Thairath Logo
กีฬา

"ปาบึก" จ่อถล่ม เมืองคอนงดบิน เตือนคลื่นยักษ์ซัดฝั่ง "ในหลวง" ทรงติดตาม

Share :

อุตุฯคาด “ปาบึก” จ่อขึ้นฝั่งเมืองคอนเป็นจุดแรก ก่อนเคลื่อนตัวเข้าสุราษฎร์ฯ ระนอง และผ่านออกทะเล อันดามัน ยืนยันยังเป็นแค่พายุโซนร้อนไม่พัฒนาขึ้นเป็นไต้ฝุ่นหรือลดระดับลงเป็นดีเปรสชัน “จิสด้า” ชี้เป็นพายุใหญ่ในวงรอบ 15 ปี ห่วง “สตอร์ม เซิร์จ” ถล่ม พื้นที่ชายฝั่ง “บิ๊กตู่” ประชุมผู้ว่าฯ 16 จังหวัด ด้ามขวาน สั่งทุกหน่วยงานอย่าประมาทและไม่ตื่น-ตระหนก เผยในหลวง ร.10 ทรงติดตามและห่วงประชาชน ขณะที่ชาวแหลมตะลุมพุกหวั่นซ้ำรอยมหาวาตภัยแฮเรียต ด้านอุทยานฯทางทะเลทุกแห่ง สั่งห้ามบริษัททัวร์พานักท่องเที่ยวขึ้นเกาะเพื่อความปลอดภัย

หน่วยงานรัฐและเอกชนของไทยทุกภาคส่วน พากันตื่นตัวเตรียมพร้อมรับมือพายุโซนร้อนลูกแรกของปี 2562 ที่มีชื่อตามภาษาลาวว่า “ปาบึก” (PABUK) หลังกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนว่า พายุลูกดังกล่าวก่อตัวในทะเลจีนใต้ตอนล่าง คาดว่าจะเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวนและลงอ่าวไทยช่วงวันที่ 2-3 ม.ค. จากนั้นเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณรอยต่อระหว่าง จ.ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี ในช่วงค่ำวันที่ 4 ม.ค. ส่งผลกระทบต่อ 16 จังหวัดภาคใต้ ระหว่างวันที่ 3-5 ม.ค. ส่งผลให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง คลื่นสูง 3-5 เมตร ประชาชนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัยในแนวทิศทางพายุพัดผ่าน โดยเฉพาะริมชายฝั่งทะเลต้องอพยพเคลื่อนย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัยอย่างเร่งด่วน

พายุ “ปาบึก” จ่อขึ้นฝั่งเมืองคอน

ความคืบหน้าสถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก” เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 3 ม.ค. นายภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศพายุ “ปาบึก” (PABUK) ฉบับที่ 13 ว่า พายุโซนร้อน “ปาบึก” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่าง มีศูนย์กลางอยู่ห่างราว 500 กม. ด้านตะวันออกเฉียงใต้ จ.นครศรีธรรมราช หรือที่ละติจูด 6.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 104.3 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางราว 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อยอย่างช้าๆ คาดจะเคลื่อนลงอ่าวไทยในวันที่ 3 ม.ค. ตอนนี้พายุโซนร้อน “ปาบึก” กำลังเคลื่อนตัวด้วยความเร็วลดลง 3 กม./ชม. จากเดิม 10 กม./ชม. ขณะนี้พายุปาบึก เปลี่ยนทิศทางขยับเคลื่อนต่ำลงเล็กน้อย คาดว่าศูนย์กลางพายุจะขึ้นฝั่งในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่แรกในค่ำวันที่ 4 ม.ค. เมื่อขึ้นฝั่งจะมีฝนตกหนักมาก ปริมาณน้ำฝนสะสมใน 24 ชม. ปริมาณ 180-200 มิลลิเมตร

