วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เหลียวหลังแลหน้า อนาคตยางพาราไทย

เหลียวหลังแลหน้า อนาคตยางพาราไทย

  • Share:

“ย้อนหลังไป 15 ปีก่อน ยุทธศาสตร์ยางพาราบ้านเราถูกวางไว้ดีแล้ว แต่งานวิจัยของคณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กลับพบว่า วันนี้การขยายพื้นที่ปลูกยางเพิ่ม แต่ผลผลิตต่อไร่ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น ปี 2545 ผลผลิตอยู่ที่ไร่ละ 283 กก. 10 ปีถัดมา กลับเหลือแค่ไร่ละ 263 กก.”

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า นี่คือความล้มเหลว

เพราะเรามุ่งแต่ขยายพื้นที่ปลูก ไม่เน้นการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น แล้วไม่ได้วางแผนเรื่องของผลผลิตยางที่ออกมา จะขายให้ใคร ขาดเรื่องการตลาด...ทั้งๆที่กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นเหมือนกันว่า ต้องใช้การตลาดนำการผลิต

ณ วันนี้ เราผลิตยางออกมาเยอะเกิน และตรงกับประเทศในกลุ่ม CLMV ผลิตยางได้มากขึ้น หนำซ้ำบ้านเราไม่เคยดูด้านตลาด...นอกบ้านผลิตเพิ่มเข้ามาอีก เลยทำให้ราคาต่ำอย่างทุกวันนี้

ปัจจัยหลักที่ทำให้ยางราคาตก มีอยู่ 3–4 อย่าง

อันดับแรกเศรษฐกิจโลก อุตสาหกรรมที่ใช้ยางมากที่สุด 70% เป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ แต่ต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลก ถ้าเศรษฐกิจโลกดี คนซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้น ยางใช้มากขึ้น

อันดับต่อมา 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันลดลง อเมริกา จีน ยุโรป และญี่ปุ่นหันไปใช้ยางสังเคราะห์แทนเพราะราคาถูกกว่า ยางธรรมชาติ

“จีนเป็นประเทศอันดับหนึ่งในการผลิตยางสังเคราะห์ หากทำให้คุณสมบัติใกล้เคียงกับยางธรรมชาติมากที่สุด ได้เมื่อไหร่ จีนจะไม่ซื้อยางจากไทย อนาคตบ้านเราเป็นอย่างไร ไม่อยากจะนึกถึง”

ปัจจัยอีกอย่าง บ้านเราใช้ยางในประเทศน้อยมาก แค่ 14% หรือ 600,000 ตัน อีก 86% ขายต่างประเทศ หากเปรียบเทียบกับมาเลเซีย ใช้ภายในประเทศ 35–50% นี่คือความแตกต่าง

อีกท้ังการกำหนดราคา เราให้จีนและสหรัฐฯเป็น ผู้กำหนดราคายาง ถ้าเขาไม่ซื้อเรา วิกฤติแน่นอนต้องหา วิธีกระจายยางไปยังตลาดอื่นบ้าง...เช่น อินเดีย ที่มีประชากร 1,300 ล้านคน รถยนต์มากกว่าจีน

“ส่วนราคาในอนาคต เสี่ยงมากสำหรับคนพูด เคยพูดแล้วก่อนหน้านี้ ไม่ตรงใจนักการเมืองสมัยนั้น ที่บอกว่าราคายางจะสูงขึ้น แต่เราบอกแล้วว่าราคาตก ดังนั้นขอใช้ตัวเลขของธนาคารโลก อีก 5 ปีข้างหน้า ราคายาง กก.ละไม่เกิน 2 เหรียญ หรือไม่เกิน 60 กว่าบาท ปัจจุบันเหลือ 30-40 กว่าบาท เหตุผลที่เราควรเชื่อ ธนาคารโลก เพราะการผลิตยางของโลกยังไม่ได้ลดลง”

รศ.ดร.อัทธ์ แนะเกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนตัวเองมาทำเกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่... สวนยางต้องลดลงส่วนหนึ่ง ไปทำเกษตรผสมผสานอย่างน้อย 20%

ลดพื้นที่แล้ว ปลูกอย่างอื่นจะขายใคร... ปัญหานี้มาจากเรายังไม่รู้วิธีจัดการให้ครบวงจร

อัทธ์ พิศาลวานิช.

“ควรนำโมเดลของมาเลเซียมาใช้ เขาลดพื้นที่ปลูกยาง 35-40% ไปปลูกอย่างอื่น ทำครบวงจร มีเงินสนับสนุนเกษตรกรแปรรูปสินค้า มันสำปะหลัง มะละกอ และหาตลาดให้นำสินค้าไปขายได้ แต่บ้านเราหยุดอยู่แค่ลดพื้นที่ปลูกเท่านั้นพอ ผลผลิตจะไปขายที่ไหนต่อยังไม่รู้เลย

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง ให้ข้อคิด...ยางพาราเป็นพืชแห่งความร่วมมือ แม้ตอนนี้ราคาจะตกต่ำเป็นวิกฤติ แต่ถ้ามองในมุมบวก นี่คือจุดที่ดีของการเริ่มต้นเปลี่ยนแปลง เกษตรกรต้องเปลี่ยนแปลงจากปลูกยางแบบเดิมๆ มาทำธุรกิจแปรรูปเพื่อการส่งออก

ณกรณ์ ตรรกวิรพัท.

“ภาครัฐ และ กยท. ต้องปรับตัว ถึงเราจะไม่ใช่คนรู้เรื่องการปลูกยาง แปรรูปยางมากกว่าชาวสวนยาง แต่เราต้องรู้ให้เท่าทันเกษตรกร คอยช่วยเหลือ ชี้แนะ ประคับประคองให้มาทำธุรกิจร่วมกัน ช่วยกันรวมกลุ่ม ยกตัวอย่าง กรณีทำหมอนยางพาราตอนนี้รวมกันได้ 40-50 สหกรณ์ กยท.ต้องหาออเดอร์ สร้างมาตรฐาน สร้างแบรนด์ขึ้นมาให้เหมือนกัน ไม่ใช่แก่งแย่งกัน ใครทำไม่ได้ ทำไม่ดี ต้องช่วยกันปรับปรุงให้ดีขึ้นและก้าวไปด้วยกัน

ตอนนี้มีหลายกลุ่มทำผลผลิตออกมาได้ดี ทั้งกลุ่มจีคอร์ป กลุ่มบูรพา ใน จ.ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด สร้างโรงงานแปรรูปขึ้นมา ขายเป็นผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นได้มากมาย ไม่ว่ารองเท้ายาง กระเป๋ายาง หุ่นยางเพื่อการศึกษา ผลิตออกมาให้มีคุณภาพเหนือกว่า ถุงมือยาง หรือถุงยางอนามัย ที่มีมาเลเซียครองตลาดโลกอยู่ เราถึงจะได้ส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น”

และจากการไปพบผู้ซื้อยางจากหลายประเทศ ผ่านการเปิดบูธจัดงานต่างๆ รวมทั้งเปิดขายผ่านทางโซเชียล และช่วยเจรจาติดต่อการค้าขายทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้น จากปีแรกๆขายได้เพียง 50,000 ตัน ปีที่แล้วขายกันไปได้ถึง 500,000 ตัน.

ทีมข่าวเกษตร

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้