วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เลย-ลำปาง ฝุ่นวิกฤติ แย่กว่ากทม.

เลย-ลำปาง ฝุ่นวิกฤติ แย่กว่ากทม.

  • Share:

บชน.ติดตั้งหัวฉีด ‘8สะพาน-บนสน.’

“เหนือ-อีสาน” บางจังหวัดคุณภาพอากาศ เข้าสู่ระดับวิกฤติ มีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนแซงหน้าเมืองกรุง หลังพบค่าฝุ่น ละอองพุ่งปรี๊ดเกินเกณฑ์มาตรฐาน โดยที่ “เลย” พบต้นตอมาจากเผาป่า-เผาไร่อ้อย จนควันไฟคลุ้งไปทั่วฟ้า ผู้ได้รับผลกระทบได้แต่บ่นอุบ ทางการทำอะไรไม่ได้ เพราะคนไม่กลัวกฎหมาย ขณะที่กรุงเทพฯอากาศดีวันดีคืน หลัง ตร.คุมเข้มกวดจับรถปล่อยควันดำ เพิ่มการพ่นละอองน้ำ โดยมีการติดตั้งหัวฉีดพ่นละอองน้ำบนสะพานในพื้นที่ บช.น.แล้ว 8 ใน 11 สะพาน รวมถึงบนอาคารทั้ง 88 สน. พื้นที่รอบใน พร้อมเดินเครื่องทันที ด้าน กรมอุตุนิยมวิทยาคาดสัปดาห์นี้ ไทยตอนบนจะมีฝนกับลมกระโชกแรง แล้วอากาศจะเย็นลง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ส่วนภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น

ไทยยังคงประสบปัญหามลพิษทางอากาศ จากฝุ่นละอองปริมาณหนาแน่น ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในขณะนี้กลับพบว่าคุณภาพอากาศย่ำแย่กว่าในกรุงเทพมหานคร โดยเมื่อวันที่ 10 ก.พ.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.เลย สภาพอากาศทั่วจังหวัดมีหมอกควันเต็มท้องฟ้า จากการเผาป่าและเผาไร่อ้อยจนค่าฝุ่นละอองเกินกว่า 158 AQI อยู่สีแดง จากเว็บไซต์ www.airvisual.com  เว็บไซต์ที่เฝ้าติดตามสภาพอากาศ จนมีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของชาวบ้านจนแสบตา แสบคอและระคายเคืองผิวหนัง โดยเฉพาะที่ อ.ด่านซ้าย มีหมอกควันปกคลุมทั่วเมืองเป็นหมอกควันสีขาวเต็มท้องฟ้า รวมทั้งจุดชมวิวที่มีความสูงประมาณ 1-2 กม. จากเดิมสามารถมองเห็นทัศนียภาพ อ.ด่านซ้าย และวัดป่าเนรมิตวิปัสสนา ที่ตั้งอยู่เนินเขา ในเขตเทศบาลตำบลด่านซ้ายอย่างชัดเจน แต่มา 2-3 วันนี้มีหมอกควันเต็มท้องฟ้าไม่สามารถเห็นได้

สอบถาม น.ส.วรนุช ยศพิมพ์ อายุ 44 ปี ชาวบ้านหนามแท่ง ต.ด่านซ้าย อ.ด่านซ้าย เปิดเผยว่า ปีนี้มีหมอกควันมากกว่าปีที่แล้ว ขนาดเพิ่งเริ่มเท่านั้นยังทำให้สุขภาพไม่ดี แสบตา หายใจไม่ออก ทุกปีที่ผ่านมาหมอกควันไม่มากขนาดนี้ปีนี้ถือว่าหนักในรอบ 20 ปี สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการเผาป่าและเผาเยอะมาก ส่วนใหญ่ชาวบ้านเผาเพื่อหาของป่าเพราะมันง่ายต่อการหาของป่าหรือบางทีชาวบ้านเข้าป่าทิ้งก้นบุหรี่จนเกิดไฟไหม้ป่า ขณะที่ทางการประกาศห้ามชาวบ้านเผาป่าและขอช่วยกันดูแล แต่ชาวบ้านบางคนไม่ฟังแถมไม่กลัวด้วย หากจับผู้ที่เผาป่าได้ต้องดำเนินคดีให้หนักเพื่อจะได้เป็นตัวอย่างกับชาวบ้านรายอื่น