ยันเป็นแค่โซนร้อน-ไม่ใช่ไต้ฝุ่น

“จากการประเมินภาพดาวเทียมของประเทศ ไทย รวมถึงนักวิชาการต่างประเทศ วิเคราะห์ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65-70 กม./ชม. มีความเห็นตรงกันว่าพายุปาบึก ยังเป็นพายุโซนร้อน และยังไม่ได้พัฒนาเป็นพายุไต้ฝุ่น หรือลดเป็นพายุดีเปรสชัน ตามที่นักวิชาการหลายคนประเมินการณ์ว่าพายุปาบึกจะมีความเร็วลมสูงสุดถึง 100 กม./ชม. เมื่อพายุปาบึกเข้า จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นจะเคลื่อนตัวเข้า จ.สุราษฎร์ธานี ต่อด้วย จ.ระนอง และออกทะเล อันดามันไป สิ่งที่ควรระวัง หลายพื้นจะเกิดปรากฏการณ์ “สตอร์ม เซิร์จ” (Storm surge) ของคลื่นในทะเลที่ยกตัวสูงขึ้นประมาณ 3-4 เมตร จากการพัดของพายุปาบึก พัดขึ้นชายฝั่งตามแนวชายทะเล อย่างไร ก็ตามคิดว่าไม่น่าเกิดความเสียหายมากนัก เนื่องจากหน่วยงานในพื้นที่ได้อพยพประชาชนออกนอกพื้นที่แล้ว” นายภูเวียงกล่าว

หนักสุด 15 ปีห่วง “สตอร์ม เซิร์จ”

นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า จิสด้ากำลังประเมินการเกิดสตอร์ม เซิร์จ (Storm surge) หรือปรากฏการณ์คลื่นที่เกิดขึ้นพร้อมกับพายุหมุนโซนร้อน ส่วนใหญ่จะเกิดในพื้นที่ชายฝั่งที่ต่ำพวกป่าชายเลนหรือหาดทรายที่มีความละเอียดสูง สตอร์ม เซิร์จไม่เหมือนสึนามิ สึนามิมีคลื่นแค่ลูกเดียวใหญ่ยักษ์ อาจจะสูงถึง 10-20 เมตร พัดขึ้นมาและถอยคืนกลับไป ผลกระทบเพียงแค่ 10-15 นาทีเท่านั้น แต่ความเสียหายรุนแรงมาก ส่วนสตอร์ม เซิร์จ ความสูงของคลื่นไม่มากนัก แต่อาจจะอยู่ยาวนานถึง 10-20 ชั่วโมง พายุที่เกิดขึ้นขนาดนี้ วงรอบ 15 ปีถึงจะ มีสักครั้ง ก่อนหน้านี้ที่เป็นพายุใหญ่คือลินดา ก่อนหน้าลินดาคือพายุเกย์ ครั้งนี้ความรุนแรงจะสูสีกับลินดา แต่เนื่องจากมีอากาศเย็นจะคอยดันอยู่ ผลกระทบของพายุน่าจะเพียงแค่ จ.สุราษฎร์ธานี เลยขึ้นไปอาจจะมีเพียงฝนธรรมดาไปจนถึง จ.เพชรบุรี

“บิ๊กตู่” ประชุมเตรียมพร้อม

ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยัง ผวจ. 16 จังหวัดภาคใต้ และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสั่งการติดตามสถานการณ์เตรียมรับมือพายุปาบึก ใช้เวลา 30 นาที นายกฯกล่าวว่า วันนี้ทราบว่าทุกหน่วยงานเตรียมการเป็นอย่างดี ทั้งหมดต้องการให้ประชาชนคลายความวิตกกังวล คาดหวังไม่รุนแรงมากนัก ยืนยันรัฐบาลจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ใช้ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร เตรียมรับมือ 24 ชั่วโมง จากการรับฟังรายงานแต่ละหน่วยงานเตรียมการรับมือค่อนข้างครอบคลุมอยู่แล้ว ตอนนี้สถานการณ์ยังไม่เกิดขึ้นรุนแรง แต่อย่าประมาท เตรียมความพร้อมทั้งทางเส้นทางคมนาคม การสื่อสาร การตั้งศูนย์ประสานและประชาสัมพันธ์แต่ละจังหวัด การเตรียมไฟฟ้าสำรอง โดยเฉพาะโรงพยาบาลและสถานที่ราชการ ตรวจความแข็งแรงของอ่างเก็บน้ำและเขื่อน และต้องไม่พูดให้ประชาชนตื่นตระหนก

