วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เงินสะพัด 8 หมื่นล้านฟื้นเศรษฐกิจ เปิดโพยธุรกิจรับเลือกตั้ง

เงินสะพัด 8 หมื่นล้านฟื้นเศรษฐกิจ เปิดโพยธุรกิจรับเลือกตั้ง

  • Share:

“คึกคักสุดขีด” มีเซอร์ไพรส์ให้จับตาชนิด “พีกในพีก” อย่างต่อเนื่อง สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นวันที่ 24 มี.ค.นี้ ซึ่งถือว่าเป็น “การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของไทย” อีกครั้ง จากจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

ทั้งพรรคการเมืองและกองเชียร์ ต่างงัดกลยุทธ์สุดโต่งใหม่ๆที่หลากหลาย เพื่อใช้ชิงพื้นที่ ชิงคะแนนเสียง ทำให้คาดว่า จำนวนเม็ดเงินที่จะใช้ในกิจกรรมหาเสียง จะสะพัดลงไปในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจไทยจะเพิ่มขึ้นตามด้วย และจะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นการใช้จ่ายประชาชน และการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

โดยจากการตั้งงบประมาณไว้ 4,000 ล้านบาท สำหรับการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คาดกันว่า เม็ดเงินจริงจะสะพัดสูงถึง 50,000-80,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวม “เงินนอกระบบ” ที่ไม่สามารถระบุจำนวนที่ชัดเจนได้ ขณะที่ผลอีกทางที่ชัดเจนมากกว่าคือ ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยที่พุ่งสูงขึ้นในทุกภาคส่วน

แต่เงินกำลังสะพัดทั่วประเทศจากการเลือกตั้งวันนี้ กระจายอยู่ในธุรกิจใดบ้าง และจะส่งผลต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจไทยอย่างไร “ทีมเศรษฐกิจ” รวบรวมมาให้อ่านกัน...ดังนี้

สะพัด 8 หมื่น ล. ระดับชาติ-ท้องถิ่น

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินภาพเศรษฐกิจภายใต้การเลือกตั้งที่กำลังคึกคักสุดขีดว่า การกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจนทำให้นักลงทุนต่างชาติมั่นใจประเทศไทยมากขึ้น เพราะสามารถเดินหน้าเลือกตั้งได้ตามโรดแม็ปที่ได้พูดไว้ก่อนหน้า ซึ่งส่งผลดีต่อภาคการลงทุน และตลาดเงิน ตลาดทุนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

นอกจากนั้น ยังส่งผลต่อคนไทยให้มีความเชื่อมั่นมากขึ้น เห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ม.ค.62 ที่ดัชนีปรับขึ้นทุกรายการเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ขณะเดียวกัน ในภาคของการจ้างก็เพิ่มขึ้นด้วย โดยประเมินว่าภายใต้สถานการณ์แบบนี้ พรรคการเมืองจะจ้างแรงงานในการรณรงค์หาเสียงเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 150,000 คน คิดค่าจ้างเฉลี่ยวันละ 300-500 บาท เป็นเรื่องที่ดีต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น

ทำให้คาดว่า ผลจากการเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งผลให้มีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 30,000-50,000 ล้านบาท ทำให้เศรษฐกิจไตรมาสแรกปรับขึ้นได้อีก 0.3-0.5% หรือทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไตรมาสแรกขยายตัวประมาณ 4%

“การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีเงินสะพัดจากการทำกิจกรรมหาเสียงไม่ต่ำกว่า 30,000-50,000 ล้านบาท ยังไม่รวมเงินสะพัดจากการเลือกตั้งท้องถิ่นอีก ซึ่งคาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท และเมื่อได้รัฐบาลแล้ว จะทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยปี 62 จะโต 4-4.5% โดยมีค่ากลาง 4.2%”

ขณะที่รายการสินค้าที่คาดว่าจะขายดี เช่น ป้ายหาเสียง รถปิกอัพ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งธุรกิจเสื้อผ้า ที่มีการสั่งตัดให้เหมือนกันในแต่ละพรรคเพื่อเป็นสัญลักษณ์ สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น ส่วนธุรกิจที่โดดเด่น จะมีทั้งการพิมพ์และการโฆษณา การค้าส่งค้าปลีก จำหน่ายรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ธุรกิจค้าน้ำมัน ผลิตกระดาษ ภัตตาคาร และร้านอาหาร การบริการจัดตั้งเวทีหาเสียง รถหาเสียง เป็นต้น

มูลค่าตลาดหุ้นเด้งทันที 5.4 แสน ล.