ส่วน อ.ภูกระดึง อ.หนองหิน อ.ผาขาว อ.เอราวัณ และ อ.วังสะพุง จ.เลย ที่มีพื้นที่ปลูกอ้อยมากที่สุดในจังหวัดเลย ชาวบ้านต่างได้รับผลกระทบจากหมอกควันและหิมะดำจากการเผาไร่อ้อยทุกวันจนแสบตา แสบจมูก หายใจไม่คล่อง สุขภาพเริ่มแย่โดยเฉพาะโรงเรียนและโรงพยาบาลที่มีเด็กเล็กและผู้ป่วยต้องสวมใส่ผ้าปิดปากเพื่อปกป้องหมอกควันและไม่จำเป็นไม่ออกจากบ้าน

ขณะที่ในช่วงเย็น เว็บไซต์ดังกล่าวรายงานคุณภาพอากาศที่ จ.นครราชสีมา ค่า AQI ในภาพรวม พุ่งไปถึง 164 ส่วนค่าฝุ่น PM 2.5 เฉลี่ยอยู่ที่ 80 มคก./ลบ. ซึ่งเกินเกณฑ์มาตรฐาน (50 มคก./ลบ.) ไปอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เช่นเดียวกับที่ในเมืองจังหวัดขอนแก่น ที่ค่า AQI เฉลี่ยพุ่งไปถึง 172 และค่าฝุ่น PM 2.5 เฉลี่ยอยู่ที่ 97 มคก./ลบ. เกินเกณฑ์มาตรฐานไปเกือบเท่าตัว

แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่าคือ ทางภาคเหนือ พบว่า ที่ ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง เมื่อเว็บไซต์แอร์วิช่วล ระบุค่า AQI พุ่งไปที่ 182 และค่า PM 2.5 เฉลี่ยอยู่ที่ 116 มคก./ลบ. ซึ่งเกินเกณฑ์มาตรฐานไปกว่าสามเท่า ส่วนที่แม่เมาะและตัวเมืองลำปาง ค่า AQI และค่าฝุ่น PM 2.5 อยู่ที่ 172/100 มคก./ลบ. และ 155/64 มคก./ลบ. ตามลำดับ

สำหรับในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เฟซบุ๊กกรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ประจำวันที่ 10 ก.พ.ว่า ปริมาณฝุ่น PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ในช่วงเช้าของวันลดลงจากเมื่อวานเกือบทุกพื้นที่ แต่มาเพิ่มขึ้นในช่วงหลังเที่ยง แต่ปริมาณฝุ่น PM 2.5 อยู่ในเกณฑ์ มาตรฐาน (50 มคก./ลบ.) ทุกพื้นที่ ขณะที่การควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่น PM 2.5 มีการตรวจสอบตรวจจับยานพาหนะที่มีควันดำเกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง โดย บก.จร.ตั้งจุดตรวจวัดมลพิษจากยานพาหนะ 20 ชุด มียอดการจับกุมทั้งหมด 439 ราย แบ่งเป็น รถตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ไม่ผ่าน 278 ราย, รถตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ไม่ผ่าน 161 ราย กทม.กวาดล้างทำความสะอาดสะพานข้ามแยกวงศ์สว่าง ถนนรัชดาภิเษก เพื่อลดฝุ่นละออง

ส่วนกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพิ่มจุดตรวจควันดำเป็น 20 ด่าน และให้มีด่านเคลื่อนที่เพิ่มเติมอีก 5 ด่าน เพื่อออกไปตรวจสอบตามจุดที่ได้รับการร้องเรียน หรือในอดีตมีค่า PM 2.5 สูง โดยเฉพาะในย่านถนนพระราม 2 ลาดกระบัง และบริเวณใกล้เคียงวงแหวนอุตสาหกรรม จัดชุดตรวจควันดำไปบริการออกตรวจกับผู้ประกอบการและรถโดยสารที่ต้องการตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ และติดตั้งเครื่องพ่นละอองน้ำจับฝุ่นบนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา โดยติดตั้งหัวฉีดบนสะพานในพื้นที่ของกองบัญชาการตำรวจนครบาลเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว 9 สะพาน

