วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'สนธิรัตน์' ลั่น พปชร.พร้อมเลือกตั้ง จ่อทำไพรมารีโหวตชื่อนายกฯในบัญชี

'สนธิรัตน์' ลั่น พปชร.พร้อมเลือกตั้ง จ่อทำไพรมารีโหวตชื่อนายกฯในบัญชี

  • Share:

"สนธิรัตน์" ลั่น "พลังประชารัฐ" พร้อมเลือกต้ัง 24 ก.พ.62 ยันมีเวลาพอหาเสียง ขออย่าดึง ครม.สัญจร เป็นประเด็นการเมืองมองพรรคได้เปรียบ ให้ดูประโยชน์ชาวบ้านเป็นที่ตั้ง กันจัดโต๊ะจีนระดมทุน 600 ขัดคำสั่ง คสช.สั่งฝ่าย ก.ม.พรรคเช็ก อย่ากังวลช่วงเวลา 4 รมต.ไขก๊อก เมื่อไหร่เมื่อนั้น เผยพร้อมชง กก.บห.ทำไพรมารีโหวตเลือกคนเป็นนายกฯ บัญชีพรรคแล้ว

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.61 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เดินทางเข้าพรรคเพื่อต้อนรับชาวบ้าน จ.สมุทรสาคร จำนวน 250 คน ที่มาสมัครเป็นสมาชิกพรรค นำโดย 3 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.สมุทรสาคร ได้แก่ นายอัครเดช สุวรรณชัย เขต 1 นายมาโนช เอี่ยมประเสริฐ เขต 2 น.ส.จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ เขต 3 และนายอุเทน ชาติภิญโญ ผู้สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ พร้อมเปิดรับเรื่องร้องเรียนปัญหาในพื้นที่ อาทิ กลุ่มประมงพื้นบ้านเรือเล็ก ร้องได้รับความเดือดร้อนจากการบังคับใช้กฎหมายประมง การต่อทะเบียนเรือ ปัญหาโรงงานอุตสาหกรรม และปัญหาพืชผลการเกษตร โดย นายสนธิรัตน์ รับปากจะนำปัญหาไปแก้ไขให้ทันเป็นของขวัญปีใหม่ เพราะนโยบายพรรคยึดโยงความต้องการประชาชน

นายสนธิรัตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนการหารือของแม่น้ำ 5 สาย กับพรรคการเมืองที่ประชุมยืนยันความชัดเจน เลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ.62 นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตามกำหนด พรรคจะได้เดินหน้าตามโรดแม็ป ซึ่งในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ พรรคจะมีการประชุมเพื่อคัดเลือกกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส่วนที่เปิดให้หาเสียงได้หลังมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ในวันที่ 2 ม.ค.62 นั้น สำหรับพลังประชารัฐแล้ว เวลาการหาเสียง 45 วันถือว่าเพียงพอ

ส่วนการลาออกจากตำแหน่งของ 4 รัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐนั้น นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า จะเกิดขึ้นเมื่องานต่างๆ แล้วเสร็จ อยากให้ดูที่พฤตินัยและผลงานในฐานะรัฐมนตรีของพวกเรามากกว่า ที่ผ่านมาก็ไม่มีการใช้ทรัพยากรของรัฐแต่อย่างไร อย่ากังวลใจกับตำแหน่งของพวกตนมากนักเลย ส่วนจะมีความชัดเจนก่อนวันที่ 2 ม.ค.62 หรือไม่นั้น เรื่องนี้ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค ได้พูดไว้แล้ว

นายสนธิรัตน์ กล่าวต่อว่า ในห้วงนี้ตนใช้เวลาการทำงานส่วนใหญ่ในต่างประเทศแทบทุกอาทิตย์ เนื่องจากขณะนี้ทุกคนทราบดีว่าปัญหาเศรษฐกิจระหว่างประเทศต้องได้รับการทุ่มเท ในการแก้ปัญหาการแข่งขันทางการค้าโลก และที่สำคัญเวลาเจรจากับต่างประเทศ ไม่ว่าประเทศใดเขาจะพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างย่ิงหากเปรียบเทียบกับเวียดนาม หลายประเทศต้องการค้าขายกับเวียดนามมากกว่าไทย เนื่องจากเวียดนามไม่มีเรื่องของภาษีทางการค้า ดังนั้นตราบใดที่ตนยังอยู่ในตำแหน่งสามารถเจรจาได้ตลอด เพราะไม่เช่นนั้นถ้าตนไม่อยู่เกิดสุญญากาศ อีก 5 เดือน แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้คือความลำบากใจของตน ดังนั้นตนถึงพูดอยู่เสมอว่า การตัดสินใจใดๆต้องมองหลายปัจจัย อย่ามองที่การเมืองเพียงอย่างเดียว เพราะถ้ามองแบบการเมืองเขาก็ต้องให้ตนออก แต่อีกทางหนึ่งก็ต้องมองด้วยว่า เวลานี้เราอยู่ตรงนี้เป็นประโยชน์หรือไม่

