วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
นายกไซด์ไลน์

นายกไซด์ไลน์

โดย โจโจ้
8 ธ.ค. 2561 05:01 น.
  • Share:

สวรรค์ล่มไปแล้วสำหรับช้างศึกไทย หลังทำได้เพียงเสมอกับเสือเหลืองมาเลเซีย 2-2 ในการเตะรอบรองชนะเลิศศึกฟุตบอล “ซูซูกิคัพ 2018” แต่เมื่อนับผลรวมทั้ง 2 นัด เสมอกัน 2-2 แต่เราตกรอบด้วยกฎอเวย์โกลเสียประตูในบ้านตัวเอง

ถือเป็นความผิดพลาดหรือล้มเหลวที่สุด เพราะเป็นการชวดเข้าชิงชนะเลิศครั้งแรกในรอบ 6 ปี

ใครที่ดูเกมในวันนั้นหลายคนคงพยายามหาแพะและมุ่งเป้าไปที่ “เจ้ากอล์ฟ” อดิศักดิ์ ไกรษร ที่ยิงจุดโทษพลาดในช่วงทดเวลาบาดเจ็บพอดี เพราะถ้ายิงเข้าลูกนี้ทีมไทยก็จะทะยานเข้ารอบทันที

ซึ่งตรงนี้บอกเลยว่าใครไม่เจอกับตัวเองคงไม่รู้ว่าการยิงจุดโทษมีความกดดันแค่ไหน ไม่ว่าระดับโลกต่างก็เคยพลาดมาแล้ว และผมเองก็ไม่ได้ติดใจกับการยิงพลาดของ “เจ้ากอล์ฟ” เท่าไหร่ เพราะไม่ว่าใครต่างก็มีโอกาสพลาดได้ทั้งนั้น

จริงๆแล้วน่าจะไปโฟกัสไปที่เกมการเล่นมากกว่า ตั้งแต่นัดแรกที่เราออกมาเยือนมาเลเซียที่สนามบูกิต จาลิลแล้ว วันนั้นเราเล่นตั้งรับแบบหน้าโดนหลายครั้งไม่ค่อยเล่นเกมบุกให้เห็น เสมือนว่าขอแค่ผลเสมอก็พอแล้วทั้งที่ความจริงแล้วศักยภาพของนักเตะไทยไม่เป็นรองเลย

ทำให้นัดสองที่มาเตะในบ้านเราต้องเจอกับความกดดันต่างๆนานา เพราะเราจะเสมอแบบมีสกอร์หรือแพ้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด นั่นหมายถึงร่วงตกรอบทันที การเล่นในบ้านเราท่ามกลางกองเชียร์เยอะๆ ต้องยอมรับว่าบางครั้งก็มีแรงกดดันบ้าง ตรงข้ามหากนัดแรกเราเสมอแบบมีสกอร์ที่มาเลเซีย หรือคว้าชัยชนะกลับมารูปเกมจะแตกต่าง เรียกว่าเราเหนือไปเลย

จากความผิดพลาดล้มเหลวของช้างศึกไทยครั้งนี้ ทำให้ผมนึกย้อนไปถึงคำพูดของ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ประมุขลูกหนังตอนนี้ ที่เคยพูดไว้เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2560 หลัง “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง นำทีมชาติไทยแพ้ทีมชาติญี่ปุ่น 0–4 ในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกว่า “ใครไม่อาย แต่ผมอาย” ที่แพ้ญี่ปุ่น

ถ้าพูดตามเนื้อผ้าแล้วการพ่ายแพ้ญี่ปุ่นไม่น่าเสียหาย ต้องยอมรับว่าชื่อชั้นหรือศักยภาพเราห่างจากญี่ปุ่นมาก เขาก้าวไกลไปถึงฟุตบอลโลกแล้ว แต่เรายังแค่ลุ้นอยู่ตลอด เรียกว่าเดินตามหลังเขา แต่พอครั้งนี้เราตกรอบกลับบอกไม่อายรับได้เพราะเราเป็นนักเตะชุดเล็ก เฮ่อคิดแล้วกลุ้มแทนจริงๆ

ผมตงิดใจตั้งแต่การเดินทางไปเยือนมาเลเซียแล้วที่ต้องใช้เวลาเดินทางไกลกว่าที่เป็นจริง ทั้งที่น่าจะไปถึงแดนเสือเหลืองแค่ 1.30 ชม. กลับเป็นว่าเราต้องใช้เวลาถึง 4 ชม. กว่าจะถึง เพราะมัวไปเปลี่ยนเครื่องที่สมุยก่อน

มันสมควรหรือจำเป็นหรือไม่ที่ต้องใช้เวลาเดินทางยาวนานขนาดนี้

ความล้มเหลวครั้งนี้ทำให้ผมติดใจวลีเด็ดของท่านประมุขลูกหนังขึ้นมาทันที “ไซด์ไลน์” คำนี้ท่านเคยพูดไว้ว่าอาชีพตำรวจคือไซด์ไลน์ เอ! แล้วแบบนี้ตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลจะเป็นเหมือนกันหรือเปล่า

บอกตรงๆว่ากลัวเหลือเกินกับคำนี้ เพราะทุกสิ่งอย่างของสมาคมลูกหนังอยู่ในมือท่านแล้ว

จะทำอะไรก็ได้

เอาแค่ฟุตบอลไทยลีกตอนนี้ยังสาละวันเตี้ยลงเลย ยอดคนดูจากที่เคยล้นทะลัก โดยเฉพาะในแมตช์ใหญ่ตอนนี้ตรงกันข้าม แทบจะนับคนดูได้ เรียกว่าที่นั่งไม่มีแต่ที่นอนเพียบ แล้วแบบนี้แต่ละสโมสรจะอยู่ได้อย่างไร

นี่ยังไม่รวมถึงนโยบายใหม่ที่เปิดกว้างให้นักเตะในอาเซียนลงสนามได้อีกเพียบ ซึ่งเมื่อรวมกับนักเตะต่างชาติแล้ว เหลือคนไทยไม่กี่คนที่ลงสนาม แล้วแบบนี้ถือเป็นการพัฒนาบอลไทยตรงไหน

แถมบอลลีกภูมิภาคก็ทยอยปิดสโมสรลงเรื่อย ไม่รู้ฤดูกาลหน้าหรืออีกต่อไปจะเหลือกี่ทีม

รู้มั้ยครับกว่าฟุตบอลไทยกว่าจะมาถึงวันนี้ ทุกคนต้องฝ่าฟันกันเท่าไหร่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าสยามสปอร์ตคือคนจุดชนวนและมีส่วนทำให้ฟุตบอลไทยเติบโตและมีมูลค่าเท่าทุกวันนี้ เมื่อก่อนผมจำได้ดี ต้องจ้างตลกมาเล่นมีของรางวัลแจกทุกนัดเวลาที่มีการแข่งขัน ถึงขนาดนั้นคนดูยังน้อยเลย

แต่ก่อนหน้านี้เมื่อหลายปีก่อนคนดูแน่น ถึงตอนนี้ที่ท่านสมยศมานั่งบริหาร ทำไมคนดูจึงลดลงน่าคิดนะครับ

เฮ้อ! คิดแล้วกลุ้มใจแทนจริงๆ สำหรับฟุตบอลไทยต่อจากนี้.

โจโจ้

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้