วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เศรษฐีเอเซียอื้อฉาว "ซีเอ็นเอ็น"เสนอมีชื่อบิ๊กป้อมด้วย

เศรษฐีเอเซียอื้อฉาว "ซีเอ็นเอ็น"เสนอมีชื่อบิ๊กป้อมด้วย

  • Share:

เปรมชัย-เสือดำ! พร้อมกระทิงแดง

ซีเอ็นเอ็นเปิดเผยเรื่องราวชีวิต 10 เศรษฐีอภิมหาร่ำรวยของภูมิภาคเอเซีย ประจำปี 2019 มีชื่อ “เฉลิม อยู่วิทยา” เจ้าพ่อกระทิงแดง เจ้าสัวเบียร์ช้าง เสี่ยเปรมชัย ที่ต้องคดียิงเสือดำ รวมทั้ง “ลุงป้อม-ประวิตร วงษ์สุวรรณ” เจ้าของวลีฮอตระเบิดระเบ้อ “นาฬิกายืมเพื่อนมา” ทั้งยังรายงานเรื่องราวชีวิตมหาเศรษฐีในอีกหลายประเทศของเอเซีย มีทั้งอินเดีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย ฯลฯ และ “แจ๊ก หม่า” ผู้สร้างตำนาน “อาลีบาบา” กระหึ่มโลก

เมื่อตอนสายวันที่ 3 ม.ค. ตามเวลาในเมืองไทย เว็บไซต์ “ซีเอ็นเอ็น” รายงานเรื่องราวชีวิตจริงมหาเศรษฐีเอเซียในหัวข้อ : 10 กลุ่มบุคคลน่าสนใจ (และร่ำรวย) ภูมิภาคเอเซียประจำปี 2019 -- Real Life Crazy Rich Asians : The 10 Most Interesting (and Richest) Asians of 2019 มีรายชื่อบุคคลทั้งนักธุรกิจและบุคคลทางการเมืองหลายรายที่มีเรื่องอื้อฉาว รวมทั้งคนไทยจำนวนหนึ่ง ไล่ตั้งแต่นายเฉลิม อยู่วิทยาและครอบครัว ชาวไทยเจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มบำรุงกำลังแบรนด์ “กระทิงแดง หรือ Red Bull” ที่ระบุว่าถือครองทรัพย์สินราว 21,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือราว 693,000 ล้านบาท และซีเอ็นเอ็นยังรายงานเรื่องราวเกี่ยวกับนายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทลูกชายนายเฉลิม ที่เผชิญข้อกล่าวหาคดีขับรถเฟอร์รารีสีดำชนตำรวจนายหนึ่งเสียชีวิตเมื่อช่วงปี 2555 แต่นายวรยุทธได้หลบหนีคดีไปต่างประเทศ

ซีเอ็นเอ็นยังรายงานถึงอภิมหาเศรษฐีไทย คือนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริษัทไทยเบฟเวอเรจ และเจ้าของเบียร์ช้าง ว่า ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 17,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือราว 574,200 ล้านบาท ทั้งยังมีชื่อนายเปรมชัย กรรณสูต ชาวไทย ประธานบริหารบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ถือครองทรัพย์สินราว 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือเกือบ 8,000 ล้านบาท โดยซีเอ็นเอ็นรายงานด้วยว่า นายเปรมชัยก็อยู่ระหว่างเผชิญข้อกล่าวหาล่าสัตว์สงวนเสือดำในพื้นที่อุทยานแห่งชาติจังหวัดกาญจนบุรี ที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวเมื่อช่วงเดือน ก.พ.ปี 2561 และยังอยู่ระหว่างถูกดำเนินกระบวนการทางกฎหมาย

