วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ฝุ่นพิษเมืองกรุง ยังไม่วิกฤติ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ บอก "เอาอยู่"

ฝุ่นพิษเมืองกรุง ยังไม่วิกฤติ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ บอก "เอาอยู่"

  • Share:

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ชี้ฝุ่นพิษเมืองกรุงยังไม่วิกฤติ บอก "เอาอยู่" อ้างสถานการณ์ไม่หนักเท่าปีที่แล้ว วอนประชาชนอย่าตระหนก ...


เมื่อวันที่ 14 ม.ค. นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการดูแลป้องกันตัวเองจากฝุ่นละออง หลังจากที่พบว่าในระยะนี้ กทม. และปริมณฑล มีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ในอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ และกำชับให้แก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุดนั้น

ที่ผ่านมาได้ร่วมประชุมหารือกับหน่วยงานต่างๆ โดยมี พล.อ. สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรฯ เป็นประธาน ได้สั่งการให้ คพ.ประสานแก้ไขปัญหาร่วมกับ กทม. จังหวัดปริมณฑล กรมอนามัย กรมควบคุมโรค กองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามมาตรการและแนวทางการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหา PM2.5

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีการติดตามตรวจสอบและรายงานสถานการณ์ PM2.5 ใน กทม.และปริมณฑล การคาดการณ์และแจ้งเตือนประชาชนรับทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ได้ประสานหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งให้ความช่วยเหลือในการทำฝนเทียมเพื่อลดฝุ่นมาตลอด ทราบว่า ติดตามปัญหาเพื่อดำเนินการช่วยเหลืออยู่ ซึ่งมีปัจจัยหลายๆ ด้านทั้งความชื้นและทิศทางลม หากในอากาศมีความชื้นไม่เพียงพอ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ คาดว่าในวันที่ 15 ม.ค.นี้ อาจมีโอกาสจะทำฝนเทียมได้

ในส่วนอื่นๆ ประสานกองบัญชาการตำรวจจราจรจับรถควันดำบนเส้นทางจราจร ร่วม ขสมก.ตรวจรถโดยสาร ขสมก. ในอู่ต่างๆ พร้อมร่วมประชุมและประสาน กทม. เพื่อดำเนินการตามมาตรการและแนวทางการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหา PM2.5 ทั้งให้ทุกเขตกวาดล้างถนนอย่างเข้มข้นทุกวัน รวมทั้งการประสานกระทรวงสาธารณสุขในการเตรียมการและแจกหน้ากากอนามัยให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

เชื่อว่าสถานการณ์ PM 2.5 ในปีนี้ ยังไม่ถึงขั้นวิกฤติ และเอาอยู่ ขอให้ประชาชนมีความตระหนักแต่อย่าตระหนก เพราะสถานการณ์ไม่ได้รุนแรงเท่ากับปี 2561 ซึ่งค่าสูงสุดเคยไปแตะที่ 120 -130 มคก./ลบ.ม. ในช่วง 1-2 วัน ส่วนปีนี้ตรวจพบค่าอยู่ระหว่าง 70- 100 มคก./ลบ.ม. เท่านั้น ซึ่งหน่วยงานภาครัฐได้เตรียมความพร้อมในการรับมือไว้แล้ว คาดว่าสถานการณ์ยังต้องเฝ้าระวังในช่วง 1-2 สัปดาห์จากนี้.

คุณอาจสนใจข่าวนี้