เผย “ในหลวง” ทรงห่วงใยประชาชน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอทุกคนยึดแนวทาง หรือพระราโชบายของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรงรับสั่งไว้ว่าการทำงานใดๆก็ตาม ต้องมีการจัดทำแผนงาน แผนเผชิญเหตุต่างๆให้ครบถ้วน เมื่อถึงเวลาเราจะสามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ต้องมีแผนหลัก แผนรอง ทำให้ครบ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทรงพระราชทานความห่วงใยมายังทุกคน ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งไว้ว่า เราไม่สามารถบังคับธรรมชาติได้ แต่เราต้องรู้เราจะอยู่กับธรรมชาติได้อย่างไร และสำคัญสุดที่ตนอยากเน้นย้ำคือทุกคนต้องปลอดภัยเป็นอันดับแรก ขอเดชะพระบารมีแผ่ไพศาลของสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ตลอดจนพระสยามเทวาธิราชและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องคุ้มครองให้คนในชาติของเราปลอดภัย ตนรู้ทุกคนหนักใจ ตนก็หนักใจ เพราะประชาชนคือเป้าหมายของเรา

“คมนาคม” วอน ประชาชนงดเดินทาง

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เผยถึงการเตรียมพร้อมรับพายุโซนร้อน “ปาบึก” ที่จะขึ้นฝั่งในพื้นที่ภาคใต้ว่า จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในภาคใต้ตอนบน และจากข้อมูลที่ระบุว่าเป็นพายุโซนร้อนที่มีความเร็วสูง อาจมีผลกระทบในการเดินทางของประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ดังนั้น ช่วงระหว่างวันที่ 3-5 ม.ค.นี้ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง หากเลี่ยงได้ขอแนะนำให้งดการเดินทาง ส่วนการเตรียมพร้อมของระบบคมนาคมต่างๆ กรมเจ้าท่าได้สั่งการให้ออกประกาศเตือนทุกท่าเรือที่มีการเดินทางรับส่งนักท่องเที่ยว และการเดินทางของประชาชนทั่วไปให้งดออกจากฝั่งเด็ดขาด ส่วนท่าอากาศยานในพื้นที่ ประกอบด้วย ท่าอากาศยานชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง นครศรีธรรมราช ให้เตรียมพร้อมรับมือ มีแผนเผชิญเหตุ และหากสนามบินใดมีประวัติเคยถูกน้ำท่วมสูงให้เตรียมพร้อมรับมือ ระบบระบายน้ำต่างๆ ให้สนามบินมีผลกระทบน้อยที่สุด

ขนคนออกจากแท่นเจาะน้ำมัน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพลังงาน ถึงการอพยพเจ้าหน้าที่ผลิตปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทยว่า ขณะนี้ได้อพยพเจ้าหน้าที่ออกจากแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมแล้วรวมทั้งสิ้น 2,635 คน เหลือปฏิบัติหน้าที่อยู่ 246 คน โดยพายุอยู่ห่างจากแท่นบงกช 500 กม. และได้พัดผ่านแท่นเมื่อเวลา 04.00 น.วันที่ 4 ธ.ค. ในส่วนของก๊าซธรรมชาติได้ลดกำลังการผลิตลง 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากเดิม 2,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่วนน้ำมันดิบลดลง 27,000 บาร์เรลต่อวัน จากเดิมมีการผลิตวันละ 100,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะเดียวกันยังหยุดผลิตปิโตรเลียมของแหล่งบงกชเหนือแล้ว ส่วนแหล่งบงกชใต้ได้หยุดซ่อมบำรุงตั้งแต่เดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา

สั่งสำรองพลังงานผลิตไฟฟ้า

ขณะที่การผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้มีมาตรการเฝ้าระวังสถานการณ์ทั้งในส่วนของสถานีผลิตไฟฟ้า ระบบส่งและการสำรองจากเชื้อเพลิงอื่นเพิ่มมากขึ้น ทั้งน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาเพื่อให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอ รวมถึงการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว ในปริมาณสูงสุด และได้จัดเตรียมอุปกรณ์หนักสำหรับแก้ไขปัญหาหากระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้า ได้รับความเสียหายจากพายุ นอกจากนี้ในเรื่องของน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม กระทรวงพลังงานสั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันและจัดส่งให้เพียงพอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์พายุ ในส่วนก๊าซหุงต้มมีปริมาณเพียงพอต่อการใช้ของประชาชน