นอกจากนั้น ซีเอ็นเอ็นยังรายงานถึงพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ว่ามีมูลค่าถือครองทรัพย์สินทั้งหมดไม่เปิดเผย และตกเป็นข่าวอื้อฉาวกรณีการครอบครองนาฬิกาหรู 9 เรือน โดยไม่มีการแสดงอยู่ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ส่วนมหาเศรษฐีจากแวดวงธุรกิจอื่นๆในเอเซีย ได้แก่ ตระกูลพี่น้องอัมบานี ชาวอินเดีย เจ้าของธุรกิจหลากหลาย เริ่มตั้งแต่ธุรกิจสิ่งทอ ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ถือครองทรัพย์สินมูลค่า 47,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือกว่า 1.5 ล้านล้านบาท นายลี เบียง-ชูล และครอบครัว ชาวเกาหลีใต้ เจ้าของธุรกิจซัมซุง ถือครองทรัพย์สินมูลค่าราว 40,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือราว 1.34 ล้านล้านบาท นายหม่า ฮัวเต็ง ชาวจีน เจ้าของธุรกิจ “เทนเซนต์” และ “วีแชต” (WeChat) ถือครองทรัพย์สินราว 35,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือราว 1.16 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ ซีเอ็นเอ็นยังกล่าวถึงนายแจ็ก หม่า ชาวจีนเจ้าของและผู้ก่อตั้งกลุ่มธุรกิจ “อาลีบาบา” ว่า ถือครองทรัพย์สินทั้งหมดราว 34,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.14 ล้านล้านบาท นายโช หยาง โฮ และครอบครัว ชาวเกาหลีใต้ เจ้าของธุรกิจสายการบิน “โคเรียน แอร์” และกลุ่มบริษัทฮานจิน ถือครองทรัพย์สินมูลค่าราว 225 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 7,425 ล้านบาท

ซีเอ็นเอ็นยังรายงานถึงมหาเศรษฐีน่าสนใจอีกหลายคนของเอเซีย อาทิ ครอบครัวฮาร์โตโน เจ้าของธุรกิจยาสูบในอินโดนีเซีย ถือครองทรัพย์สิน 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ร่ำรวยที่สุดในอินโดนีเซีย นายทาดาชิ ยานาอิ ชาวญี่ปุ่น เจ้าของธุรกิจเสื้อผ้ายูนิโคล่ เจแบรนด์และธีออรี่ของญี่ปุ่น ถือครอง ทรัพย์สิน 19,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ครอบครัวกว็อค ชาวฮ่องกง เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ถือครองทรัพย์สิน 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ครอบครัวคู ชาวเกาหลีใต้ เจ้าของธุรกิจแอลจี ถือครองทรัพย์สิน 8,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และนายลิม ก๊อก เธย์ ชาวมาเลเซีย เจ้าของกิจการ “เกนติ้ง กาสิโน” ถือครองทรัพย์สิน 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน บุคคลในแวดวงการเมืองเอเซียที่อยู่ในกลุ่มมหาเศรษฐีด้วย อาทิ นายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ถือครองทรัพย์สินราว 850 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 28,050 ล้านบาท นายลี เมียง-บัค อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ถือครองทรัพย์สินราว 23.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 780 ล้านบาท นายโจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ถือครองทรัพย์สินราว 349 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 11,517 ล้านบาท นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ผู้นำญี่ปุ่น ถือครองทรัพย์สินราว 41 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1,353 ล้านบาท

ทั้งนี้ การสำรวจความมั่งคั่งของบุคคลในภูมิภาคเอเซียเกิดขึ้นภายหลังจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด “Crazy Rich Asians” หรือ “เหลี่ยมโบตัน” ที่มีเนื้อหาเรื่องราวเกี่ยวกับความร่ำรวยของชาวเอเซียครอบครัวหนึ่งในสิงคโปร์ ออกฉายทั่วโลกเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ชมชาวโลก ทั้งยังสอดคล้องกับข้อมูลนิตยสารฟอร์บส์ ระบุมหาเศรษฐีของโลกราว 1 ใน 3 อยู่ในพื้นที่ภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก และคาดการณ์ว่า ภายในปี 2020 หรือ 2563 ภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกจะมีมหาเศรษฐีชุมนุมอยู่มากที่สุดของโลก

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้