วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'สิ่งที่คุณไม่เคยรู้' จากปาก 'ทักษิณ' ก่อนโดน พล.อ.สนธิ ยึดอำนาจปี 49

'สิ่งที่คุณไม่เคยรู้' จากปาก 'ทักษิณ' ก่อนโดน พล.อ.สนธิ ยึดอำนาจปี 49

  • Share:

เหมือนจะเดินมาจนสุดทางแล้วจริงๆ สำหรับ "นายทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย เมื่อครั้งย้อนกลับไปปี พ.ศ.2548 - พ.ศ.2549 โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พลตรีจำลอง ศรีเมือง ขึ้นเวทีปลุกระดมคลื่นประชาชนจำนวนไม่น้อย ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยุบสภา เพราะการบริหารประเทศไม่โปร่งใส มีธุรกิจและผลประโยชน์ของครอบครัวเข้ามาสอดแทรก รวมไปถึงเอื้ออำนวยความสะดวกให้พวกพ้องขณะมีอำนาจ นั่งอยู่บนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี 

กระทั่งวันที่ 10 มีนาคม 2549 นายทักษิณ ชินวัตร ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกจากใจ ว่าเหตุใด สถานการณ์มันต้องรุนแรงถึงขั้นที่ว่า ประชาชนเรือนแสนใส่เสื้อเหลือง ออกมาชุมนุมบนถนนราชดำเนินโห่ร้องขับไล่ตนเอง ยาวมาถึงการลงมือยึดอำนาจของทหารวันที่ 19 กันยายน 2549  พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  บทสัมภาษณ์ดังกล่าว เราได้ตัดมาบางส่วนที่เป็นประเด็นถูกต่างฝ่ายนำไปโจมตีบนเวที เมื่อราว 13 ปีที่ผ่านมา   

สื่อบางสำนักบิดเบือน แต่ไม่เคยตั้งตัวเป็นศัตรูกับคนที่เกลียด 

"บางทีผมใช้ความคิดเยอะเหมือนกันว่าจะทำไงให้มันยุติเร็วๆ แต่ว่า แต่ละฝ่ายก็มีจุดของตัวเองซึ่งบางครั้งก็ต้องคิดว่า ถ้าเราพูดกันตรงไปตรงมา โดยที่ไม่มีวาระซ้อนเร้นมันคงพอพูดกันได้ แต่ถ้าทุกคนยังมีวาระซ่อนเร้น หรือสิ่งที่ว่ามันเดินไป เดินไป บางคนก็ตกกระไดพลอยโจน จากโลภมาโกรธ จากโกรธมาหลง มันก็ยุ่งหน่อย เดิมทีเดียวคนที่ออกมาไล่รัฐบาลมีวาระซ่อนเร้นหมด และการที่สื่อบางคนบางฉบับบิดเบือนมาก คนก็หลงเชื่อ มันก็มีคนที่กลางๆ ก็กลับไปเชื่อก็มี บางคนที่ไม่ชอบผมอยู่เป็นทุน มันก็มีอยู่บ้าง"

การเป็นนายกรัฐมนตรี แน่นอนว่า มันต้องมีทั้งคนรักและคนไม่ชอบ คนเกลียด หรือว่าคนกลางๆ มีทั้ง 3 กลุ่ม ซึ่งสิ่งที่คนเขาไม่ชอบเรา ไปพูดยังไงเขาก็ไม่ชอบอยู่ดี แต่คนกลางๆ เรารู้สึกเสียดาย เพราะเราต้องการพูดให้เขาเข้าใจ ถ้าเขาเข้าใจเราคิดว่าเขาตัดสินใจได้ แต่นายกฯ ต้องเป็นนายกฯ ของประเทศ ถึงแม้คนที่เกลียดผม ผมก็ต้องเป็นนายกฯ ให้เขา

"ผมเองไม่ได้มองว่าคนที่เกลียดผมจะต้องเป็นศัตรู ไม่ได้มองไปถึงขนาดนั้น แต่การจะพูดอะไรกันมันต้องมีเหตุผลหรือมีอะไรสักอย่างให้เป็นหลักยึด หลักยึดในที่นี้ก็คือต้องยึดหลักของกฎหมาย ยึดหลักของประชาธิปไตย ต้องไม่ให้สิ่งเหล่านี้เสียไป"  