"ผมอยากให้เข้าใจที่พูดอย่างนี้ ถ้าเราออกนั้นมันง่าย แต่ส่ิงที่เราต้องทำนั้นมันมาก บางคนอาจถามว่าแล้วคนอื่นทำไม่ได้เหรอ ก็นี้มันปลายรัฐบาลแล้วจะไปทำอะไร จะให้ปรับ ครม.อย่างนั้นเหรอ ปรับคนใหม่แล้วจะมีเวลาหรืออย่างไร อันนี้ยกตัวอย่างเพราะเป็นเหตุผลทางการเมือง มาถามผมก็ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร เพราะตั้งแต่ตั้งพรรคพลังประชารัฐมา ผมมีการใช้ทรัพยากรของรัฐหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ลำบากมาก พอ 4 โมงครึ่งเย็นก็ต้องเปลี่ยนรถ เวลา 08.30-16.30 น.ก็ทำการเมืองไม่ได้เลย เมื่อวันที่พรรคประชุมภาคกลางมาเชิญไปตอนเที่ยง ผมก็บอกว่าผมไปไม่ได้ เพราะเรามองว่าจะต้องทำงานในฐานะรัฐมนตรีให้เกิดประโยชน์ และต้องขับเคลื่อนงานรัฐบาลหลายเรื่อง เช่น เศรษฐกิจฐานราก ซึ่งมาบอกว่าอันนั้นไม่ดีอันนี้ไม่ดี แล้วยังมาไล่ผมอยู่แบบนี้เหรอ" นายสนธิรัตน์ กล่าว

เมื่อถามว่า แสดงว่าปัจจัยทำงานให้รัฐบาล ทำให้ต้องคิดมากจะต้องลาออกได้เมื่อไหร่ นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า อย่างที่ตนพูดหลายครั้งแล้วว่า ขอดูประโยชน์การทำงานเป็นตัวตั้งด้วยและดูเงื่อนไขทางการเมือง และตนพูดเสมอว่าทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผลกัน

เมื่อถามว่า ทั้ง 4 รัฐมนตรี ได้พูดคุยกันหรือไม่ จะออกพร้อมกันเมื่อไหร่ นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ต้องพูดคุยกันอยู่แล้ว ส่วนช่วงเวลาที่เหมาะสมจะเป็นเมื่อไหร่นั้น ไม่ตอบแล้ว เพราะพูดอยู่ทุกวัน

ส่วนที่เราถูกวิจารณ์ว่า การร่วมประชุม ครม.สัญจร เป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นนั้น นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ถูกวิจารณ์ทุกเรื่องอยู่แล้ว แต่อยากให้ดูเนื้องาน ประเด็นทางการเมืองเกิดขึ้นได้ทุกวัน ครม.สัญจร คือลงไปดูแลประชาชน เพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ตรงนั้นให้ความเป็นธรรมกับ ครม.ด้วย ไม่ใช่มองการทำประโยชน์ให้กับประชาชนเป็นการหาเสียง อย่ามองแค่ว่าใครได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ แล้วหยิบมาเป็นประเด็นการเมือง

เมื่อถามถึงผู้ที่พรรคจะเสนอชื่อเป็นนายกฯ ในบัญชีพรรคพลังประชารัฐ นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า "ผมได้เสนอต่อที่คณะกรรมการบริหารพรรคแล้ว เสนอให้ทำไพรมารีโหวต กับรายชื่อที่เหมาะสมจะเป็นนายกฯ โดยให้สมาชิกพรรคทั่วประเทศแสดงความคิดเห็น เพราะคนที่จะได้รับเสนอชื่อเป็นนายกฯ ต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกพรรค ซึ่งทางกรรมการบริหารเองก็เห็นด้วย หรือถ้าทำได้ดีกว่านั้นก็อยากให้รับฟังเสียงประชาชนจากทั่วประเทศด้วยซ้ำ ว่าถ้าพรรคพลังประชารัฐมีผู้ที่เหมาะสมจะเป็นนายกฯ ตามรายชื่อดังนี้ ประชาชนจะคิดว่าใครเหมาะสมสุด เพราะพรรคนี้เป็นของประชาชนต้องฟังเสียงประชาชน ส่วนจะเสนอกี่ชื่อขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารพรรค เมื่อได้รายชื่อผู้ที่เหมาะสมแล้ว ถึงจะไปทาบทาม

เมื่อถามว่า เคยเปรยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ว่าพรรคพลังประชารัฐ จะขอทาบทาม หรือไม่ นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ไม่เคยเปรยและไม่รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเอากับเราด้วยหรือไม่ และจะเป็นนายกฯอีกหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังไม่ได้บอก และตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าประชาชนจะนิยมคนไหน ขอทำตามขั้นตอนของพรรคก่อน ถ้าทำไพรมารีโหวตเสร็จแล้ว ได้รายชื่อออกมา 3 อันดับ ต้องเรียงไปว่าถ้าอันดับ 1 ไม่เอาก็ต้องเป็นอันดับ 2 และอันดับ 2 ไม่เอาก็ต้องเป็นอันดับ 3 อันนี้คือหลักการทำงาน ไม่มีใครตอบได้ตอนนี้ว่าจะเอาใคร รับรองทันเดตไลน์แน่

เมื่อถามว่า ส่วนการจัดงานระดมทุนพรรค ในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ ตั้งเป้าไว้ที่ 600 ล้านบาทนั้น จะขัดคำสั่ง คสช.หรือไม่ นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ฝ่ายกฎหมายกำลังดำเนินการเรื่องนี้ ต้องดูว่าจะดำเนินการได้หรือไม่อย่างไร เราไม่มีเจตนาฝ่าฝืนใดๆ ทั้งสิ้น โดยเป็นเพียงการหาเงินเพื่อเตรียมผู้สมัครในอนาคต เรามองว่าการจะทำพรรคการเมืองจะต้องมีทุน จึงจำเป็นต้องจัดงานระดมทุนจากประชาชน เพื่อใช้ดำเนินการเรื่องต่างๆของพรรค โดยเราตั้งเป้าไว้ที่ 600 ล้านบาท 200 โต๊ะ โต๊ะละ 3 ล้านบาท ที่อิมแพค เมืองทองธานี



คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้