วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
มะกันถอนตัวสนธิสัญญา INF พลิกโฉมภัยคุกคามนิวเคลียร์

มะกันถอนตัวสนธิสัญญา INF พลิกโฉมภัยคุกคามนิวเคลียร์

  • Share:

รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศ สหรัฐฯ ถอนตัวออกจาก ‘สนธิสัญญาขุมกำลังนิวเคลียร์พิสัยกลาง’ (Intermediate-Range Nuclear Forces: INF) ที่พวกเขาทำไว้กับประเทศรัสเซียตั้งแต่ยุคสงครามเย็นแล้ว และนี่อาจทำให้เกิดผลกระทบในระยะยาวที่จะพลิกโฉมภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ทั้งในยุโรปและเอเชีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

*สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวจากสนธิสัญญา INF

เมื่อวันที่ 1 ก.พ. รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศถอนตัวจากข้อตกลง INF โดยอ้างว่ารัสเซียละเมิดข้อตกลงด้วยการแอบพัฒนาและทดสอบระบบขีปนาวุธต้องห้าม ที่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อพันธมิตรของสหรัฐฯ และทหารที่ประจำการในต่างประเทศ “เรายกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกับเจ้าหน้าที่รัสเซียมากกว่า 30 ครั้งรวมทั้งที่การหารือระดับสูงของรัฐบาล แต่รัสเซียก็ยังปฏิเสธเรื่องที่ระบบขีปนาวุธของพวกเขาละเมิดสนธิสัญญา” ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าว

การถอนตัวจากข้อตกลง INF ของสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้หลายเดือนแล้ว เนื่องจากสหรัฐฯ กับรัสเซียกล่าวหากันมานานว่าอาวุธของอีกฝ่ายละเมิดสนธิสัญญา แต่ฟางเส้นสุดท้ายคือการที่รัสเซียประกาศสร้างขีปนาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียงในปี 2561 ทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ ออกโรงขู่ว่าจะถอนตัวจากสนธิสัญญา และให้เวลารัสเซีย 60 วัน (จนถึง 2 กุมภาพันธ์ 2562) เพื่อกลับมาทำตามข้อตกลงตามเดิม นำไปสู่การเจรจาหลายต่อหลายครั้งระหว่างชาติคู่อริทั้งสอง แต่ก็ไม่อาจตกลงกันได้

ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน แห่งสหรัฐฯ กับนายมิคาอิล กอร์บาเชฟ ผู้นำสหภาพโซเวียต

*INF สำคัญอย่างไร?

นักวิเคราะห์มองว่าการถอนตัวจากสนธิสัญญา INF ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะหลังจากประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน แห่งสหรัฐฯ กับนายมิคาอิล กอร์บาเชฟ ผู้นำสหภาพโซเวียตลงนามข้อตกลงนี้ในเดือนธันวาคม 2530 สหรัฐฯ กับรัสเซียก็ถูกห้ามไม่ให้ทดสอบหรือประจำการขีปนาวุธยิงจากภาคพื้นพิสัยใกล้และกลางที่มีระยะโจมตีระหว่าง 310-3,420 ไมล์ นอกจากนี้ยังบังคับให้ทั้งสองประเทศทำลายขีปนาวุธที่เข้าข่ายข้อห้ามดังกล่าวกว่า 2,600 ลูก

จุดมุ่งหมายของ INF ก็เพื่อลดขีดความสามารถของขีปนาวุธลง โดยในยุคนั้น ขีปนาวุธ ‘เอสเอส-20’ ของรัสเซีย กับ ‘เพอร์ชิง 2’ ของสหรัฐฯ มีระยะเวลานับจากเริ่มยิงจนกระทั่งขนหัวรบนิวเคลียร์ถึงเป้าหมายสั้นมาก ชนิดที่ว่าผู้นำโลกมีเวลาให้หนีเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการวางแผนตอบโต้เลย เวทีการต่อสู้ก็คือทวีปยุโรป ส่งผลให้เกิดการถกเถียงกันอย่าวกว้างขวางในหมู่ชาติยุโรป, เยอรมนีตะวันตก และอื่นๆ ประชาชนจำนวนมากออกมาเดินขบวนประท้วงสหรัฐฯ ที่ทำให้การแข่งขันด้านอาวุธสูงขึ้น

แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐฯ เรียกเสียงประณามจากชาติพันธมิตรของพวกเขาในยุโรป โดยนายเฮโก มาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเยอรมนี กล่าวว่า นี่เป็นการตัดสินใจที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง เพราะสนธิสัญญา INF เป็นเสาหลักสำคัญต่อความปลอดภัยของยุโรป

อย่างไรก็ตาม กว่าโลกที่ปราศจากสนธิสัญญา INF จะเกิดขึ้นก็ต้องใช้เวลาอีก 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 15 ของสนธิสัญญา INF ในกรณีที่ฝ่ายใดจะถอนตัว เพื่อให้เวลาแต่ละฝ่ายทบทวนการตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง แต่หากพ้นเส้นตายนี้โดยที่ทั้งสองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ โลกก็อาจได้เห็นความตึงเครียดยุคสงครามเย็นปะทุกลับมาอีกครั้ง

ที่ตั้งขีปนาวุธ เอสเอส-20 ติดหัวรบนิวเคลียร์ ของโซเวียตในยุคสงครามเย็น

*เริ่มต้นการแข่งพัฒนาอาวุธครั้งใหม่?

