วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ส่องก้าวต่อไปของสหรัฐฯ กับวิกฤติชัตดาวน์นานสุดรอบ 24 ปี

ส่องก้าวต่อไปของสหรัฐฯ กับวิกฤติชัตดาวน์นานสุดรอบ 24 ปี

  • Share:

ภาวะชัตดาวน์บางส่วน หรือหน่วยงานรัฐบาลจำนวนหนึ่งไม่มีงบประมาณ ในสหรัฐฯ กำลังจะย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยที่ยังไม่มีทีท่าว่า วิกฤติครั้งนี้จะคลื่คลายไป เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่สามารถประนีประนอมกับฝ่ายเดโมแครตเรื่องงบประมาณการสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสถานการณ์นี้ขึ้น

กำแพงกั้นชายแดนสหรัฐฯ และเม็กซิโก

*การชัตดาวน์ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นได้อย่างไร?

การชัตดาวน์ครั้งล่าสุดนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 21 ของประเทศ และครั้งที่ 3 ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ เริ่มต้นขึ้นหลังจากสภาคองเกรสสหรัฐฯ ไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวมาใช้แทนกฎหมายเดิมที่จะหมดอายุในวันที่ 21 ธ.ค. 2561 ได้ ทำให้หน่วยงานรัฐบาลราว 25% ต้องเข้าสู้ภาวะชัตดาวน์นับตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. เป็นต้นมา

สาเหตุที่ทำให้ร่างกฎหมายใหม่ไม่ผ่านมติจากสภาคองเกรสก็เพราะ ความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีและพรรคเดโมแครต โดยนายทรัมป์ต้องการแบ่งบประมาณ 5,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับการสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก ทางใต้ของประเทศ แต่ฝ่ายเดโมแครตยืนกรานปฏิเสธและไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้กัน

*หลังจากนี้สหรัฐฯ จะก้าวไปในทิศทางใด

ตอนนี้ชาวอเมริกันทั่วประเทศกำลังรอให้รัฐบาลก้าวไปข้างหน้า ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าตอนนี้ มีความเป็นไปได้ 3 อย่างที่จะเกิดขึ้นกับสหรัฐฯ หลังจากนี้ คือ

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ

1. ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยออกมาขู่ว่าเขาจะประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติเพื่อสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโกให้ได้ ซึ่งถ้าหากโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจประธานาธิบดีของเขาประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติจริง เขาก็สามารถได้รับสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างกำแพงของเขาผ่านทรัพยากรของของกองทัพ โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส ซึ่งอาจจะทำให้ถูกวิพากษณ์วิจารณ์ว่า ใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิดอย่างชัดเจน แต่นั่นจะเป็นจะเริ่มต้นของการต่อสู้ครั้งใหม่

เมื่อนายทรัมป์ร่างคำประกาศแล้ว เขาต้องแจ้งต่อสภาคองเกรสว่าเขากำลังจะใช้อำนาจอะไร จากนั้นคองเกรสมีสิทธิ์ทำให้คำประกาศเป็นโมฆะด้วยการลงมติในสภาสูงและล่าง แต่ในท้ายที่สุดก็ต้องให้นายทรัมป์เป็นผู้ลงนามมติอยู่ดี ซึ่งในสถานการณ์นั้นเขาคงไม่ลงนาม และทำให้เกิดการต่อสู้ทางกฎหมายระหว่าง 2 ขั้วอำนาจในรัฐบาลสหรัฐฯ คือรัฐบาล และรัฐสภา ซึ่งนายทรัมป์มีความได้เปรียบเพราะ กฎหมายว่าด้วยสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติปี 1976 (พ.ศ. 2519) ให้อำนาจแต่เพียงฝ่ายเดียวแก่ประธานาธิบดีในยามฉุกเฉิน และเคยมีกรณีตัวอย่างในอดีตมาแล้ว

ถึงตอนนั้นก็ขึ้นอยู่กับคำถามที่ว่า มีวิกฤติเกิดขึ้นจริงหรือไม่ นายทรัมป์อ้างว่า พลเรือนสหรัฐฯ กว่า 300 คนเสียชีวิตทุกสัปดาห์เพราะเฮโรอีน ที่กว่า 90% หลั่งไหลเข้าสหรัฐฯ จากชายแดนเม็กซิโก โดยผลการตรวจสอบของสำนักงานบังคับใช้กฎหมายต่อต้านยาเสพติดของเขาเองยืนยันเรื่องนี้ แต่เฮโรอีนส่วนใหญ่กลับเข้าประเทศผ่านทางท่าเรือถูกกฎหมาย ดังนั้นกำแพงบนดินของเขาก็อาจใช้ไม่ได้ผล

ขณะที่มีโอกาสน้อยมากที่นายทรัมป์จะได้รับการสนับสนุนจากพรรคของตัวเองในการใช้มาตรการเช่นนี้ เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังขยับเข้าใกล้การเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่ ในปี 2563 ซึ่งนาย มาร์โก รูบิโอ ส.ว.รีพับลิกันบอกกับสื่อเมื่อวันพธว่า พวกเราต้องระวังเกี่ยวกับการใช้อำนาจฝ่ายบริหารพร่ำเพรื่อ

