Thairath Logo
กีฬา

คุมค่ายาค่ารักษา รพ.เอกชน

Share :

กำลังเป็นประเด็นร้อนในสังคม อาจลามไปถึงการหาเสียงทางการเมืองก็ได้ เมื่อที่ประชุม คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) มี คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ เป็นประธาน มีมติวันพุธที่ 9 มกราคม เห็นชอบให้เพิ่ม “ยา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์” เป็น “สินค้าและบริการควบคุม” หลังจากที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก รพ.เอกชน คิดค่ายาค่ารักษาแพงมาก

ที่ประชุม กกร.ได้แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการ 1 ชุด ประกอบด้วย ตัวแทนกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข สมาคมประกันภัย โรงพยาบาลเอกชน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อศึกษาหามาตรการที่จะเข้าไปดูแล เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

แต่ คณะอนุกรรมการ ยังไม่ทันได้ประชุม รัฐมนตรีสนธิรัตน์ ก็เรียกประชุมเสียก่อนทั้ง สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัยไทย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ กระทรวงสาธารณสุข วันศุกร์ที่ 11 มกราคม โดยออกตัวว่าไม่มีใครมาล็อบบี้ (แต่มีกระแสข่าวว่ามีกลุ่มโรงพยาบาลใหญ่ไปล็อบบี้) แต่เห็นว่ามีกระแสขัดแย้ง จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การรักษาหนึ่งโรคมีหลายวิธี ทั้งตัวผู้ป่วย การจ่ายยา ค่าตัวแพทย์ และค่าบริการที่แตกต่างกัน

ฟังแล้วก็รู้สึกแปลกดี ตอนที่ กกร.ลงมติ ไม่ได้พิจารณาเรื่องเหล่านี้เลยหรือ?

ก่อนหน้านี้ คุณวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ก็แถลงว่า ได้ศึกษาเรื่องนี้มาทุกรายการ ทั้ง ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ค่าบริการ เช่น ค่าห้องพักฟื้น ค่าอาหาร ค่าเอกซเรย์ ฯลฯ บวกเพิ่มจากต้นทุนได้กี่เท่า จึงจะไม่เป็นภาระกับผู้บริโภคจนเกินไป เพราะ ค่ายา และ ค่าเวชภัณฑ์ คิดเป็น สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการรับการรักษาของประชาชนสูงถึง 50% อีก 40% เป็นค่าใช้จ่ายของค่าบริการ ซึ่งก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ ก็ได้นำ “ค่ายา” เข้ามาอยู่ในบัญชี “สินค้าควบคุม” แล้ว แต่ยังไม่รวม “เวชภัณฑ์”

ที่น่าสนใจอีกประเด็นก็คือ ทพ.อาคม ประดิษฐ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ สำนักงานสถานพยาบาลและประกอบโรคศิลปะ อ้างว่า ผู้แทนโรงพยาบาลเอกชนกังวล ว่า แม้ยาจะเป็นสินค้าควบคุม ต้องติดราคา ไม่ให้ขายเกินราคา แต่ “ค่ายาในโรงพยาบาลจัดเป็นสินค้าควบคุมหรือไม่” ก็เป็นคำถามชี้นำที่แปลกดี แล้ว ทพ.อาคม ก็เปิดประเด็นต่อว่า โรงพยาบาลเอกชน อยากให้ คณะกรรมการประกอบโรคศิลปะ ตีความว่า “ค่ายาในโรงพยาบาลจะจัดเป็นส่วนหนึ่งของบริการรักษาหรือไม่” ไม่รู้เกี่ยวกันยังไง

เมื่อฟังท่าทีของ รัฐมนตรีสนธิรัตน์ และ ทพ.อาคม ที่ดูแลเรื่องการประกอบโรคศิลปะแล้ว เห็นที ข้อเสนอของโรงพยาบาลเอกชนจะเป็นฝ่ายชนะ มติ กกร.เป็นฝ่ายแพ้ สุดท้ายก็จะไม่มีเกณฑ์กำกับดูแลค่ารักษาพยาบาล ขึ้นอยู่กับการตั้งราคาของ รพ.เอกชนต่อไป

เรื่องนี้ผมคิดว่า รัฐมนตรีสนธิรัตน์ ควรจะฟัง แพทยสภา ด้วย วันก่อน ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา อดีต นายกแพทยสภา ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็น กรรมการแพทยสภาชุดใหม่ ด้วยคะแนนอันดับ 1 เปิดเผยว่า ปัจจุบัน รพ.เอกชนมีการขายยาที่บวกกำไรอย่างมาก 200-300% (ผมช่วยยืนยันว่าจริงเคยซื้อเปรียบเทียบแล้ว) แพงกว่า รพ.รัฐที่บวกกำไร 10–20% เพราะมีค่าอย่างอื่นแฝง และเสนอว่า รพ.เอกชนควรแสดงใบเสร็จที่แจกแจงรายละเอียดจริงๆตามค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น ไม่ควรนำมาแฝงไว้ในค่ายา และเห็นว่า ซื้อยาใน รพ.แพงก็สามารถขอให้แพทย์ออกใบสั่งยาไปซื้อจากข้างนอกที่ถูกกว่าได้

เรื่อง ค่าธรรมเนียมแพทย์ ก็เช่นกัน ศ.นพ.สมศักดิ์ เปิดเผยว่า แพทยสภากำลังปรับปรุงค่าธรรมเนียมเดิมที่ใช้มานานแล้ว ของใหม่จะมีอัตราตํ่าสุดถึงสูงสุด เพื่อไม่ให้ รพ.ขนาดเล็กคิดค่าธรรมเนียมแพทย์ระดับสูงสุด ถ้า รพ.เอกชนคิดเกินกำหนดก็จะมีการพิจารณาเรื่อง จริยธรรม และ จรรยาแพทย์ ด้วย

ผมคิดว่าข้อเสนอของ ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา เป็นทางออกที่ดีที่สุด เป็นธรรมที่สุด รัฐมนตรีสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรจะรับฟังอย่างยิ่ง.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

อ่านเพิ่มเติม...
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ค่ายาค่ารักษาหมายเหตุประเทศไทยลม เปลี่ยนทิศ