แทรกแซงสื่อตลอด 5 ปี นั่งเก้าอี้รัฐบาล 

"เป็นไปไม่ได้ ที่ผมจะใช้สื่อฝ่ายเดียว สื่อที่ไหนเขาจะมาให้ใช้ข้างเดียว มันก็ใช้กันทั้งนั้น แต่เมื่อ 5 ปีที่แล้วรัฐบาล มีกิจกรรมเยอะ ไม่ได้มีการแทรกแซงอะไร และถ้ารัฐบาลไม่มีการทำงานมากมายขณะนี้ สถานการณ์บ้านเมืองก็คงไม่พลิกมาขนาดนี้ จากวันนั้นแย่มาก คนตกงานก็เยอะไปหมด เราเป็นหนี้เป็นสินเขาตั้งเยอะแยะ กว่าจะพลิกมารัฐต้องทำงานหนัก การทำงานหนักวันนั้น เป็นสีสันและเรื่องใหม่หมด ซึ่งมันชวนติดตาม สื่อก็ต้องออกให้"

ทั้งนี้ยืนยันว่า ไม่เคยปิดกั้นฝ่ายอื่นที่วิจารณ์รัฐบาล และไม่ค่อยได้พูดเวลาถูกกล่าวหา จนผลสุดท้ายคนไปเชื่อในสิ่งที่ถูกกล่าวหา ทั้งๆ เรื่องจริงไม่ใช่ พอความเชื่อไปแล้ว อธิบายเรื่องจริงก็ไม่ฟังแล้ว อาจเป็นเพราะเราอธิบายช้า บางครั้งเป็นนายกฯ พรรคพวกก็ห้ามพูด ให้คนอื่นพูดก็ไม่มีใครฟัง ผลสุดท้ายก่อนที่ตัวนายกฯ อย่างเราจะมาพูด ก็ช้ำไปเรียบร้อยแล้ว

เหตุผลที่ไม่ดีเบตกับทุกคนตามคำเชิญ 

"ที่มีการมาเสนอให้ทุกฝ่ายออกไปดีเบตกัน ผมก็ไม่รู้ว่าตกลงเราจะไปพูดกันในฐานะอะไร ? ความจริงแล้วมีการเลือกตั้ง 2 เมษายนนี้ คนที่ไม่เห็นด้วยก็ออกไปฟ้องประชาชน ไปตามเมืองต่างๆ ว่าผมไม่ดียังไง เพราะผมบอกชัดเลยว่า ถ้าคนไปใช้สิทธิ์แล้วกาว่าไม่ลงคะแนน กับไปกาให้พรรคอื่น รวมกันแล้วชนะพรรคไทยรักไทย ผมไม่เป็นนายกฯแน่นอน ซึ่งโดยปกติผมสามารถเป็นได้ เพราะพรรคไทยรักไทยเป็นที่ 1 อยู่แล้ว ผมจึงเป็นนายกฯ ได้ แต่ผมขอไม่เป็น เพราะผมถือว่า เมื่อผมขอเป็นคนยุบสภา เมื่อยุบสภาแล้วต้องมั่นใจว่า คนที่ออกไปใช้สิทธิ์ให้ผมเกินครึ่งหนึ่ง ผมควรจะเป็น ถ้าไม่เกินครึ่งผมไม่ควรเป็น เพราะถ้าประชาชนไม่ศรัทธาผมแล้ว ผมก็ไม่ควรเป็น" 

เพราะฉะนั้นพรรคฝ่ายค้านทั้ง 3 พรรคออกไปเลย ออกไปฟ้องประชาชนเลย ส่วนตนเองก็มีหน้าที่บอกประชาชนว่า ผมถูกกล่าวหาว่ายังไง ผมทำความดียังไง ประชาชนเขาตัดสินได้ ซึ่งไม่มีความจำเป็นต้องออกมาพูดพร้อมกันทุกพรรคต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศ ถ้าพวกเขาลงเลือกตั้งสิค่อยมาดีเบต แต่นี่ลงเลือกตั้งก็ไม่ลง อะไรก็ไม่ลง แล้วแบบนี้ต้องมาให้ตนเองนั่งคุยเรื่องอะไร ส่วนที่เขาบอกว่าตนเองไม่กล้า? ทำไมถึงจะต้องไม่กล้า