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา รอง ผบช.น. ถึงการติดตั้งหัวฉีดพ่นละอองน้ำบนสะพานในพื้นที่ บช.น.ว่า จากการตรวจสอบติดตามผลโครงการตำรวจนครบาลพ่นน้ำจับฝุ่น อุ่นใจประชาชน บนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในกรุงเทพมหานคร ตนพร้อมภาคีเครือข่ายภาครัฐและประชาชน อาทิ การประปานครหลวง เจ้าหน้าที่แขวงการทาง กรมเจ้าท่า กต.ตร. ได้ดำเนินการติดตั้งระบบพ่นละอองน้ำดักจับฝุ่นจากจำนวน 11 สะพาน ขณะนี้ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว 8 สะพาน ได้แก่ สะพานพระราม 8 สะพานพระพุทธยอดฟ้า สะพานพระปกเกล้า สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า สะพานกรุงธน (ซังฮี้) สะพานกรุงเทพ สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และสะพานพระราม 6 เช่น การติดตั้งระบบพ่นละอองน้ำที่สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า พื้นที่ บก.น.7 ท้องที่ สน.บางยี่ขัน มีระยะทาง 200 เมตร มี 20 ก้าน ก้านละ 3 หัวฉีด รวม 60 หัวฉีด เมื่อทดสอบระบบสามารถพ่นละอองน้ำได้เป็นอย่างดี ส่วนอีก 3 สะพาน ได้แก่ สะพานพระราม 3 สะพานพระราม 9 และสะพานภูมิพล 1 ไม่สามารถติดตั้งได้เนื่องจากราวสะพานทำด้วยคอนกรีตการเจาะปูนติดตั้งอาจทำให้เกิดความเสียหาย

พล.ต.ต.ชัยพรกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ จะขยายผลโครงการติดตั้งระบบพ่นละอองน้ำบนอาคารทั้ง 88 สน.ใน กทม.ซึ่งอยู่พื้นที่วงใน ขณะนี้กต.ตร.สน.พลับพลาไชย 1 และ สน.พลับพลาไชย 2 โดยอาคารทั้ง 2 สน.อยู่ติดกัน ได้สนับสนุนงบประมาณติดตั้งระบบพ่นละอองน้ำบนอาคารชั้น 4 ของ สน. ระยะทาง 100 เมตร มีจำนวน 10 ก้าน ก้านละ 3 หัวฉีด รวม 30 หัวฉีด ทดสอบระบบก็สามารถพ่นละอองน้ำได้เป็นอย่างดี ประชาชนที่มาทำบุญช่วงเทศกาลตรุษจีนในพื้นที่พบเห็น ต่างก็ชื่นชมเพราะสามารถช่วยลดมลพิษจากท่อไอเสียและควันธูปเทียนได้ ทั้ง 2 สน.ริเริ่มทำเป็นแห่งแรก ทั้งนี้ จะติดตั้งเครื่องพ่นละอองน้ำให้ครอบคลุมทั้ง 88 สน.ในสังกัดของ บช.น. ทั้งนี้ จะเปิดโครงการอย่างเป็นทางการที่สะพานพระพุทธฯ ฝั่งพระนคร พื้นที่ บก.น.6 ท้องที่ สน.พระราชวัง ในวันที่ 11 ก.พ. เวลา 16.30 น. โดยมี พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. เป็นประธานร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศในสัปดาห์นี้ว่าบริเวณความกดอากาศสูงค่อนข้างแรงจากจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และจะแผ่เข้าปกคลุมภาคกลางและภาคตะวันออกในระยะต่อไป โดยจะปกคลุมประเทศไทยตอนบน ถึงวันที่ 13 ก.พ. ลักษณะเช่นนี้ทำให้มีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นในระยะแรกกับมีลมกระโชกแรง หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ส่วนภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น และบริเวณอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ขณะที่สำนักอนามัยและสำนักการแพทย์ กทม.จัดหน่วยแพทย์และสาธารณสุขเคลื่อนที่ให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ทั่วพื้นที่ 50 เขต อาทิ ตรวจคัดกรองสุขภาพ การให้ความรู้ความเข้าใจในการป้องกันและเฝ้าระวังฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พร้อมสาธิตวิธีการใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง และให้คำปรึกษาและแนะนำด้านสุขภาพแก่ประชาชนฟรี ในวันเสาร์-อาทิตย์ ตลอดเดือน ก.พ.นี้ ที่ชุมชนทิพเรืองเวช เขตหลักสี่ ชุมชน หลังวิทยาลัยครูจันทรเกษม เขตจตุจักร ที่ชุมชน สุวรรณี เขตดอนเมือง ตลาดอ่อนนุช เขตวัฒนา วัดเจ้ามูล เขตบางกอกใหญ่ วัดบางขุนนนท์ เขตบาง- กอกน้อย และที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางแค เขตบางแค อีกทั้งจัดหน่วยเเพทย์เคลื่อนที่อีกหลายแห่ง ซึ่งประชาชนสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่เบอร์โทร. 08-7509-4848 ใครอยู่ใกล้จุดไหนสามารถไปใช้บริการได้ตามวันและเวลาที่กำหนด

วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “การจัดการวิกฤติฝุ่นละอองในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล” สำรวจระหว่างวันที่ 5-6 ก.พ.2562 จากประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 1,261 หน่วยตัวอย่าง พบว่าร้อยละ 75.42 ระบุว่า มีการจัดการปัญหานี้ ขณะที่ร้อยละ 24.58 ระบุว่า ไม่ได้ทำอะไรต่างจากเดิม เพราะไม่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง

สำหรับวิธีการจัดการปัญหาวิกฤติฝุ่นละออง ร้อยละ 87.28 ระบุว่า ป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ปิดประตู-หน้าต่างกันฝุ่น งดออกกำลังกายกลางแจ้ง ใช้พัดลม-เครื่องฟอกอากาศ รองลงมาร้อยละ 15.46 ระบุว่า หลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกบ้าน และร้อยละ 0.63 ระบุว่า เดินทางไป ต่างจังหวัดที่ไม่มีฝุ่น ส่วนการขจัดฝุ่นละอองในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 64.15 ระบุว่า ควรจัดเป็นวาระเร่งด่วนที่สุด ร้อยละ 31.88 ระบุว่า เร่งด่วน ร้อยละ 3.81 ระบุว่า ไม่เร่งด่วน และร้อยละ 0.16 ระบุว่า ไม่เร่งด่วนเลย และมาตรการที่รัฐควรมีในช่วงที่มีปัญหาวิกฤติฝุ่นละอองในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ร้อยละ 45.12 ระบุว่า หยุดการก่อสร้างในพื้นที่วิกฤติฝุ่นละออง รองลงมาร้อยละ 20.30 ระบุว่า ห้ามรถทุกชนิดที่ใช้น้ำมันดีเซลวิ่งชั่วคราว ร้อยละ 11.82 ระบุว่า ให้โรงงานอุตสาหกรรมหยุดทำงานชั่วคราว ร้อยละ 7.61 ระบุว่า ให้ทำฝนเทียม ร้อยละ 7.14 ระบุให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการตรวจจับรถที่ปล่อยควันดำ และกับผู้ที่เผาป่า เผานา หรือเผาปรับที่เพื่อก่อสร้าง

ส่วนการมีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ร้อยละ 70.98 ระบุว่า มีส่วนช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองด้วยการฉีดน้ำล้างฝุ่นละอองหน้าบ้านตนเอง หยุดเผาขยะ ใบไม้ เศษวัสดุ นั่งรถประจำทางไปทำงานแทนการขับรถส่วนตัว หยุดการจุดธูป ประทัด ดับเครื่องยนต์ทุกครั้ง เวลาจอดรถรอสัญญาณไฟ หยุดต่อเติมขยายบ้าน ฯลฯ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้