วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กรมสหกรณ์ จับมือ วว. พัฒนาสินค้าชูอัตลักษณ์แต่ละชุมชน สร้างมูลค่า

กรมสหกรณ์ จับมือ วว. พัฒนาสินค้าชูอัตลักษณ์แต่ละชุมชน สร้างมูลค่า

  • Share:

กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฯ นำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่พัฒนากระบวนการผลิตสินค้าสหกรณ์ให้มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นสะท้อนวิถีชุมชน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและโดนใจผู้บริโภค แบ่งกลุ่มสินค้าหลัก ข้าว ผักผลไม้ ข้าวโพด นม เนื้อ สินค้าประมง เตรียมพัฒนาตัวสินค้าแยกแต่ละประเภท คาดภายใน 6 เดือนจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกจำหน่ายสู่ตลาด...

เมื่อวันที่ 8 ก.พ.62 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ทำบันทึกความเข้าใจร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อดำเนินโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาสินค้าสหกรณ์สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำความรู้และงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ในการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการคิด การออกแบบ และการผลิตสินค้าสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีคุณภาพ มีความโดดเด่น สะท้อนอัตลักษณ์ของวิถีชุมชนสหกรณ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นที่น่าจดจำของผู้บริโภค โดยจะเน้นสินค้าหลักของสหกรณ์ ได้แก่ ข้าว ผลไม้ นมและยางพารา เบื้องต้นได้มีการจัดอบรมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการผลิตและแปรรูปข้าว ให้กับตัวแทนสหกรณ์ผู้ผลิตข้าว 42 แห่ง เพื่อให้มีแนวคิดในการนำข้าวมาเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าทั้งอาหารแปรรูป เครื่องสำอาง น้ำนมข้าว ควบคู่กับการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์สินค้าข้าวของสหกรณ์ให้มีความโดดเด่น และสามารถบอกเล่าเรื่องราวและแหล่งที่มาของข้าวแต่ละชนิดได้อย่างน่าสนใจ

"กิจกรรมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับธุรกิจสหกรณ์ ตามโครงการ 1 อำเภอ 1 สหกรณ์การเกษตร เพื่อให้สหกรณ์การเกษตรสามารถบริหารจัดการผลผลิตของสมาชิกได้ ทั้งในด้านรวบรวม การแปรรูป การยกระดับคุณภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือกับหน่วยงานที่มีองค์ความรู้ในแต่ละด้านเข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับสหกรณ์ ที่ผ่านมาได้เข้าไปหารือกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเห็นว่าหน่วยงานเหล่านี้จะเข้ามาช่วยพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์ได้ กรมฯ จึงได้แบ่งกลุ่มสินค้าหลักของสหกรณ์ เป็นสินค้าข้าว ผักผลไม้ ข้าวโพด มันสำปะหลัง นม เนื้อ สินค้าประมง และจะจัดอบรมเพื่อพัฒนาสินค้าสหกรณ์แต่ละชนิด คาดว่าไม่เกิน 5 – 6 เดือน น่าจะได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาและจะมีการทดลองทำตลาด ถ้าเป็นที่สนใจของผู้บริโภค สหกรณ์ก็จะพัฒนาต่อ หากสหกรณ์ใดสนใจจะพัฒนาสามารถติดต่อแจ้งกับทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดเพื่อจะได้ประสานหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปช่วยเหลือ" นายพิเชษฐ์กล่าว

ด้านดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวว่า ทางวว.มีเทคโนโลยีพร้อมใช้หลายรูปแบบ ทั้งเรื่องการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การยืดอายุสินค้า โดยเฉพาะเทคโนโลยีในการแปรรูปข้าว ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งในระดับต้นน้ำ ต้องดูตั้งแต่เรื่องปุ๋ย ระดับกลางน้ำ พัฒนากระบวนการผลิตและการแปรรูป ส่วนปลายน้ำ ต้องพัฒนาเรื่องบรรจุภัณฑ์เพื่อช่วยยืดอายุสินค้า เนื่องจากผลผลิตการเกษตร หากแปรรูปแล้วเก็บไว้ได้ไม่นานก็จะทำให้เกิดความสูญเสียมาก ซึ่งวว.มีเทคโนโลยีในเรื่องของการแปรรูปและยืดอายุสินค้าการเกษตร และพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อช่วยส่งเสริมการขายด้วย

"สิ่งที่ทางวว. ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ คือเรามีเทคโนโลยีที่พร้อมใช้งาน สามารถนำไปประยุกต์และปรับเปลี่ยนโฉมของสินค้าของกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าทางการเกษตร ปัจจุบัน วว. มีโรงงานและได้ขยายกำลังผลิต สามารถแปรรูปข้าวเป็นน้ำนมข้าว และสามารถขอการรับรองจาก อย. เรียบร้อยแล้ว ถ้าสหกรณ์สนใจนำข้าวมาแปรรูปมาเป็นน้ำนมข้าว ก็สามารถผลิตเป็นนมกล่องแล้วนำออกไปจำหน่ายวางขายในตลาดได้ทันที ซึ่งโรงงานของวว.อยู่ในกลุ่มของ Food Innopolis หรือเมืองนวัตกรรมอาหาร ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเราเป็นหน่วยงานที่สามารถผลิตและนำออกไปจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้เลย ส่วนงานวิจัยที่เกี่ยวกับการแปรรูปข้าวนั้นมีหลากหลาย ไม่ว่าจะแปรรูปเป็นอาหาร เป็นข้าวที่เพิ่มมูลค่า เช่น Energy Bar หรือเป็นสินค้าที่เป็นข้าวสำหรับผู้สูงอายุ หรือจะทำเป็นข้าวผง มีการเติมวิตามินที่เพิ่มคุณค่ามากกว่าเป็นข้าวเปล่าๆ นอกจากนั้นแล้วยังทำเป็นเครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง นโยบายรัฐบาล คือ ทำอย่างไรให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เพราะว่าสินค้าเกษตรทุกปีจะมีปัญหาเรื่องผลผลิตมากกว่าความต้องการของตลาด ดังนั้นการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาผลิตภัณฑ์และการแปรรูป ก็จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรได้" ดร.ชุติมากล่าว.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้