อดทนพอสมควร โดนขึ้นเวทีหมิ่นประมาทออกสื่อทุกวัน 

"ความจริงระบอบประชาธิปไตยมันชัดมาก อำนาจอธิปไตยเป็นของมวลชน ทำไมเรารังเกียจประชาชน ทำไมเที่ยวไปสรุปว่า ฉันฉลาดกว่าประชาชน ทำไมบอกว่าต้องเชื่อฉัน? ในเมื่อรัฐธรรมนูญให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ได้แบ่งชั้นวรรณะ ไม่ได้แบ่งความรู้ ไม่ได้แบ่งยศถาบรรดาศักดิ์ และให้ 1 เสียงเท่ากัน เพราะฉะนั้นทำไมเรารังเกียจประชาชน ในเมื่อการยุบสภาคือการถามประชาชนทั้งประเทศทีเดียวเลย ดังนั้นใครจะด่าผมก็ด่าไปเลย ด่าเข้าข้อหาหมิ่นประมาทผมทุกวัน ขึ้นเวทีด่าผมทุกวัน ผมก็อดทนพอสมควร ไม่ฟ้องหมิ่นประมาท"

วันที่ 2 เมษายน นี้ ออกไปเลย ออกไปเลือกตั้งเลย แต่ถ้าประชาชนไม่อยากเลือกตั้งเพราะคิดว่ามันไม่ใช่คำตอบอย่างเดียวของประชาธิปไตย แล้วคุณจะทำไงล่ะ? จะมาบอกว่ากลไกต่างๆ หรือความได้เปรียบในระยะเวลา ที่ประชาชนคิดไปเองว่าเราอาจจะชนะอีก แต่อยากให้ย้อนกลับไปเมื่อก่อน ตอนที่ตนเองไม่เคยเป็นรัฐบาลมาเลยทำไมถึงชนะ เรามีหน้าที่นำเสนอสิ่งที่ประชาชนศรัทธา ถ้าเราไม่สามารถเรียกศรัทธาได้ ถ้าประชาชนไม่ยอมรับเรา เราก็ต้องยอมรับสภาพ การเมืองเป็นงานอาสา ไม่ใช่ต้องยึดเป็นอาชีพ 

ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ไม่ใช่ต้องการฟอกตัวคดีทุจริต 

"ที่ประชาชนคิดว่าผมใช้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการฟอกตัวด้านคดีต่างๆ ในศาล ซึ่งไม่เกี่ยวเลย องค์กรอิสระก็มีการตรวจสอบ ทำไมที่ผ่านมา ป.ป.ช.ล้มกันแล้วล้มกันอีก ถ้าไม่มีวาระซ่อนเร้นของพวกไปยื่นล้ม ซึ่งต้องการให้อายุความขาดทั้งนั้น เวลานี้องค์กรอิสระมันก็ตรวจสอบกันได้ เพราะผมเองก็ถูกตรวจสอบมาแล้ว จำได้มั้ย ผมเข้ามานี่ยังไม่ทันเลือกตั้งเลยแต่ผมโดนแล้ว แล้วป.ป.ช. ชุดนั้นตั้งมาตอนไหน บางเรื่องโดนตั้งแต่ก่อนรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมา ไม่เคยมาย้อนหลังทางเป็นโทษ มีแต่ย้อนหลังทางเป็นคุณ แต่ผมก็โดน ซึ่งผมก็ไม่ได้ว่าอะไร" 

สมัยนี้มันเป็นระบอบประชาธิปไตย มันโปร่งใส ตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ โดยองค์กรฝ่ายค้าน ตรวจสอบโดยสื่อ สารพัดอย่าง มันไม่อยู่ในที่มืดเหมือนเมื่อก่อน ใครจะกล้าทำอะไรทุเรศๆ  