ฝั่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย ดร.เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ในระยะสั้นการลงพื้นที่เพื่อทำกิจกรรมหาเสียงในแต่ละเขตรวม 350 เขตทั่วประเทศ ของผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของพรรคการเมืองต่างๆ กว่า 10,000 คน จะก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องประมาณ 50,000 ล้านบาท หรือ 0.3% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

นอกจากนี้ หากการเลือกตั้งผ่านไปด้วยความราบรื่น และมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่มีเสถียรภาพบริหารประเทศตั้งแต่ช่วงกลางปี 62 จะสร้างความเชื่อมั่นและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณ และการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ 63 ที่จะมีความต่อเนื่อง อีกทั้งรัฐบาลชุดใหม่จะเร่งผลักดันนโยบายเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจ และเป็นภาพเชิงบวกต่อทิศทางตลาดเงินและตลาดทุน

อย่างไรก็ดี การหาเสียงผ่านทางออนไลน์จะมีบทบาทมากขึ้น ส่งผลบวกต่อธุรกิจผลิตสื่อโฆษณา คอนเทนต์ ดิจิทัล รายการทางทีวีดิจิทัล ส่วนสื่อดั้งเดิม อย่างสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น ป้าย โปสเตอร์ หรือกระดาษจะมีน้ำหนักลดลง ขณะเดียวกัน เงินจะสะพัดไปสู่ธุรกิจที่ให้บริการด้านการจัดงาน (อีเวนต์) ธุรกิจรับจ้าง ให้เช่าสถานที่ วัสดุอุปกรณ์และยานพาหนะ ธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ เครื่องเสียง เมื่อมีการซื้อมากขึ้นในช่วงหาเสียง อาจทำให้ความต้องการซื้อในช่วงเวลาต่อมาไม่เพิ่มขึ้นได้

“นอกจากนั้น การกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน ช่วยหนุนให้มูลค่าหลักทรัพย์ของตลาดหุ้นไทย ขยับขึ้นมาแล้ว 540,000 ล้านบาท โดยพิจารณาจากวันที่ 7 ก.พ.ที่ผ่านมา เทียบกับวันที่ 23 ม.ค.62 ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ”

ขณะที่ยอดซื้อสุทธิสะสมในหุ้นไทย วันที่ 23 ม.ค.-7 ก.พ.62 ของนักลงทุนต่างชาติ อยู่ที่ 7,200 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 87.6% ของยอดซื้อสุทธิสะสมนับจากต้นปี 62

สื่อโฆษณารับทรัพย์กระเป๋าตุง

ทั้งนี้ “สื่อโฆษณา” เป็นธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์สูงสุด โดยรับเนื้อๆ 2 ต่อ ทั้งจากการเลือกตั้งที่จะมีการจ้างผลิตป้ายโฆษณาหาเสียงเพิ่มขึ้น และภายหลังการมีรัฐบาลใหม่แล้ว ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว และปลุกกระแสการบริโภคให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง ขณะที่ ธุรกิจสิ่งพิมพ์ จะได้รับผลดีอีกต่อหนึ่งจากการจ้างผลิตบรรจุภัณฑ์สินค้าต่างๆ

นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานคลัสเตอร์การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยืนยันว่า ธุรกิจสิ่งพิมพ์จะได้รับอานิสงส์มาก ล่าสุดกลุ่มคลัสเตอร์ฯ ประเมินว่า นับจากนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้ง ธุรกิจสิ่งพิมพ์จะมีเม็ดเงินสะพัดกว่า 10,000 ล้านบาท โดยจะมีรายได้จากการที่พรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. มาจ้างให้ผลิตสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อแนะนำพรรค และตัวผู้สมัคร

