วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“สวัสดิ์“ โดนคุกอ่วม! คดีฟอกเงินอีก 20 ปี

“สวัสดิ์“ โดนคุกอ่วม! คดีฟอกเงินอีก 20 ปี

  • Share:

สาวเพื่อนสนิท ศาลตัดสิน ‘4ปี’

สวัสดิ์ แสงบางปลา” อดีตประธานสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ ที่เคยถูกศาลตัดสินจำคุก 200 ปี 600 เดือน ข้อหาหลอกเหยื่อลงทุนกว่า 180 ล้านบาท โดนฟอกเงินอีกคดี ศาลอาญาตัดสินจำคุกฐานฟอกเงิน 10 กระทง รวม 60 ปี แต่ตามกฎหมายให้รับโทษสูงสุดไม่เกิน 20 ปี ส่วนสาวคนสนิทไม่รอด หลังรับโอนเงินที่หลอกลวงเหยื่อถึง 829 ครั้ง ตัดสินจำคุก 4 ปี ส่วนเพื่อนของสาวคนสนิทที่ถูกเอาบัญชีธนาคารมาใช้ ศาลยกฟ้อง

ที่ห้องพิจารณา 903 ศาลอาญา เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 ม.ค. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีพนักงานอัยการคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ฟ้องนายสวัสดิ์ แสงบางปลา อายุ 80 ปี อดีตประธานกรรมการบริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น.ส.จิรัชญา หรือไข่เจียว คุณยศยิ่ง อายุ 24 ปี และ น.ส.ภวิษย์พร หรือชมพู่ ใบเกตุ อายุ 29 ปี ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-3 ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีจำเลยร่วมกันฟอกเงินสหกรณ์จุฬาฯ 42 ล้านบาท จากการฉ้อโกงเงินประชาชนที่นำมาร่วมลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล จำเลยทั้ง 3 ให้การปฏิเสธ

คดีนี้สืบเนื่องจากคดีฉ้อโกงประชาชนที่พนักงาน อัยการคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 เป็นโจทก์ฟ้องนายสวัสดิ์เป็นจำเลย กรณีเมื่อต้นเดือน ม.ค.2559-9 มิ.ย.2560 ต่อเนื่องกัน จำเลยอาศัยตำแหน่งประธานสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ ชักชวนหลอกลวงประชาชนให้ลงทุนว่า จำเลยได้รับโควตาเป็นตัวแทน จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อไปจำหน่ายเอากำไร จะได้ค่าตอบแทนร้อยละ 1 ต่อเดือนของจำนวนเงินที่ให้กู้ยืม หรือร้อยละ 12 ต่อปี และเดือนสุดท้ายจะได้รับผลตอบแทนคืนทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ย ทั้งที่ไม่เป็นความจริง ทำให้ประชาชนหลงเชื่อนำเงินมาลงทุนทั้งสิ้น 183,730,000 บาท คดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 7 พ.ย.2561 ให้จำคุกนายสวัสดิ์ ฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนซึ่งเป็นบทหนักสุด ให้ลงโทษทุกกรรม กรรมละ 5 ปีจำนวน 100 กรรม รวมจำคุก 500 ปี จำเลยรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือกรรมละ 2 ปี 6 เดือน คงลงโทษจำคุก ทั้งหมด 200 ปี 600 เดือนรวม 250 ปี แต่ตามกฎหมายให้ลงโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี และให้ชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหาย 100 รายพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

