วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
วิจัยระดับ "ยีน" ค้นหาพันธุกรรม "วัณโรค" ดื้อยา

วิจัยระดับ "ยีน" ค้นหาพันธุกรรม "วัณโรค" ดื้อยา

  • Share:

วัณโรคเป็นโรคติดต่อเรื้อรังของระบบทางเดินหายใจที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศในเขตอาเซียน รวมทั้งประเทศไทย

ข้อมูลจากแผนยุทธศาสตร์วัณโรคระดับชาติ พ.ศ.2560-2564 ระบุวัณโรคเป็นโรคติดเชื้อที่เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของโลก โดยก่อนหน้านี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรครุนแรงระดับโลก โดยมีอัตราของวัณโรครายใหม่สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก 1.3 เท่า มีผู้เสียชีวิตสูงถึงปีละ 12,000 ราย

องค์การสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก ได้กำหนดให้การควบคุมและป้องกันวัณโรคเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในกรอบสหประชาชาติและยุทธศาสตร์ยุติวัณโรค มีเป้าหมายลดอัตราวัณโรครายใหม่เหลือ 20 และ 10 ต่อประชากรแสนคนในปี 2573-2578 ลดการเสียชีวิตลง 95% และลดผลกระทบทางเศรษฐกิจครัวเรือน หรือการล้มละลายทางการเงินให้เหลือ 0

ล่าสุด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ประกาศความสำเร็จการทำข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และมหาวิทยาลัยมหิดล ในโครงการวิจัยวัณโรคระดับนานาชาติ พัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำหรับตรวจหาลักษณะทางพันธุกรรมของมนุษย์และเชื้อวัณโรค ช่วยให้วินิจฉัยวัณโรคได้แม่นยำ รวดเร็วขึ้น สามารถเลือกใช้ยาและปรับขนาดยาต้านวัณโรคให้เหมาะสม ลดอาการไม่พึงประสงค์จากยาต้านวัณโรค เพื่อมุ่งสู่นโยบายยุติวัณโรคอย่างเต็มรูปแบบ

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมสรุปผลงานวิจัยร่วมกันระหว่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กับมหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และมหาวิทยาลัยมหิดล ในโครงการความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น เพื่อบูรณาการข้อมูลพันธุกรรมมนุษย์และเชื้อก่อโรค เพื่อประยุกต์ใช้ในการควบคุมวัณโรค “Integrative Application of Human and Pathogen Genomic Information for Tuberculosis Control” โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้โปรแกรม Science and Technology Research Partnership for Sustainable Development (SATREPS) จาก Japan International Cooperation Agency (JICA) และ Japan Agency for Medical Research and Development (AMED) ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 ถึงปัจจุบันว่า โครงการดังกล่าว นักวิจัยจากประเทศไทยและญี่ปุ่นได้ร่วมกันพัฒนาให้เกิดการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำหรับตรวจหาลักษณะทางพันธุกรรมของมนุษย์และเชื้อวัณโรค เพื่อช่วยให้การวินิจฉัยวัณโรคมีความแม่นยำและรวดเร็วขึ้น สามารถเลือกใช้ยาและปรับขนาดยาต้านวัณโรคให้เหมาะสม เกิดประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับผู้ป่วยวัณโรค และลดอาการไม่พึงประสงค์จากยาต้านวัณโรค โดยทีมวิจัยได้ค้นพบปัจจัยเสี่ยงพันธุกรรมที่เป็นความเสี่ยงในการป่วยวัณโรค และได้ค้นพบกลไกการป้องกันการติดเชื้อวัณโรค

อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้ข้อมูลว่า ในการวิจัยมีการศึกษาอยู่ 3 ประเด็น คือ 1.การวิจัยจะเป็นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเฉพาะการตรวจทางพันธุกรรมทั้งของคนไทยและเชื้อวัณโรคมาทำการวิจัยว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้คนไทยบางคนติดเชื้อวัณโรคแล้วไม่ป่วย เพราะคนที่ติดเชื้อวัณโรคในประเทศไทยคาดว่ามีถึง 20 ล้านคน แต่มีเพียงแค่ 10% เท่านั้นที่จะป่วยเป็นวัณโรค โดยงานวิจัยครั้งนี้จะศึกษาว่ายีนอะไรที่มีผลทำให้คนป่วยหรือไม่ป่วย

2.ประเทศไทยยังประสบปัญหาเกี่ยวกับวัณโรคดื้อยา ในกรณีนี้จะมีการตรวจยีนของเชื้อวัณโรคว่ามีปัจจัยอะไรทำให้เกิดวัณโรคดื้อยา และสามารถสำรวจได้ว่าเชื้อวัณโรคสายพันธุ์ใดที่มีการระบาดในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาผู้ป่วยวัณโรคและการควบคุมวัณโรคในประเทศไทย

และ 3.ยารักษาวัณโรคเป็นยาที่ต้องกินติดต่อกันเป็นเวลานาน และมีหลายครั้งที่การรักษาวัณโรคไม่ประสบความสำเร็จ คนไข้หลายคนเสียชีวิตจากสาเหตุการแพ้ยา ซึ่งหากเราทราบยีนของเชื้อวัณโรคหรือยีนของผู้ป่วยก็จะสามารถนำมาวิเคราะห์ได้ว่าผู้ป่วยคนใดมีโอกาสแพ้ยา นำไปสู่การปรับเปลี่ยนขนาดยาวัณโรคได้อย่างเหมาะสม

“งานวิจัยทั้งสองชิ้นได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ รวมทั้งได้ศึกษาข้อมูลรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของเชื้อวัณโรค จนทราบปัจจัยพันธุกรรมของเชื้อวัณโรคที่ส่งผลต่อการดื้อยาต้านวัณโรค และการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกันและผลต่อการรักษาไม่เหมือนกัน” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ บอกและว่า นอกจากนี้ทีมนักวิจัยยังได้ศึกษาและพัฒนาวิธีการตรวจยีนย่อยยาต้านวัณโรคที่มักเป็นสาเหตุของอาการข้างเคียงตับอักเสบจากการกินยาต้านวัณโรค Isoniazid รวมไปถึงการพัฒนาวิธีการวัดระดับยาต้านวัณโรคในเลือดของผู้ป่วย เพื่อช่วยให้การรักษาวัณโรคมีประสิทธิภาพมากที่สุด ลดจำนวนผู้ป่วยที่ได้ผลข้างเคียงจากการใช้ยาและเพิ่มโอกาสรักษาหายของผู้ป่วยวัณโรคในประเทศไทย โดยองค์ความรู้ที่ได้จากโครงการนี้จะนำไปสู่การปรับแนวทางการวินิจฉัยและรักษาวัณโรคของประเทศไทย

สำหรับโครงการความร่วมมือนี้ คุณหมอโอภาส บอกว่า จะก่อให้เกิดการพัฒนาบุคลากร ระบบห้องปฏิบัติการนวัตกรรมในการให้บริการตรวจหาลำดับเบสทั้งจีโนมของเชื้อวัณโรคด้วยเทคนิควิเคราะห์ลำดับเบสรุ่นใหม่ (Next Generation Sequencing) เป็นแห่งแรกของประเทศไทย สามารถตรวจเชื้อวัณโรคได้อย่างรวดเร็ว และการเปิดให้บริการตรวจยีนย่อยยา N-Acetyltransferase 2 (NAT2) เพื่อป้องกันอาการตับอักเสบจากการแพ้ยาต้านวัณโรค ซึ่งหน่วยบริการสาธารณสุขที่สนใจสามารถติดต่อกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อส่งตรวจได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้