เป็นนายกฯ ที่ไปต่างประเทศมากที่สุด และมีเพื่อนบ้านมาเยือนสูงสุด 

"ผมไม่ใช่ซุปเปอร์แมน ที่คนเดียวสามารถทำได้ทุกเรื่อง ผมก็แค่มนุษย์ธรรมดา ผมต้องไปทำงานที่นู้นที่นี่ ไปดูชาวบ้าน เดินทางไปต่างประเทศ ผมนี่เป็นนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางต่างประเทศมากที่สุด และเป็นนายกฯ ที่มีคนเดินทางมาเยือนมากที่สุด งานมันอยู่แบบนี้ทำทุกเรื่องไม่ไหว ผมได้อยู่กับครอบครัวก็ดีใจแล้ว" 

ส่วนเรื่องที่ไปประเทศอินเดีย เพราะประเทศไทย ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีไปเยือนมา 10 กว่าปี เมื่อเราเองไปความสัมพันธ์มันดี และขอเชิญเขามาเยือนประเทศไทย ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องธุรกิจของตัวเองเลย เคยพูดไปแล้วแต่ไม่ได้ลงรายละเอียดมาก และในส่วนที่เดินทางไปพม่า ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องธุรกิจส่วนตัว แต่มันเป็นเรื่องของการที่ทุกประเทศ ขอวงเงินกู้เพื่อที่จะซื้อสินค้าไทย ซึ่งมันเป็นโครงการที่แก้ปัญหาของเขาเร่งด่วน ซึ่งมีบริษัทเข้าไปเกี่ยวข้อง การปล่อยกู้วันนั้นมันเป็นเรื่องของเอ็กซิมแบงก์ว่าจะให้หรือไม่ให้เขากู้ เป็นวงเงินกู้ธรรมดา ซึ่งกล้ายืนยันว่า ตัดสินใจทุกอย่างบนหลักการที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ใครจะไปค้าขายอะไร ในรายละเอียดตนเองไม่รู้เรื่อง แต่ก็ตกใจทุกครั้งเมื่อมารู้ทีหลัง

"ถามว่าเมื่อรู้แล้วทำไมไม่หยุด ถ้าหยุดก็เสียความสัมพันธ์ทางพม่า เพราะทางพม่าเขาขอ เนื่องจากต้องการแก้ปัญหาของเขา แก้ปัญหาระหว่างเขากับชนบท"

แอร์เอเชีย สายการบินราคาถูกเอาเปรียบสายการบินอื่นๆ

ส่วนเรื่องที่ว่าสายการบินแอร์เอเชีย เป็นธุรกิจครอบครัว จึงกลายเป็นข้อครหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน ไปลดเส้นทางบินของสายการบินอื่น แล้วเปิดช่องทางให้แอร์เอเชียนั้นเป็นเรื่องที่ไม่จริงเลย ส่วนคนที่เอาข้อมูลไปพูด เขาเพี้ยนไปหมดแล้ว เพราะขณะนี้เขาต้องตอบแทนบุญคุณให้คนอีกกลุ่มหนึ่งจึงพูดแบบนั้น  

"การเดินทางทาอากาศ ทั่วโลกมีสายการบินราคาถูก ประเทศไทยก็ต้องการให้ประเทศไทยมีสายการบินราคาถูก จากเดิมเคยด่าวันนี้ไม่เห็นด่ากันเลย เขาแฮปปี้กันหมด เพราะราคาถูก ทำให้คนรายได้น้อยใช้บริการได้ การบินไทยก็มีนกแอร์ มีภูเก็ตแอร์ ฯลฯ ดังนั้นแอร์เอเชียก็เหมือนกับทุกการบิน ไม่มีเส้น สามารถเอาข้อมูลมากางดูกันเลย ส่วนสายการบินอื่นๆ จะปรับก็ถือเป็นเทคนิคกลยุทธ์ของเขาเอง" 