กสทช.กำชับเครือข่ายสื่อสาร

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ได้กำชับไปยังค่ายมือถือ รวมถึงผู้ประกอบการวิทยุ และผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ทุกรายให้ดูแลโครงข่าย และเตรียมความพร้อมด้านการสื่อสารตามแผนภัยพิบัติเพื่อรับมือพายุโซนร้อนปาบึก ที่จะเข้าสู่อ่าวไทยช่วงวันที่ 3-5 ม.ค.นี้ และให้ศูนย์สายลมประสานงานสมาคมวิทยุสมัครเล่นในพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการสื่อสาร กรณีเกิดเหตุภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยพิบัติสามารถติดต่อสื่อสารได้ เพราะระบบสื่อสารนับเป็นสิ่งจำเป็นมากในภาวการณ์เกิดเหตุภัยพิบัติ

ทัพเรือพร้อมส่งเรือหลวงช่วย

ที่ท่าเรือแหลมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี กองทัพเรือจัดตั้งหมู่เรือเฉพาะกิจบรรเทาสาธารณภัยทางทะเล มอบหมายให้เรือหลวงอ่างทองและเรือหลวงมกุฎราชกุมาร พร้อมอากาศยาน 2 ลำ ชุดปฏิบัติการพิเศษ 28 นาย และชุดแพทย์สนาม เตรียมความพร้อมของเรือ กำลังพล ยุทโธปกรณ์ และทีมแพทย์ในการออกไปช่วยเหลือประชาชนในภาคใต้ หากเกิดผลกระทบจากพายุโซนร้อนปาบึกที่คาดว่าจะเคลื่อนตัวผ่านปลายแหลมญวน เข้าสู่อ่าวไทยและขึ้นฝั่งระหว่าง จ.สุราษฎร์ธานี กับ จ.นครศรีธรรมราช ใน ช่วงวันที่ 4-5 ม.ค. ทั้งนี้ หากเกิดภัยพิบัติพร้อมออกเดินทางจากท่าเรือแหลมเทียนเข้าสู่ จ.นครศรีธรรมราช ภายใน 15 ชั่วโมง

ตร.ระดมกำลังช่วยพื้นที่เสี่ยง

พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร.โฆษกตร. เป็นประธานประชุมด่วนผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับหน่วยงานต่างๆของตำรวจ เกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์พายุปาบึก โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้สั่งการไปยังหลายจังหวัดที่อยู่ในข่ายเสี่ยงให้เตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่อไป ขณะที่ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.ตชด. สั่งการด่วนให้หน่วยในพื้นที่เตรียมความพร้อมในการระดมสรรพกำลัง ยานพาหนะ เครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องมือในการดำรงชีพเป็นกรณีเร่งด่วนทันที รวมถึงการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินประชาชนในพื้นที่เกิดเหตุพร้อมเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที

“นครศรีฯ” พร้อมรับมือภัยพิบัติ

ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงสายวันเดียวกัน นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผวจ.นครศรีธรรมราช กล่าวภายหลังประชุมเตรียมความพร้อมรับมือพายุโซนร้อน “ปาบึก” ว่า จ.นครศรีธรรมราช อาจจะได้รับผลกระทบทั้ง 23 อำเภอ โดยเฉพาะ 6 อำเภอที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลทุกจุดเสี่ยง สั่งให้อพยพประชาชนไปยังศูนย์อพยพที่ปลอดภัย ทั้งโรงเรียน สถานที่ราชการต่างๆ หรือศูนย์อพยพที่ท้องถิ่นจัดเตรียมไว้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศ และประกาศเตือนภัยได้ที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา https://www.tmd.go.th หรือสายด่วน 1182 ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ยังได้มีคำสั่งให้ผู้บริหารโรงเรียนทุกแห่งใน จ.นครศรีธรรมราช ประกาศปิดโรงเรียนในวันที่ 4 ม.ค. ตามความเหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและผู้ปกครอง เนื่องจากพายุปาบึกจะพัดขึ้นฝั่งที่ จ.นครศรีธรรมราช ค่อนข้างแน่นอน และสั่งให้ทุกโรงเรียนเปิดเป็นศูนย์อพยพของประชาชนที่อพยพมาจากพื้นที่ชายฝั่งทะเลด้วยแล้ว

