วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จะทำอย่างไรเมื่อ "เลือดออกในสมอง" (ตอน 3)

จะทำอย่างไรเมื่อ "เลือดออกในสมอง" (ตอน 3)

  • Share:

อาการของผู้ป่วยที่มีเลือดออกในสมอง มีดังนี้

1.ความผิดปกติของสัญญาณชีพ

สัญญาณชีพ หมายถึง ค่าที่แสดงหรือประเมินได้จากร่างกายโดยเฉพาะในมนุษย์ ซึ่งเป็นค่าที่ได้จากผลทางสรีรวิทยา หรือปัจจัยที่ทำให้สามารถบ่งบอกการทำงานของร่างกายมนุษย์ได้ ประกอบด้วยค่าที่สำคัญ 4 ค่าหลัก ได้แก่ อุณหภูมิ ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจร และอัตราการหายใจ

ในช่วงที่ร่างกายสามารถทำงานได้เป็นปกติ สัญญาณชีพจะแสดงในเกณฑ์ปกติ ได้แก่

อุณหภูมิ มีค่าปกติเท่ากับ 36.5-37.5 องศาเซลเซียส

ความดันโลหิต ค่าตัวแปรตัวแรกมีค่าปกติเท่ากับ 100-130 มิลลิเมตรปรอท ส่วนตัวแปรตัวที่สองมีค่าปกติเท่ากับ 70-90 มิลลิเมตรปรอท

อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจร มีหน่วยเป็นครั้ง/นาที มีค่าปกติเท่ากับ 60-100 ครั้ง/นาที

อัตราการหายใจ มีหน่วยเป็นครั้ง/นาที มีค่าปกติเท่ากับ 12-20 ครั้ง/นาที

จากการศึกษาวิจัย ยังเป็นการยากลำบากมากในการที่จะสรุปว่าความดันโลหิตของผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นก่อนหรือมีเลือดออกในสมองเกิดขึ้นก่อน แต่จากการสังเกตผู้ป่วยทางคลินิก พบว่าในระยะแรกของการมีเลือดออกในสมองในช่วงที่เริ่มมีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาจมีการปวดร้าวไปบริเวณท้ายทอย ความดันโลหิตของผู้ป่วยจะเริ่มมีการเพิ่มสูงขึ้น ค่าความดันโลหิตค่าแรกของผู้ป่วยที่วัดได้ในขณะนั้นโดยทั่วไปจะมีค่าที่สูงกว่าปกติ ซึ่งพบได้ 4 ระดับ

ค่าความดันโลหิตค่าแรกเท่ากับ 140 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งจัดเป็นก่อนภาวะความดันโลหิตสูง

ค่าความดันโลหิตค่าแรกเท่ากับ 150-160 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งจัดเป็นภาวะความดันโลหิตสูง ระดับ 1

ค่าความดันโลหิตค่าแรกเท่ากับ 160-180 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งจัดเป็นภาวะความดันโลหิตสูง ระดับ 2

ค่าความดันโลหิตค่าแรกมากกว่า 180 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งจัดเป็นภาวะความดันโลหิตสูง ระดับ 3

สำหรับค่าความดันโลหิตค่าที่สองของผู้ป่วยที่วัดได้ในขณะนั้นโดยทั่วไปจะมีค่าที่สูงกว่าปกติ ซึ่งมักมีค่าสูงกว่า 95 มิลลิเมตรปรอท

ความดันโลหิตนับเป็นค่าสัญญาณชีพที่แสดงความผิดปกติได้เป็นอย่างดี โดยความดันโลหิตสูงมักจะสัมพันธ์กับการมีเลือดออกในสมอง อย่างไรก็ตามการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติคือ ควรอยู่ในช่วง 110/80-130/95 มิลลิเมตรปรอท จะเป็นการป้องกันโรคเลือดออกในสมองได้เป็นอย่างดี เพราะการป้องกันจะช่วยไม่ให้เกิดความพิการสูญเสียได้ดีที่สุด นอกจากนี้การควบคุมอาหารเค็ม มัน การลด เลิกเหล้า บุหรี่และยาเสพติดต่างๆ จะช่วยเสริมให้การป้องกันได้ผลดียิ่งขึ้น

สำหรับค่าสัญญาณชีพอื่นๆ ได้แก่ อุณหภูมิ อัตราการเต้นของหัวใจ และอัตราการหายใจนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนอีกครั้ง เมื่อผู้ป่วยที่มีเลือดออกในสมอง เริ่มมีอาการแย่ลง ซึ่งแพทย์และพยาบาลจะต้องทราบและรีบให้การแก้ไข

2. อาการแสดงของการรู้สึกตัวและการรับรู้

ผู้ป่วยมักมีอาการปวดศีรษะ อาจปวดอย่างรุนแรง ทันทีทันใด รุนแรงมากชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต เวียนศีรษะ ค่อยๆ ซึมลง มีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมหรือบุคคลรอบข้างช้าลง หรือไม่ตอบสนองเลย ในบางครั้งผู้ป่วยอาจเริ่มพูดจาสับสน วุ่นวาย ผุดลุกผุดนั่งอย่างไม่มีสาเหตุ บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง เอะอะ โวยวาย พูดคนเดียว พูดถึงเรื่องเก่าๆ ความหลังในอดีต จำตนเอง จำลูกหลานไม่ได้ อาจมีคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วยก่อนที่จะซึมลงหรือหมดสติไปในที่สุด

ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยมักบ่นว่ามีอาการปวดศีรษะนำมาก่อนอย่างกะทันหัน อาจมีอาการปวดท้ายทอย ตาพร่า หรือคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย

3. อาการแสดงของการขยับแขนขา

ผู้ป่วยโรคเลือดออกในสมองมักจะมีอาการอ่อนแรงของแขนขาข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งพบได้เป็นส่วนใหญ่ มีส่วนน้อยที่การอ่อนแรงของแขนและขาเป็นทั้งสองข้าง การอ่อนแรงที่พบได้มักจะมีอาการตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงอัมพาต ไม่สามารถขยับแขนและขาข้างใดข้างหนึ่งได้เลย

4. อาการแสดงของความรู้สึกสัมผัส

ผู้ป่วยโรคเลือดออกในสมอง หากเริ่มต้นมีอาการยังไม่มาก ผู้ป่วยอาจจะมีอาการผิดปกติเฉพาะที่การรับสัมผัส เช่น เริ่มอาการชา ความรู้สึกสัมผัสลดลง รู้สึกหนาๆ ของใบหน้า แขนและขา หรือของร่างกายครึ่งซีก ที่สำคัญคือมีความรู้สึกหนาๆ คล้ายเป็นเหน็บชาของใบหน้าและร่างกายครึ่งซีกร่วมด้วย

หลังจากนั้นเมื่อความรุนแรงมีมากขึ้น จะพบว่ามีการอ่อนแรงของแขนและขาด้านเดียวกันนั้นตามมา โดยส่วนใหญ่พยาธิสภาพในสมองจะอยู่ด้านตรงข้ามกับอาการแสดงทางกายและการรับสัมผัส

เมื่อการรับสัมผัสผิดปกติไปแล้ว ผู้ป่วยอาจมีปัญหาการหยิบจับสิ่งของ อาจทำแก้วน้ำหลุดมือ มีปัญหาเรื่องการเดิน หรือการทรงตัวตามมาในที่สุด ทำให้ผู้ป่วยหกล้มหรือทรงตัวลำบาก พบว่าก่อนจะมีอาการอ่อนแรงตามมานั้นผู้ป่วยมักมีอาการเหน็บ รู้สึกหนาๆ ของแขนและขาก่อน ทำให้ผู้ป่วยมีความยากในกะประมาณ คะเนตำแหน่งของร่างกาย ซึ่งทำให้ผู้ป่วยหกล้ม หากมีศีรษะกระแทกหรือภาวะกระดูกแขนหรือขาหักตามมา จะยุ่งยากมากขึ้นได้ในการให้การรักษา ผู้ป่วยโรคทางสมองที่มีปัญหากระดูกหักตามมาจะมีโอกาสพิการหรือเสียชีวิตสูงกว่าผู้ป่วยโรคทางสมองที่ไม่มีปัญหากระดูกหัก เพราะโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการนอนนิ่งๆ นานๆ จะสูงขึ้น ได้แก่ ภาวะแผลกดทับ ภาวะติดเชื้อในปอดในทางเดินปัสสาวะ ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ จะทำให้เกิดการติดเชื้อเข้าไปในกระแสเลือด เพิ่มโอกาสการเสียชีวิต

5. อาการแสดงของระบบประสาทอัตโนมัติ

อาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่เกิดจากโรคเลือดออกในสมองนั้นสังเกตได้ค่อนข้างลำบากสำหรับบุคคลทั่วไป ทำให้อาจไม่ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงไป ก่อนอื่นต้องรู้จักหน้าที่การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกายมนุษย์ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมการทำงานของหลอดเลือดทั่วร่างกาย กล้ามเนื้อที่อยู่นอกเหนือการควบคุมโดยจิตใจ ได้แก่ กล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อเรียบของระบบทางเดินอาหาร กระเพาะปัสสาวะ รวมถึงการทำงานของต่อมต่างๆ ได้แก่ ต่อมน้ำลาย ต่อมเหงื่อ เป็นต้น การทำงานของอวัยวะต่างๆ ข้างต้นอยู่นอกเหนือการควบคุมของจิตใจ เราไม่สามารถสั่งการหรือควบคุมให้กล้ามเนื้อหรือต่อมนั้นๆ ทำงานเพิ่มขึ้นหรือหยุดการทำงานได้

เมื่อมีการเสียหายเกิดขึ้นจากการมีเลือดออกในสมอง ศูนย์ควบคุมการสั่งงานของระบบประสาทอัตโนมัติในสมองไม่สามารถควบคุมให้การทำงานเป็นไปตามปกติได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับตำแหน่งของการเสียหายในสมอง โดยทั่วไปที่พบได้นั้นอาจตรวจพบว่า ใบหน้าซีกหนึ่งแห้ง เย็น ไม่มีเหงื่อ ร่างกายด้านใดด้านหนึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่าอีกด้าน เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการขับถ่าย ได้แก่ การปัสสาวะ การถ่ายอุจจาระร่วมด้วย

สัปดาห์ยังมีความรู้เรื่องการรักษาและการป้องกันโรคเลือดออกในสมอง รอติดตามกันนะครับ

อ่านเพิ่มเติม

จะทำอย่างไรเมื่อ “เลือดออกในสมอง” (ตอน 1)

จะทำอย่างไรเมื่อ “เลือดออกในสมอง” (ตอน 2)

-------------------------------------------------------------

แหล่งข้อมูล
คู่มือความรู้ภาคประชาชน เรื่องเลือดออกในสมอง โดย ผศ. นท. นพ.สรยุทธ ชำนาญเวช

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้