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ว่า การที่สหรัฐฯ ขู่ถอนตัวจากสนธิสัญญา INF ไม่ทำให้รัสเซียยอมกลับมาทำตามข้อตกลงแต่อย่างใด “การถอนตัวไม่ได้ทำให้พวกเขากลับมาทำตามข้อตกลง แต่ทำให้พวกเขาได้รับความชอบธรรมในการสะสมอาวุธมากขึ้น ขณะเดียวกันก็กล่าวหาสหรัฐฯ เป็นผู้ร้าย” นายวีพิน นารัง ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์กล่าว

นอกจากนี้ยังมีความกังวลด้วยว่า รัสเซียกล้าพัฒนาขีปนาวุธร่อนภาคพื้นมากกว่าเดิม การมีอยู่ของสนธิสัญญาอาจช่วยจำกัดความทะเยอทะยานของรัสเซีย แต่หากสหรัฐฯ ถอนตัว รัสเซียก็จะสามารถขยายคลังแสงของตัวเองได้อย่างรวดเร็วและเปิดเผย โดยอ้างว่าสหรัฐฯ ฉีกสัญญาไปแล้ว

สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การแข่งขันพัฒนาอาวุธครั้งใหม่ระหว่างมหาอำนาจทั้ง 2 ชาตินี้ และเมื่อสหรัฐฯ กับรัสเซีย เพิ่มจำนวนขีปนาวุธภาคพื้นของตัวเอง ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดปัญหาต่างๆ ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บางคนกลัวถึงขั้นว่าสหรัฐฯ กับรัสเซียจะก้าวเข้าสู่เส้นทางของสงคราม

ขบวนพาเหรดแสดงแสนยานุภาพของกองทัพจีน

*เสริมอาวุธตอบโต้จีน

ในเมื่อมีผู้ที่ไม่พอใจกับการถอนตัวจากสนธิสัญญา INF ของสหรัฐฯ ก็ย่อมต้องมีผู้ที่ยินดีด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะนายจอห์น โบลตัน ผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อเดือนเมษายน 2561 โดยเขาย้ำมานานหลายปีแล้วว่า ขีปนาวุธภาคพื้นจำเป็นอย่างยิ่งในการต่อสู้กับภัยคุกคามทางทหารจากจีน ที่นับวันมีแต่จะขยายตัวมากขึ้น

ตามรายงานกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปี 2561 จีนพัฒนาขีปนาวุธร่อนของพวกเขาอย่างมาก ขณะที่สหรัฐฯ กับรัสเซียถูกแบนตามสนธิสัญญา INF ซึ่งอาจทำให้เรือรบของสหรัฐฯ เข้าใกล้ชายฝั่งของจีนได้ยาก ในกรณีที่เกิดการต่อสู้ขึ้น ส่งผลให้สหรัฐฯ เสียเปรียบใหญ่หลวง

จริงอยู่ว่า ถ้าสหรัฐฯ ตัดสินใจจะโจมตีจีน พวกเขาก็มีวิธีให้เลือกใช้มากมาย แต่ถ้าสหรัฐฯ เป็นอิสระจาก INF พวกเขาก็อาจจะหาทางนำขีปนาวุธไปติดตั้งใกล้กับจีนได้ เช่นบนเกาะกวม หรือที่ญี่ปุ่นได้ หากได้รับอนุญาต เพื่อตอบโต้กลยุทธ์หรือขับไล่เรือรบของจีน ไม่เพียงเท่านั้น ขีปนาวุธภาคพื้นดินยังราคาถูกกว่าขีปนาวุธประเภทยิงจาดอากาศหรือจากทะเล เพราะมีความซับซ้อนในการสร้าง และมีค่าบำรุงรักษาแพงมาก

จอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

*ข้อตกลงอื่นก็อาจไม่รอด

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐฯ ของทรัมป์ ที่มีนายโบลตันเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคง ถอนตัวจากข้อตกลงควบคุมอาวุธ โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 สหรัฐฯ ก็เพิ่งถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ที่รัฐบาลโอบามาทำไว้เพื่อจำกัดการทดลองนิวเคลียร์ของอิหร่าน

โบลตัน เปิดเผยมาตลอดว่า ตัวเขาไม่ชอบข้อตกลงควบคุมอาวุธมากเพียงไร เมื่อ 4 เดือนก่อน เขาเดินทางไปรัสเซียและพบกับที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงของประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อหารือเรื่องการขยายเวลา ‘สนธิสัญญาอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ใหม่’ หรือสนธิสัญญา ‘นิว สตาร์ต’ (New START) ที่ทั้ง 2 ฝ่ายทำไว้ และมีผลเมื่อ 5 ก.พ. 2554 และจะหมดอายุในวันที่ 5 ก.พ. 2564

สนธิสัญญาฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อจำกัดขนาดคลังแสงนิวเคลียร์จของสหรัฐฯ กับรัสเซีย โดยห้ามไม่ให้ทั้งสองประเทศนำหัวรบนิวเคลียร์เข้าประจำการเกิน 1,550 ลูก, ประจำการเครื่องบินทิ้งระเบิดหนักกับขีปนาวุธไม่เกิน 700 ลำ

แต่ในตอนนั้นมีกระแสข่าวว่า นายโบลตันไม่พอใจที่ต้องไปเจรจาเพื่อขยายเวลาสนธิสัญญานิว สตาร์ต และเคยเรียกสนธิสัญญาฉบับนี้ว่า “การปลดอาวุธแต่เพียงฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ” ด้วย จึงไม่แน่ว่า นิว สตาร์ต อาจเป็นข้อตกลงควบคุมอาวุธฉบับต่อไปที่สหรัฐฯ จะถอนตัวก็เป็นได้.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้