วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ประเมินเลือกตั้งเงินสะพัด 8 หมื่นล้าน ดันเศรษฐกิจไทยโตกว่า 4.2%

ประเมินเลือกตั้งเงินสะพัด 8 หมื่นล้าน ดันเศรษฐกิจไทยโตกว่า 4.2%

  • Share:

ม.หอการค้าฯ คาดเลือกตั้งระดับชาติ-ท้องถิ่น เงินสะพัด 8 หมื่นล้าน ชี้ หากได้รัฐบาลใหม่เป็นที่ยอมรับ ยิ่งย้ำเชื่อมั่นนักลงทุน ดันเศรษฐกิจปี 62 โตมากกว่า 4.2% รวมถึงปัจจัยบวกอื่นๆ เชื่อไม่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งอีกแน่นอน...

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 62 จะขยายตัวได้ราว 4.0-4.2% โดยมีสมมติฐานสำคัญว่าปีนี้มีการเลือกตั้งระดับประเทศ และระดับท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งจะส่งผลให้มีเงินสะพัดในช่วงการเลือกตั้งกว่า 80,000 ล้านบาท โดยธุรกิจที่จะได้รับผลดี คือ สิ่งพิมพ์ ป้ายโฆษณา กลุ่มค้าส่ง ค้าปลีก ภัตตาคาร น้ำมันปิโตรเลียม รวมแล้วประมาณ 5 หมื่นล้านบาท และหากรวมกับเงินที่จะสะพัดในช่วงเลือกตั้งท้องถิ่นอีก 3 หมื่นล้านบาท เป็น 8 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะผลักดันให้จีดีพีเพิ่มขึ้นจากเดิมได้อีก 0.3%

ทั้งนี้การเลือกตั้งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้ เนื่องจากหากนักลงทุนและประชาชนมีความมั่นใจว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ย่อมจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการลงทุน ตลอดจนการจับจ่ายใช้สอย นอกจากนี้ต้องติดตามภายหลังการเลือกตั้งแล้วได้รัฐบาลชุดใหม่ที่เป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วน ยิ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนความเชื่อมั่นของประชาชนจากการบริโภคในประเทศ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ เชื่อว่าจะมีโอกาสทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้มากกว่า 4.2%

นอกจากนี้ประเมินว่าการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะมีปัจจัยบวกมาจากการลงทุน-การใช้จ่ายภาครัฐเร่งตัวขึ้นจากปีก่อน, การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวชัดเจนขึ้น, การส่งออกยังขยายตัวได้ดี แม้จะมีอัตราการเติบโตที่ชะลอลง, การท่องเที่ยวมีสัญญาณฟื้นตัวจากปีก่อน, รายได้ภาคเกษตรเริ่มปรับตัวดีขึ้น ในขณะที่เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทย ทั้งเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง หนี้ต่างประเทศระยะสั้นอยู่ในระดับต่ำ จึงไม่ต้องกังวลจะเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งขึ้นอีกอย่างแน่นอน

ขณะที่ปัจจัยลบมาจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ, อัตราดอกเบี้ยยังเป็นแนวโน้มขาขึ้นต่อเนื่อง, วิกฤติค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ที่ทำให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า, เศรษฐกิจจีนชะลอตัวกว่าที่คาด, ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของสถาบันการเงินที่มีสัญญาณน่ากังวล และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันตลาดโลกผันผวน.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้