นัดนี้ศาลเบิกตัวนายสวัสดิ์จากเรือนจำมาฟังคำพิพากษา นายสวัสดิ์ซูบผอมไปแม้เดินเองได้แต่เชื่องช้าไปตามวัย ขณะที่ น.ส.จิรัชญา และ น.ส.ภวิษย์พร มาฟังคำพิพากษาหลังได้ประกันตัวมาตลอดระหว่างการพิจารณาคดี ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2-3 นำสืบว่า จำเลยที่ 3 คบหากับจำเลยที่ 1 ฐานะคนรักและอยู่ด้วยกัน ระหว่างนั้นเคยขอยืมเงินจากจำเลยที่ 1 มาใช้ในครอบครัวและลงทุนค้าขาย แต่ไม่ทราบว่าจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 โอนมาให้จำนวนหลายล้านบาท ขณะที่จำเลยที่ 3 อ้างติดพนันสลอตออนไลน์ และไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ทำงานที่ไหน ทำงานอะไร และไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้รับโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล ส่วนจำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่า การโอนเงินผ่านบัญชีของจำเลยที่ 2 เป็นการให้จำเลยที่ 3 ยืมเงิน แต่จำไม่ได้ว่าโอนให้กี่ครั้ง และไม่น่าจะโอนถึง 829 ครั้ง

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 คบหากันฉันชู้สาวมานานหลายปีย่อมมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง สนิทสนมและไว้วางใจกัน ระหว่างเกิดเหตุโอนเงินจำนวนมากผิดปกติวิสัย มีลักษณะ การโอนเงินเช่นเดียวกับการที่จำเลยที่ 1 โอนเงินให้แก่ น.ส.เมธวัชร์ หรือพชกร คนมั่น (อายุ 33 ปี บุคลิกเป็นทอม ซึ่งศาลอาญาพิพากษาเมื่อวันที่ 21 พ.ย.2560 ให้จำคุก 8 ปี 6 เดือน) และเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จำเลยที่ 3 อ้างว่านำเงินที่ได้จากจำเลยที่ 1 ไปเล่นการพนันและใช้จ่ายในครอบครัว ข้ออ้างของจำเลยที่ 3 เชื่อถือไม่ได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชนและการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ฟอกเงินฯโดยร่วมกระทำผิดและแบ่งหน้าที่กันทำ

จำเลยที่ 1 โอนส่งต่อเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 ผ่านบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ซึ่งตกลงยินยอมให้ใช้บัญชีเงินฝากรับโอนเงินดังกล่าว เห็นได้ชัดว่าเป็นการร่วมกันซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของเงินหรือทรัพย์สินนั้น จำเลยที่ 3 รู้ในขณะรับโอนทรัพย์สินนั้นว่า ได้จากการกระทำผิดมูลฐาน การกระทำของ จำเลยที่ 3 เป็นความผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น เป็นเจ้าของบัญชีไม่ได้รู้จักกับจำเลยที่ 1 โดยตรงและเพิ่งรู้จักกับจำเลยที่ 3 ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความสัมพันธ์ชู้สาวกัน การที่จำเลยที่ 3 ขอใช้บัญชีจำเลยที่ 2 อ้างว่าบัญชีเงินฝากของตนขัดข้อง น่าเชื่อว่าเป็นอุบายของจำเลยที่ 3 หลอกลวงใช้บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 เพื่อรับโอนเงินจากจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 นำเงินจากบัญชีที่ได้รับโอนจากจำเลยที่ 1 ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ทราบถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาไม่อาจรับฟังพอลงโทษจำเลยที่ 2 ได้

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินมาตรา 3 (3) (18) มาตรา 5 (1) (2) (3) มาตรา 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง มาตรา 60 มีความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปกระทำผิดฐานฟอกเงินและกระทำผิดฐานฟอกเงินแล้ว เป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินบทหนักสุด ให้จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 มีความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมโดยจำคุกกระทงละ 4 ปี ขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจจัดการของสถาบันการเงินตาม พ.ร.บ.ฟอกเงินฯ มาตรา 10 วรรคแรกต้องระวางโทษเป็นสองเท่า ดังนั้น จึงให้จำคุกกระทงละ 8 ปี คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ให้ลดโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ใน 4 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 ปี 10 กระทงรวม 60 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกไว้ทั้งสิ้น 20 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ให้จำคุกมีกำหนด 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้