ส่วนสื่อโฆษณาประเภทป้าย บิลบอร์ด ป้ายขนาดใหญ่ ที่ติดตามริมถนน สถานที่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้ติดจะเติบโตแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 54 เฉลี่ย 15-20% จากพรรคการเมืองที่มีกว่า 60 พรรค ผู้สมัครนับหมื่นคนทั่วประเทศ ขณะที่กลุ่มสิ่งพิมพ์ ใบปลิว แผ่นพับชี้แจงนโยบายพรรคการเมือง แผ่นพับแนะนำตัว สติกเกอร์ อาจไม่เติบโตมากนัก เนื่องจากสื่อประเภทนี้ได้รับความนิยมลดลง โดยพรรคการเมือง หรือผู้สมัคร ใช้การสื่อสารแนะนำตัวผ่านสังคมออนไลน์แทน เพื่อลดต้นทุนและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ได้รวดเร็วกว่า

“ผมประเมินว่าอีก 3 ไตรมาสที่เหลือของปีนี้ ธุรกิจสิ่งพิมพ์จะเติบโต หรือทรงตัวก็ต้องรอดูนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร เพราะถ้าเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ธุรกิจนี้จะได้รับผลบวกทันที เพราะหากการค้าขายเจริญเติบโตดี ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ กล่อง ถุงกระดาษ สติกเกอร์ จะเติบโตตามไปด้วย”

ด้าน นายสมคิด เวคินวัฒนเศรษฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.เค.เอส.เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ TKS ให้ความเห็นเช่นเดียวกันว่า จะได้รับงานบัตรเลือกตั้งจาก กกต. ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้มีบัตรเลือกตั้งที่หลากหลายมากขึ้น โดยในแต่ละเขต บัตรจะไม่เหมือนกันตามผู้สมัครรับเลือกตั้งมากน้อยแตกต่างกัน ทำให้มีการใช้บัตรเลือกตั้งที่มีหลายแบบซึ่งเป็นผลดีกับบริษัท นอกจากนี้ ธุรกิจสิ่งพิมพ์น่าจะได้ประโยชน์จากกลุ่มธุรกิจการค้าใช้สื่อสิ่งพิมพ์โปรโมตสินค้ามากขึ้น เพราะมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อหลังการเลือกตั้ง

แต่ผู้บริหารสื่อโฆษณานอกบ้านรายใหญ่ กลับมีความเห็นต่าง โดย นายกวิน กาญจนพาสน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท วีจีไอ โกบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทไม่ได้มีรายได้จากป้ายโฆษณาหาเสียงมากนัก มีงบรณรงค์จาก กกต.ไม่มากนัก แต่สิ่งที่ธุรกิจคาดหวังและได้ประโยชน์มากกว่าคือ เมื่อมีการเลือกตั้ง เศรษฐกิจจะดีขึ้นจากบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยที่คึกคัก ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจะเร่งแผนในการใช้เงินโฆษณาโปรโมตสินค้ามากขึ้น เพราะมั่นใจกำลังซื้อที่จะฟื้นตัว ตรงนี้ที่เราได้ประโยชน์

ยาเลือกตั้งกระตุ้นสั้น 1-2 เดือน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีเม็ดเงินหลายหมื่นล้านบาทกระจายไปสู่ภาคส่วนต่างๆ และมีผู้ประกอบการหลายธุรกิจจะได้รับอานิสงส์ผลดี แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มองในทิศทางเดียวกันว่า จะมีผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะสั้น หรือในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 1-2 เดือนเท่านั้น

โดย นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า เม็ดเงินสะพัดจากการเลือกตั้ง ที่คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท ส่วนตัวมองว่าจะเป็นแค่ระยะสั้น หรือเพียง 1 เดือนเท่านั้น และลงในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ทุกภาคธุรกิจการค้า และบริการ แต่หลังจากนั้นสถานการณ์ก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

“สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นเศรษฐกิจประเทศเติบโตไม่ใช่เฉพาะช่วงเลือกตั้ง แต่อยากเห็นระยะยาว หรือหลังเลือกตั้งมากกว่า ว่าทิศทางจะไปในทางใด ใครจะเป็นรัฐบาล มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแผนงานต่างๆอย่างไร”

เช่นเดียวกัน นายประวิทย์ จิตนราพงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด ที่บอกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ คงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น หรือก่อนเลือกตั้ง 1-2 เดือน แต่เงินจะสะพัดไปทุกหย่อมหญ้า ไม่ใช่เฉพาะภาคธุรกิจการค้าและบริการ แต่จะลงไปหมด ทั้งคนงาน ผู้รับเหมาทำแผ่นป้ายโฆษณาหาเสียง รถเช่า น้ำมัน หรือแม้แต่หัวคะแนน ซึ่งอาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมมากนัก เพราะเม็ดเงินหลายหมื่นล้านบาท จะตกไปอยู่กับกลุ่มทุนค้าปลีกรายใหญ่ ที่ขณะนี้ขยายสาขาลงไปถึงหมู่บ้านแล้ว

“ธุรกิจร้านอาหาร เงินคงมีเข้ามาบ้างจากการพาหัวคะแนนไปเลี้ยงอาหาร แต่คงไม่มาก เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้กฎกติกาต่างๆเข้มงวดมาก ทำให้การทำงานของพรรคการเมืองไม่คล่องตัว อย่างไรก็ตาม ภายหลังเลือกตั้ง ภาคเอกชนและประชาชนคนไทยอยากรู้ว่า เศรษฐกิจประเทศจะไปทางใด อยากให้รัฐบาลชุดใหม่เอาใจใส่กลุ่มรากหญ้ามากกว่านี้ด้วย เนื่องจากเป็นฐานใหญ่ของประเทศ”

นางสาวภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า เม็ดเงินที่สะพัดกว่า 50,000 ล้านบาท คงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ระยะสั้น ในเดือน ก.พ.-มี.ค.นี้เท่านั้น และกระจายไปทั่วประเทศในทุกภาคธุรกิจ รวมถึงธุรกิจซุปเปอร์มาร์เกต เพราะขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในการดำรงชีวิตทุกวัน แต่คงต้องดูหลังเลือกตั้งว่าพรรคการเมืองใด หรือใครจะเป็นรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ และทำให้เศรษฐกิจประเทศดีขึ้น

“อยากเห็นนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ว่า จะมีอะไรช่วยทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพในระยะยาว ทั้งการใช้จ่ายในประเทศ การท่องเที่ยว การส่งออก แต่ในฐานะภาคเอกชน ณ เวลานี้ คงต้องเร่งอัดกิจกรรมส่งเสริมการขายทุกรูปแบบ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อดึงดูดการใช้จ่าย และกระตุ้นยอดขายในระยะ 2 เดือนนี้ให้มีมากขึ้น”

ส่งท้ายด้วย นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC กล่าวว่า คาดว่ายอดขายปีนี้จะเติบโตได้ดีกว่าปี 61 เพราะเพียง 3 สัปดาห์แรกของเดือน ม.ค. ยอดขายเพิ่มขึ้นมาก เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน น่าจะเป็นผลจากการประกาศวันเลือกตั้งที่ชัดเจน ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และในช่วงที่มีกิจกรรมการหาเสียงกำลังซื้อน่าจะคึกคัก

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า “การเลือกตั้ง” สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักธุรกิจไทย รวมถึงนักลงทุนต่างชาติอย่างชัดเจน เห็นได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจคึกคักมากขึ้นทันที

แต่อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจะฝ่าด่านหินที่รออยู่เพื่อจะเติบโตอย่างยั่งยืนหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นกับเม็ดเงินที่สะพัดจากการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ต้องเกิดจากการเมืองที่มั่นคง รัฐบาลใหม่ที่เข้มแข็ง และมีเสถียรภาพ รวมทั้งนโยบายที่จะช่วยยกระดับและสร้างความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว.

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้