ขายหุ้น ไม่เสียภาษี 

"บริษัทกลุ่มชิน เข้าตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2532 ตั้งแต่ผมไม่เคยคิดจะเล่นการเมืองเลย บริษัทใหญ่ๆ เข้าตลาดหลักทรัพย์ทั้งนั้น การบินไทย ปตท. ก็เข้า เพราะเกิดการขยายธุรกิจได้เร็ว วันที่ผมเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ วันนั้นเขาให้รัฐมนตรีเปิดเผยทรัพย์สิน ขณะนั้นผมอยู่พรรคพลังธรรม และเป็นที่รู้กันว่าผมมีอยู่ 6 หมื่นล้าน วันนั้นปี 2537 มันมีขึ้นมีลงตลาดหลักทรัพย์ นั้นคือหุ้นที่เป็นชื่อครอบครัวผม ที่ขายคราวนี้ก็มีแค่นั้นเฉพาะกลุ่มชิน ของนอกมีอยู่แค่ 2 พันกว่าล้าน ตัวเลขมันมีขึ้นมีลง ถ้าผมมีประโยชน์ทับซ้อนผมควรจะต้องโตมากกว่านี้ แต่ผมไม่ได้โตมากกว่าตลาด ฉะนั้น 7 หมื่น 3 พันล้าน ถ้าพูดคำว่าไม่เสียภาษีคือไม่เสียตรงไหน เพราะบริษัทเสียภาษีมาโดยตลอด รวมกันแล้วประมาณ 5 หมื่นกว่าล้าน และเสียค่าตอบแทนให้รัฐประมาณแสนล้านแล้ว" 

ครอบครัวเสียภาษีอยู่ 2 ส่วน 1. คือเสียภาษีเงินปันผล ได้ปันผลมาเมื่อไหร่ต้องเสียภาษี 10 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เอาเงินปันผลไปฝากแบงก์ เสียภาษีจากดอกเบี้ยลับอีก 15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเสียมาแล้วเกือบ 3 พันล้าน เสียมาโดยตลอด ส่วนในช่องที่เรียกกันว่า ภาษีรายได้ เกิดจากการขายหุ้นนี้ มันเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมาย ที่ยกเว้นให้การขายหุ้นทั้งหมดตั้งแต่เป็นตลาดหลักทรัพย์มา ตั้งแต่มีกฎหมายปี 17 รวมแล้ว 33.7 ล้านๆ บาท ที่มีการขาย ไม่มีใครเสียภาษีเลย ต่อให้วันนี้ให้เอาภาษีไปเสียสรรพากรก็รับไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายให้รับ 

คนในสภา เล่นนอกสภา จึงต้องยุบสภา 

ผมอยู่มา 5 ปี คนที่ไม่ชอบตั้งแต่วันแรกมันก็มี ระยะหลังข้อมูลมันถูกบิดมาทีละหน่อยๆ เป็นเรื่องของเทคนิคซึ่งเข้าใจยาก และผมเองถูกบังคับว่าไม่ควรพูด แต่ความจริงคือความจริง ผมเปิดสภาให้อภิปรายทั่วไป เพราะกะจะไปยืนตอบ แต่ปรากฏว่า สายไปแล้ว ไม่ร่วมมือ ซึ่งจุดประสงค์เขาต้องการที่จะเปิดอภิปายไม่ไว้วางใจนายกฯ โดยที่เสียงไม่ถึง แต่อยู่ๆ จะมาขอเสียงว่าไปช่วยเซ็นให้หน่อย แล้วก็ลงท้ายด้วยว่า ผู้ที่จะเสนอเป็นนายกฯ คนต่อไปคืออีกคนหนึ่ง ในขณะที่พวกคุณมีเสียงแค่ 100 กว่าเสียง แล้วจะมาขอเสียงผม เขาชอบเอาคนละเรื่องมาเป็นเรื่องเดียวกัน 

"ยุบสภาเพราะ มันมีความเชื่อมโยงกันระหว่างม็อบสนามหลวง กับคนในสภา ก็เห็นไปปรากฏตัวกันอยู่ประจำ การข่าวเราก็ชัดเจน ขนคนไปเชื่อมโยงกันชัดเจน ผมเชื่อเลยว่าเชื่อมโยงกัน ทั้ง ส.ว. ส.ส. เชื่อมโยงกับการประท้วงด้านนอก ขาดวินัย และกำลังจะใช้กติกานอกสภา มากกว่าใช้กติกาในสภา แล้วสังคมมีความขัดแย้ง เพราะฝ่ายหนึ่งบอกให้ออกไป แต่อีกฝ่ายหนึ่งบอกให้อยู่ต่อ ผมจึงตัดสินใจเองไม่ได้แล้ว" 