หลายอำเภอเร่งอพยพวุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา บรรยากาศท้องฟ้าใน จ.นครศรีธรรมราช มืดครึ้ม ฝนตกหนักบ้างเบาบ้างสลับกันตลอดเวลา ขณะที่คลื่นลมในทะเลอ่าวไทยมีคลื่นลมแรงขึ้นเรื่อยๆ น้ำทะเลเริ่มมีสีขุ่น โดยที่ อ.สิชล เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานเข้าช่วยเหลืออพยพชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงภัยชายหาดทะเลบ้านฝายท่า หมู่ 1 ต.ทุ่งใส และพื้นที่ติดริมทะเลอ่าวไทย กว่า 600 ครัวเรือน รวมประมาณ 2,000 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก ผู้หญิง คนชรา และผู้ป่วยติดเตียง ไปยังศูนย์พักพิงผู้อพยพตามจุดต่างๆที่ปลอดภัยแล้ว ในหมู่บ้านเหลือชาวบ้านที่เป็นคนหนุ่มคอยเฝ้าหมู่บ้านจนกว่าเหตุการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่หมู่บ้านปากดวด หมู่ 1 ต.กลาย อ.ท่าศาลา ราษฎรที่อาศัยริมทะเลในหมู่บ้านกว่า 100 คน เร่งอพยพไปพักอาศัยใน ร.ร.บ้านพังปริง ส่วนที่ ต.ปากนคร อ.เมืองนครศรีธรรมราช พื้นที่ติดริมทะเลอ่าวไทย เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและมูลนิธิต่างๆ อพยพชาวบ้าน 2,000 คนในพื้นที่เสี่ยงภัยไปอยู่ที่ ร.ร.ท่านครญาณวโรภาส เช่นกัน

“แหลมตะลุมพุก” เงียบเหงา

เมื่อช่วงเที่ยงวัน ที่หมู่บ้านแหลมตะลุมพุก ต.แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช พื้นที่เสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากพายุปาบึกเป็นจุดแรก ชาวบ้านเริ่มอพยพไปอยู่ที่ศูนย์กีฬาเทศบาลเมืองปากพนัง และสถานที่ปลอดภัยที่ทางราชการเตรียมไว้ ชาวบ้านยังร่วมมือร่วมใจกันช่วยขนย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรทัศน์ ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า ด้วยรถกระบะ รถเข็น รวมทั้งขนย้ายรถ จยย. มาเก็บไว้ที่หอประชุม ร.ร.ราชประชานุเคราะห์ 2 อ.ปากพนัง ห่างจากชายทะเลแหลมตะลุมพุก ราว 2 กม. ขณะที่ความสูงของคลื่นบริเวณชายหาดแหลมตะลุมพุก ยังคงอยู่ที่ระดับ 1-2 เมตร แต่น้ำทะเลหนุนสูงมากขึ้นกว่าในช่วงเช้า ชายหาดมีเศษกิ่งไม้ซากสิ่งสกปรกถูกคลื่นพัดขึ้นมาเกยกลาดเกลื่อน กระแสลมพัดกระโชกแรงสลับเบา ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้ม แต่ไม่มีฝนตกลงมาแล้ว ขณะที่ร้านอาหารริมชายหาดทั้งหมดพากันปิดร้านหนีพายุ ทำให้บรรยากาศหาดแหลมตะลุมพุกเงียบเหงาไม่มีคนให้เห็นแม้แต่คนเดียว

ชาวบ้านผวาซ้ำรอย “แฮเรียต”

นายสมนึก ซ้วนลิ่ม อายุ 65 ปี ชาวบ้านแหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง เล่าย้อนอดีตวินาทีที่ “พายุแฮเรียต” พัดถล่มบ้านเรือนบริเวณแหลมตะลุมพุก จนพังพินาศเป็นหน้ากลองเมื่อปี 2505 และทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากว่า ขณะนั้นตนอายุประมาณ 7-8 ขวบ สามารถจดจำและรับรู้ถึงมหันตภัยที่เกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ ก่อนเกิดพายุแฮเรียตพัดถล่มบ้านแหลมตะลุมพุก ในวันนั้นมีฝนตกลงมาตลอดทั้งวัน ท้องฟ้าสีแดงฉาน และมีลมกระโชกรอบทิศทางเหมือนกงจักร น้ำทะเลหนุนสูงขึ้นชายฝั่งกว่า 1 เมตร ไม่สามารถเดินออกไปชายหาดได้ สัตว์ทะเลจำพวกปลา กุ้ง หมึก ลอยขึ้นมาเกลื่อนชายฝั่งจำนวนมาก ช่วงที่พายุพัดถล่มเข้ามา มันน่ากลัวมาก พ่อแม่พาไปหลบในที่ปลอดภัย แต่บ้านของตนได้รับความเสียหายทั้งหลัง ยังจำภาพมหาวาตภัยในครั้งนั้นได้ติดตา และไม่อยากให้เหตุการณ์เกิดซ้ำรอยขึ้นมาอีก

