วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
นโยบายขจัดความจน

นโยบายขจัดความจน

  • Share:

ผู้ที่ติดตามข้อมูลข่าวสารด้านเศรษฐกิจอาจจะงุนงงสงสัย ฝ่ายรัฐบาลโฆษณากรอกหูประชาชนอย่างต่อเนื่องในทำนองว่าเศรษฐกิจโชติช่วงชัชวาลย์ แต่ผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน ที่สะท้อนผ่านสำนักโพลเป็นระยะๆกลับพบว่าคนส่วนใหญ่รู้สึกว่าภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่น่าสงสัยว่าเศรษฐกิจของประเทศกับของประชาชนเป็นคนละเรื่องกัน

ผลการสำรวจความเห็นประชาชน โดยนิด้าโพล ที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนธันวาคม ถามว่าคิดอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย คนส่วนใหญ่ 61.92% บอกว่าภาพรวมเศรษฐกิจแย่ลง 27.12% มองว่าเศรษฐกิจเหมือนเดิม มีเพียง 10.96% ที่เห็นว่าเศรษฐกิจดีขึ้น และ 60.16% เชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง เพราะเชื่อมั่นต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

สอดคล้องกับการแถลงข่าวของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่บอกว่าจากการพบปะประชาชนใน กทม. ภาคใต้ และภาคกลางบางส่วน พบว่าประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต การค้าขายตกต่ำ ราคาพืชผลตกต่ำต่อเนื่องมาหลายปี คนต่างจังหวัดจึงหนักหนาสาหัสกว่าคน กทม. เพราะส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร

รัฐบาลแสดงความดีใจอย่างยิ่ง เมื่อตัวเลขจีดีพีของไตรมาสแรกของปี 2561 พุ่งทะยานขึ้นถึง 4% เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และคุยว่าปีนี้เศรษฐกิจจะโตกว่า 4% แน่นอน แต่เริ่มจะไม่มั่นใจ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก การส่งออกของไทยถดถอย เช่นเดียวกับการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์บางคนเตือนว่ามีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ผิดหวังตัวเลขเศรษฐกิจที่ขยายตัวดี แต่ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกว่าไม่ได้รับประโยชน์ เนื่องจากประโยชน์มหาศาลไปอยู่กับคนส่วนน้อย โดยเฉพาะบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล และใกล้ชิดกับการกำหนดนโยบาย นำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้น คนส่วนใหญ่จึงผิดหวัง

แกนนำของรัฐบาล คสช.เคยประกาศว่า รัฐบาลจะขจัดความยากจนให้หมดสิ้นภายในปี 2561 ซึ่งเหลืออยู่อีกแค่ไม่กี่วันก็จะสิ้นปี แต่ตัวเลขของรัฐบาลระบุว่าขณะนี้มีผู้มีรายได้น้อยถึง 14.5 ล้านคน ที่ขึ้นทะเบียนขอความช่วยเหลือจากรัฐ และรัฐบาลก็ทุ่มเงินแผ่นดินราว 3 หมื่นล้านบาท แจกกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และถูกวิจารณ์หาเสียงเลือกตั้ง

ไม่ต่างจากนโยบายประชานิยมลดแลกแจกแถม ที่รัฐบาล คสช.เคยโจมตีนักการเมือง และไม่มีใครเชื่อว่าจะแก้ไขความยากจน และความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ ปัญหานี้จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของทุกพรรคการเมือง จะต้องแข่งกันนำเสนอนโยบาย และมาตรการแก้ไขความยากจนและความเหลื่อมล้ำแบบมั่นคงยั่งยืน ไม่ต้องเอาเงินภาษีมาแจกอย่างไม่รู้จักจบสิ้น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้