นายชัค ชูเมอร์ กับ นางแนนซี เพโรซี เจ้าหน้าที่ระดับสูงในสภาคองเกรสของพรรคเดโมแครต

2. ทรัมป์มีข้อตกลงกับสภาคองเกรส

นี่คือทางออกที่หลายฝ่ายคาดหวังจะเห็นมากที่สุด แต่เมื่อวันพุธ การเจรจาระหว่างนายทรัมป์ กับนางแนนซี เพโรซี ประธานสภาพผู้แทนราษฎรสังกัดเดโมแครต และนาย ชัค ชูเมอร์ ประธานเสียงข้างน้อยของเดโมแครตในวุฒิสภา จบลงโดยประธานาธิบดีวอล์คเอาต์ออกจากที่ประชุม หลังจากฝั่งเดโมแครตยืนกรานไม่ให้งบฯ สร้างกำแพง

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ตอนนี้โอกาสเกิดข้อตกลงร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่ายดูเลือนลาง ตราบใดที่ทรัมป์ยืนยันจะสร้างกำแพง และเดโมแครตยังคงคัดค้าน แต่นายแอนโธนี ซูน์เชอร์ นักวิเคราะห์ของสำนักข่าวบีบีซี ระบุว่า ยิ่งการชัตดาวน์ดำเนินต่อไปนานเท่าใด ก็ยิ่งเป็นเรื่องยากที่นายทรัมป์จะรักษาเสียงสนับสนุนของตัวเขาในสภา

โดยตอนนี้มีส.ว.รีพับลิกัน 3 คนแล้วที่ออกมาเรียกร้องให้มีการออกฎหมายงบประมาณชั่วคราว เพื่อเปิดรัฐบาลอีกครั้งโดยไม่ต้องเพิ่มงบฯ สำหรับสร้างกำแพง ขณะที่การลงมติร่างกฎหมายเพื่อเปิดรัฐบาลของเดโมแครตในสภาพผู้แทนฯ ก็มีส.ส.รีพับลิกันร่วมโหวตเห็นชอบ 7 คน ซึ่งในอนาคตจำนวนเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะทั้งสองฝ่ายต่างกำลังหาทางฝ่าออกจากความยุ่งเหยิงครั้งนี้

ชาวอเมริกันออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลยุติชัตดาวน์

3. ชัตดาวน์ต่อไป

หากทรัมป์กับเดโมแครตยังคงยึดมั่นในจุดยืนของตัวเอง และไม่อาจประนีประนอมกันได้ การชัตดาวน์บางส่วนในครั้งนี้ก็จะดำเนินต่อไปอย่างแน่นอน และจะกลายเป็นการชัตดาวน์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศเมื่อถึงช่วงสุดสัปดาห์นี้ แซงสถิติเมื่อ 24 ปีก่อน หรือในปี 1995 ยุคประธานาธิบดี บิล คลินตัน ที่รัฐบาลชัตดาวน์ 21 วัน

*ตอนนี้สถานการณ์เลวร้ายแค่ไหน?

ผลกระทบของการชัตดาวน์ยิ่งนานจะยิ่งเลวร้าย เพราะโครงการต่างๆ จะมีงบประมาณจำกัด เช่นโครงการช่วยเหลือด้านอาหาร จะมีงบประมาณสำหรับใช้จ่ายไปถึงสิ้นเดือนก.พ.นี้เท่านั้น ขณะที่มีลูกจ้างรัฐบาลจำนวนมากที่ถูกพักงานหรือเลิกจ้างชั่วคราว

ส่วนลูกจ้างรัฐบาลที่มีหน้าที่สำคัญกว่า 800,000 คนต้องทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง และความไม่พอใจของพวกเขาก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากความกังวลในเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งค่าเช่าที่พัก, ค่าบัตรเครดิต และค่าอาหารที่ต้องกินในแต่ละวัน จนเริ่มมีการออกมาเคลื่อนไหว เช่นลูกจ้างสำนักงานจัดการความมั่นคงคมนาคมที่สนามบินต่างๆ ทั่วประเทศ เริ่มขอลาป่วยมากขึ้น ขณะที่สำนักงานป้องกันสิ่งแวดล้อมก็กำลังเตรียมจัด ‘วันลาป่วยแห่งชาติ’ เพื่อประท้วงการชัตดาวน์ครั้งนี้

ชาวอเมริกันออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลยุติชัตดาวน์

ขณะที่พนักงานสัญญาจ้างนับหมื่นคนที่จะไม่ได้รับค่าแรงย้อนหลังจากสภาคองเกรส กับธุรกิจเล็กๆ ที่ทำงานประสานใกล้ชิดกับรัฐบาลก็กำลังประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ซึ่งนายซูน์เชอร์กล่าวไว้ว่า

“บางทีการชัตดาวน์รัฐบาล ‘บางส่วน’ แต่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของชาวอเมริกันและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทั้งหมดครั้งนี้ อาจมีนัยสำคัญและกำลังขยายตัวใหญ่ขึ้นก็เป็นได้”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้