ปิดสนามบินนครศรีธรรมราช

นายสุขสวัสดิ์ สุขวรรณโณ ผอ.ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า หลังทราบรายงานพายุโซนร้อนปาบึกจะเข้าพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ในวันที่ 4 ม.ค. ตั้งแต่เวลา 16.00-19.00 น. และจะมีฝนตกตลอดทั้งวันอาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อสายการบินที่จะทำการบินในวันดังกล่าว ดังนั้นสนามบินนครศรีธรรมราช ประกาศให้ทุกสายการบิน งดบินเข้าและออกสนามบินรวมทั้งสิ้น 24 เที่ยวบินเพื่อความปลอดภัย สำหรับสายการบินที่ทำการบินไปและกลับสนามบินนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย สายการบินนกแอร์ แอร์เอเชีย และไทยไลอ้อนแอร์

ส่งดาวเทียมสะกดรอย “ปาบึก”

ที่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 11 อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) องค์การมหาชน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้นำอุปกรณ์และเครื่องมือระบบดาวเทียมที่มีเทคโนโลยีสูง มาติดตั้งติดตามการเคลื่อนตัวของพายุโซนร้อน “ปาบึก” นำมาประมวลผลแบบเรียลไทม์ เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ปริมาณน้ำได้อย่างทันท่วงที จะได้แก้ไขสถานการณ์ภัยพิบัติได้ทัน ตามคาดการณ์ว่าพายุจะขึ้นฝั่งแถบ อ.หัวไทร และ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ในวันที่ 4 ม.ค. อาจจะมีฝนตกมากถึง 300 มิลลิเมตรในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช สิ่งที่น่ากังวลจะมีคลื่นลมทะเลที่ซัดเข้าฝั่งสูงขึ้น ถ้าพายุมีความเร็ว 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะทำให้คลื่นยกตัวสูงขึ้น 5 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง แต่สถานการณ์ล่าสุดได้อ่อนตัวลง คลื่นสูงเหลือประมาณ 4 เมตร

นทท.เผ่นออกจาก 3 เกาะดัง

ที่ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี นักท่องเที่ยวและประชาชนทยอยออกจากเกาะสมุยต่อเนื่อง หลังบริษัทได้ประกาศหยุดการเดินเรือเที่ยวสุดท้ายที่จะออกจากเกาะพะงัน-ดอนสัก เวลา 17.00 น. เกาะสมุย-เกาะพะงัน เวลา 12.00 น. และเกาะพะงัน-เกาะสมุย เวลา 14.00 น. ส่วนวันที่ 4 ม.ค. งดเดินเรือทั้งวัน และวันที่ 5 ม.ค. งดเดินเรือในเวลา 05.00-10.00 น. นางจรรยา เพชรชูกุล ผจก.บริษัทลมพระยา จำกัด เผยว่า มีลูกค้าจำนวนมากต้องการออกจากเกาะ สมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า เรือเร็วลมพระยา ได้เพิ่มเที่ยวเรือขนคนไปขึ้นฝั่งที่ท่าเรือลมพระยาตาปี ต.บางกุ้ง อ.เมืองสุราษฎร์ธานี และปากน้ำชุมพร จ.ชุมพร จนถึงเวลา 22.00 น. มีผู้โดยสารเต็มทุกเที่ยว

งดเที่ยว “สิมิลัน–หมู่เกาะสุรินทร์”