วันนั้นเหตุการณ์มันขัดแย้งกันมากขึ้น มันต้องตัดสินใจด้วยวิธีทางประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรี มีอำนาจตัดสินใจ 2 เรื่องคือ ลาออกกับ ยุบสภา ผมก็ต้องเสนอยุบสภาแทนการลาออก คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน ส่วนที่เขาบอกว่านายกฯ รู้อยู่แล้วว่าตัวเองจะกลับมา กำหนดวันเลือกตั้งก็เอาเปรียบเขา คือก็อธิบายเหตุผลให้ฟังหมดแล้ว ว่าเรากำหนดเองไม่ได้ ต้องให้ กกต. กำหนด 

ไม่ทรยศคนที่เชียร์เรา 

"ผมจะลาออกด้วยเหตุผลอะไร เหมือนกับผมไปทรยศคนที่เชียร์ผม แน่นอนว่าคนที่ไม่ชอบผมก็มีไม่น้อย ดังนั้นให้ประชาชนตัดสิน คือไปเลือกตั้งกันวันที่ 2 เมษายน ถ้าผมยอมลาออกเพราะถูกกดดันนั้นหมายความว่าแย่ที่ผมสร้างบรรทัดฐานบ้านเมืองที่ไม่ดี แล้วต่อไปนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วมีคนมาเย้วๆ ที่สนามหลวงก็ให้ลาออก ถ้าบอกว่าคนกลุ่มนั้นคือปัญญาชน คือคนกลุ่มใหญ่ และปัญญาชนคืออะไร ผมไม่ใช่ปัญญาชนเหรอ ผมจบดอกเตอร์นะ แต่รัฐธรรมนูญเป็นสิทธิ์ให้ความเป็นมนุษย์กับคน ไม่มีเลือกชั้น วรรณะ อย่ากลัวการตัดสินของประชาชน ผมยังไม่กลัวเลยถ้าให้ทักษิณกลับบ้านไปนอนผมก็ไป ผมต้องยอมรับ ซึ่งทั้งหมดนั้นต้องให้ประชาชนตัดสิน"

***และทั้งหมดนี้เป็นบทสัมภาษณ์ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะที่การเมืองกำลังลุกเป็นไฟ กลุ่มคนเสื้อเหลืองออกมาปักหลักประท้วงเต็มถนนราชดำเนิน โดยมีแกนนำซึ่งตัวทักษิณเองก็เชื่อว่า เป็นพวก ส.ส. ส.ว. ในสภา ที่ปั่นป่วนและต้องการจะเล่นการเมืองนอกสภา จึงเป็นที่มาของการยุบพรรค ...อีกไม่กี่วันข้างหน้า ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง หลังจากถูกยึดอำนาจโดยรัฐบาลทหารมานานหลายปี ก็ไม่รู้ว่าทิศทางการเมืองจะเป็นอย่างไรต่อไป หวังเพียงแค่ไม่ต้องมีใครมาเสียเลือดเสียเนื้อ เสียชีวิต เพราะความแตกแยกแบ่งฝ่ายดังเช่นที่เคยผ่านๆ มาอีกเลย  

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 

ทหารตรึงกำลัง รถถังเต็มพื้นที่ สดจากสี่เสาเทเวศร์ 12 ปี โค่นล้มทักษิณ

ชะตากรรมโลกไม่ลืม! ทหารโค่นล้มทักษิณ 2549 สู่รบ.น้องสาวต้องหนี แล้วจบที่...?

ปมลับ11ปี! หวนกลับไทย 'ก้มจูบพื้นสนามบิน' เผ่นหนีอีกครั้ง เพราะที่ดินรัชดา?

อ่านข่าวล่าสุด เกาะติด เจาะลึก เลือกตั้ง 2562

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้