงการนำร่องก่อนจะมีโครงการอื่นๆตามมาอีกมากมาย”

สำหรับประชาชนที่ลงทะเบียนไปแล้ว มากกว่า 30,000 รายนั้น จะสามารถซื้อสินค้าได้ทุกประเภท ยกเว้นสินค้าอบายมุข อาทิ สุรา เบียร์ ยาสูบ เป็นต้น และจะต้องมีการซื้อสินค้าผ่านบัตรเดบิตคิดเป็นจำนวนสูงสุด 20,000 บาท จะได้รับการคืนภาษีแวต 5% หรือคิดเป็นเงิน 1,000 บาท

โดยมีธนาคารพาณิชย์เอกชนและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเข้าร่วมโครงการถึง 17 แห่ง ซึ่งเป็นผู้ให้บริการการชำระเงินทั้งรูปแบบเดบิต และการชำระเงินผ่านระบบคิวอาร์โค้ด (QR Code Payment) อีกทั้งยังมีผู้ประกอบการร้านค้าสมัครเข้าร่วมโครงการมากกว่า 20,000 สาขา

ขณะที่กระทรวงการคลังจะเริ่มทยอยคืนแวตให้แก่ประชาชน ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.2562 เป็นต้นไป

ดังนั้น แม้ว่าโครงการคืนแวต 5% จะพลาดเป้าหมายก็ตาม

แต่ทั้งหมดนี้ต้องยอมรับว่า เป็นความพยายามของกระทรวงการคลังที่ต้องการนำร่องโครงการที่มีประโยชน์ต่อประชาชน รวมทั้งผลักดันนโยบายและส่งเสริมการพัฒนาระบบชำระเงินอัตโนมัติ หรือ e-Payment ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ จากปัจจุบันมีประชาชนสมัครใช้พร้อมเพย์แล้วมากกว่า 40 ล้านบัญชี โดยคาดหวังให้สังคมไทยก้าวสู่ “สังคมไร้เงินสด” หรือ Cashless Society อย่างแท้จริง.

นันท์ชยา ชื่นวรสกุล

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้