ในส่วนของอุทยานแห่งชาติทางทะเลในฝั่งอันดามัน ได้สั่งปิดการท่องเที่ยวเพื่อความปลอดภัยเช่นกัน น.ส.พรอุมา คงศรี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน อ.คุระบุรี จ.พังงา เปิดเผยว่า ได้สั่ง ปิดการท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯหมู่เกาะสิมิลัน วันที่ 4-5 ม.ค.นี้ ห้ามบริษัททัวร์นำเที่ยว รวมทั้งเรือท่องเที่ยวลงทะเลอย่างเด็ดขาดจนกว่าสภาพอากาศจะดีขึ้น เช่นเดียวกับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ อ.คุระบุรี นายพุธทพจน์ คูประสิทธิ์ หัวหน้า อช.หมู่เกาะสุรินทร์ กล่าวว่า เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สิน อุทยานฯหมู่เกาะสุรินทร์ ได้ปิดการท่องเที่ยวทางทะเลเป็นการชั่วคราว 2 วันเช่นกัน ที่ท่าเรือบ้านน้ำเค็ม อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ชาวประมงได้ทยอยนำเรือขนาดเล็กกลับเข้าฝั่ง ส่วนในพื้นที่ อ.ท้ายเหมือง และ อ.คุระบุรี เรือประมงพื้นบ้านกว่า 100 ลำ ได้จอดหลบคลื่นลมไว้ริมฝั่ง พร้อมทั้งเก็บอุปกรณ์หาปลาเตรียมพร้อมรับมือพายุปาบึกอาจเคลื่อนผ่านฝั่งอันดามัน

เร่งต้อนฝูง “ควายน้ำ” ขึ้นบก

จ.พัทลุง เกษตรกรผู้เลี้ยงควายน้ำในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ได้ใช้เรือหางยาวทยอยต้อนฝูงควายของตนขึ้นไปพักอยู่ตามเนินดินและสร้างคอกควายชั่วคราว ริมถนนสายพัทลุง-ระโนด เนื่องจากเป็นที่สูงและน้ำท่วมไม่ถึง นายสมใจ เอ่งเซ่ง อายุ 51 ปี ชาวบ้านหมู่ 19 ต.ทะเลน้อย เผยว่า กลุ่มผู้เลี้ยงควายในเขตทะเลน้อย ได้ติดตามพยากรณ์อากาศและการประกาศเตือนของส่วนราชการอย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ เจ้าของควายที่เลี้ยงไว้บริเวณทุ่งทางดำ และคลองช้าง ต.ทะเลน้อย ประมาณ 1,000 ตัว พร้อมจะต้อนควายขึ้นไปหลบภัยตามถนนและเนินดิน ขณะนี้ก็มีเจ้าของควายน้ำได้ต้อนควายไปสร้างคอกชั่วคราวตามริมถนนหลายจุดแล้ว เพื่อป้องกันการเสียชีวิตของฝูงควายน้ำจากการเกิดน้ำท่วมฉับพลันจนไม่สามารถอพยพฝูงควายได้ทันท่วงที

ฝนหนักตกกระหน่ำปัตตานี

สภาพอากาศในพื้นที่ทั้ง 12 อำเภอ จ.ปัตตานี ท้องฟ้ามืดครึ้มมีเมฆดำปกคลุม และเริ่มมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง บางพื้นที่ฝนตกหนัก โดยพื้นที่ติดแนวชายฝั่งทั้ง 6 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.หนองจิก อ.ยะหริ่ง อ.ปะนาเระ อ.สายบุรี และ อ.ไม้แก่น ได้เร่งอพยพประชาชน โดยเฉพาะ ต.บางตาวา อ.หนองจิก ที่อยู่ติดทะเลอ่าวไทย มีคลื่นแรงซัดเข้าหาฝั่งส่วนกลางทะเลมีรายงานว่ามีคลื่นสูง 3-5 เมตร เสี่ยงภัยอันตรายจากอิทธิพลพายุปาบึก เพราะเคยเกิดวาตภัยถล่มพื้นที่แห่งนี้เมื่อปี 2553 มาแล้ว เจ้าหน้าที่เร่งอพยพประชาชนในพื้นที่หมู่ 1 และหมู่ 2 ต.บางตาวา รวมกว่า 1 พันครัวเรือน ไปอยู่ที่ศูนย์อพยพชั่วคราว ร.ร.ปทุมคงคาอนุสรณ์ อ.หนองจิก โดยมีเครื่องอุป–โภคบริโภค ยาเวชภัณฑ์ และมีพยาบาลดูแลผู้ป่วยใกล้ชิด ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ยังได้จัดกำลังเฝ้าระวังทรัพย์สิน และดูแลความปลอดภัยบ้านเรือนประชาชน เนื่องจากเกรงจะมีกลุ่มมิจฉาชีพเข้าไปขโมยสิ่งของ

อ่านเพิ่มเติม...
พายุปาบึกพายุโซนร้อนปาบึกคลื่นลมแรงข่าวหน้า1ข่าวทั่วไป