วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เสียประวัติไหม? เจ้าบ้านล็อกคอฆ่าโจร ตร.ไม่สั่งฟ้อง แต่คดีจบไม่ง่าย

เสียประวัติไหม? เจ้าบ้านล็อกคอฆ่าโจร ตร.ไม่สั่งฟ้อง แต่คดีจบไม่ง่าย

  • Share:

เขาว่า “ความซวย” ไม่เคยปรานีใคร..

เรื่องนี้จริงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่ในวิจารณญาณของแต่ละคน

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุไม่คาดฝันกับครอบครัวหนึ่ง ที่จู่ๆ มี “แขกไม่ได้รับเชิญ” แอบย่องเบาเข้าบ้านหลังหนึ่ง ในซอยงามวงศ์วาน 18 ซึ่งเป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.นนทบุรี

เรื่องของเรื่องคือ บ้านหลังนี้ ไม่ค่อยมีคนอยู่ แต่เจ้าของบ้านจะมาอาศัยพักผ่อนเฉพาะช่วงเสาร์-อาทิตย์ เมื่อเจ้าของบ้านเปิดบ้านมา โอ้โห..สภาพบ้านถูกรื้อค้นกระจาย ด้วยความกลัวคนร้ายจะอยู่ในละแวกบ้านจึงรีบล็อกประตู

ที่ไหนได้ พอขึ้นบนบ้านกลับเจอ คนร้ายนอนหลับในห้องนอน มี “ปังตอ” วางข้างตัว แต่ระหว่างคว้ามีด คนร้ายตื่นและต่อสู้กัน ช่วงเหตุการณ์ชุลมุนคนร้ายตกบันไดบ้าน หนุ่มเจ้าของบ้าน ซึ่งอายุเพียง 23 ปี เข้าไปกอดรัดที่คอ เพราะกลัวคนร้ายไปหยิบอาวุธไว้ในครัว แต่..คนร้ายสิ้นใจตาย!

หนุ่มเจ้าของบ้านตกเป็นผู้ต้องหา “ฆ่าคนตายโดยเจตนา” แต่ยังเคราะห์ดีที่ตำรวจเจ้าของคดีบอกว่า “จะไม่สั่งฟ้อง” (อ่านข่าว คนร้ายดวงกุด! งัดบ้านเผลอหลับ เจ้าของดันกลับมา เกิดต่อสู้ เจอล็อกคอดับ)

ถึงแม้จะไม่สั่งฟ้อง..เรื่องก็ไม่ได้จบ หนุ่มเจ้าของบ้านคนนี้ยังต้องมีคดีติดตัว และยังต้องวนเวียนในการแก้ปัญหาชีวิตอีกแน่นอน

สิทธิการป้องกันตัว แบ่งเป็น 3 ส่วน ป้องกันชีวิต ทรัพย์สิน และสิทธิ​

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ อดีตตำรวจจอมเก๋า “วิสุทธิ์ วานิชบุตร” หรือผู้การวิสุทธิ์ อดีตรอง ผบช.ภ.9  ได้มาไขข้อข้องใจวิเคราะห์ถึงการ “พลั้งมือฆ่าคนตาย” แบบนี้ ตามหลักกฎหมายจะเป็นอย่างไรต่อไป

ผู้การวิสุทธิ์ อธิบายว่า หลักการป้องกันตัวในคดีอาชญากรรมนั้น มีการแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ประกอบด้วย

1. การป้องกันชีวิต ยกตัวอย่างเช่น มีคนจะเอามีดเข้ามาแทง ซึ่งเมื่อคนร้ายเข้ามาใกล้จวนตัวแล้วยิง แบบนี้ถือว่าป้องกันตัว

2. การป้องกันทรัพย์สิน เช่น มีโจรขโมยควาย พยายามจูงควายหนีข้ามฝั่งไปประเทศเพื่อนบ้าน แล้วเราเกิดไปยิงคนขโมยควายตาย

3. การป้องกันตามสิทธิ เช่น ยิงชู้ตายในขณะที่มีคนมาทำชู้ เคยมีคำพิพากษามาว่า “กระทำความผิด” แต่ไม่ต้องรับโทษ ก็เคยมี

“ในกรณีที่ 3 ยกตัวอย่าง มีชายคนหนึ่งมีธุระต้องไปทำงานที่ต่างจังหวัด แต่เกิดลืมของ จึงย้อนกลับมาที่บ้าน ปรากฏว่า เจอชู้กำลังมีอะไรกับเมีย (ตามกฎหมาย) เขาอยู่ เขาคว้าปืนมายิง แบบนี้เรียกว่าป้องกันตามสิทธิ แต่...หากชู้ทำกิจเสร็จแล้ว กำลังขับ จยย. หนี ชายคนนั้นหยิบปืนไปยิง แบบนี้อาจจะไม่ใช่การป้องกันสิทธิของตนเอง.. ขอย้ำว่าต้อง “ขณะทำชู้” เท่านั้น”

อย่างไรก็ดี การดำเนินคดีในลักษณะดังกล่าวถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฉะนั้น ต้องมีพยาน หลักฐานที่แน่นหนาจริงๆ ถึงจะทำให้รอดพ้นไม่ต้องรับโทษได้

ทุกการป้องกัน ต้องเริ่มต้นด้วยการละเมิดกฎหมายเสียก่อน

ย้อนกลับมาที่เคสหนุ่มเจ้าบ้านที่เกิดพลั้งมือฆ่าโจรเสียชีวิต ผู้การวิสุทธิ์ มองว่า อาจเข้าข่ายได้ 2 ลักษณะ คือ การป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน

“เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นการป้องกันตัวเองและทรัพย์สิน เพราะคนร้ายมีมีด “ปังตอ” อยู่ข้างตัว ซึ่งอาจจะเอามาทำร้ายเจ้าทรัพย์ได้

เฮ้ย! บ้านเราอยู่ๆ เข้ามาได้ไง การที่โจรเข้ามาในบ้านเราแบบนี้ ก็ถือว่าเข้าข่ายบุกรุก หากขโมยของก็เข้าข่าย “ลักทรัพย์” เมื่อเข้าไปเจอกัน เกิดการต่อสู้กัน แล้วเกิดพลั้งมือฆ่าตาย ก็จะอาจจะเข้าข่ายว่าเป็นการป้องกัน”

อดีตมือปราบดัง เน้นย้ำว่า ก่อนที่จะมีการป้องกันเหตุ ต้องมีการละเมิดต่อกฎหมายเสียก่อน เช่น จะมาฆ่า ขโมย หรือมีอะไรกับเมียเรา คือ คนร้ายก็ได้ทำความผิดกฎหมายก่อน ส่วนการป้องกันนั้นจะมีหลักการสำคัญ คือ

1. ต้องมีการละเมิดต่อกฎหมาย

2. ป้องกันตามสิทธิ เช่นป้องกันชีวิต ครอบครัว หรือ สิทธิ

3. การกระทำนั้นพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ เช่น มีเด็ก 5 ขวบ ถือดินสอจะมาแทงเรา พูดว่า “จะฆ่าให้ได้” แต่เรากลับเอาไม้ฟาดหัวเด็กตายเลย แบบนี้ถือว่าเกินกว่าเหตุ

ชีวิตหลังจากนี้ไม่ง่าย แม้ตำรวจไม่ติดใจ แต่กระบวนการยุติธรรมต้องสิ้นสุดที่ศาลเท่านั้น

กรณีนี้แม้ พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา “ฆ่าคนตายโดยเจตนา” แต่..จำเป็นต้องตรวจสอบหลักฐานให้ดีเสียก่อนว่า เข้าองค์ประกอบหรือไม่

ถ้าเข้าองค์ประกอบว่าเป็นการป้องกันตัว พนักงานสอบสวนก็จะต้องทำสำนวน โดยนำข้อเท็จจริงเขียนสำนวนส่งไปถึงอัยการ หากอัยการไม่สงสัยอะไร ก็จะนำเรื่องส่งศาล ศาลก็จะดูตามเหตุและผลที่เขียนมา หากศาลยก ทุกอย่างก็จบ

“มิใช่เห็นว่าคดีนี้เป็นการป้องกันตัว แล้วเขียนสำนวนเก็บไว้เฉยๆ ไม่ได้ เพราะการทำคดี หากเกิดสำนวนให้อัยการไปแล้ว อัยการเห็นแย้ง หรือมีความเห็นให้สอบสวนเพิ่มเติมก็ได้ ตำรวจก็ต้องไปสอบเพิ่มเติม..

แต่..ตราบใดที่ศาลยังไม่ตัดสิน เจ้าของบ้านก็ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และก็ไม่สามารถนำไปขึ้นทะเบียนประวัติอาชญากรรมได้ เพราะการจะลงทะเบียนประวัติอาชญากรรม คดีนั้นต้องถึงที่สุดเสียก่อน ยกตัวอย่างเช่น ศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ตัดสินจำคุก แต่ศาลฎีกา ยกฟ้อง แบบนี้จะไปลงทะเบียนประวัติอาชญากรรมได้อย่างไร”

อดีตตำรวจมือดี เน้นย้ำว่า หลักการสากลโดยกฎหมายประเทศไทย ตราบใดที่ศาลยังไม่ตัดสินเป็นที่สุด ก็ยังถือว่าผู้นั้นบริสุทธิ์ จนกว่าศาลที่เป็นที่สุดจะตัดสินว่าเขาผู้นั้นมีความผิดหรือไม่”

คำถามคือ ระหว่างที่อยู่ในกระบวนยุติธรรม เช่นนี้ ชีวิตของหนุ่มเจ้าของบ้าน จะมีผลกระทบหรือไม่ เพราะถือเป็นผู้ต้องหา ฆ่าคนโดยเจตนา ผู้การวิสุทธิ์ กล่าวว่า แน่นอน...ผู้ต้องหา คือ ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็น “อาญาแผ่นดิน” เขาก็ต้องต่อสู้ในกระบวนการศาล อาจต้องใช้เงินประกันตัว แต่ถ้าเขาปล่อยตัวไม่ต้องประกันก็ถือว่าโชคดี หรือ​ศาลอาจมีคำสั่งว่า “ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ” ก็อาจจะไปต่างประเทศไม่ได้ หรือมีคำสั่งห้ามไปยุ่งพยานหลักฐาน ซึ่งทุกอย่างดำเนินตามวิธีพิจารณาความอาญา แต่ก็ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ หรือว่าต้องให้รายงานตัวทุก 60 วัน กี่วัน เป็นต้น ซึ่งตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่าศาลจะลงเงื่อนไขเรื่องใด

อย่างไรก็ตาม ส่วนความคืบหน้าของคดีนั้น ทีมข่าวสอบถาม พ.ต.อ.อริยะ พันธุฟัก ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี เปิดเผยว่า ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐาน โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ส่วนจะสั่งฟ้องในข้อหา “ฆ่าคนตายโดยเจตนา” หรือไม่ เบื้องต้นก็คงยังไม่สั่งฟ้อง แต่ก็คงต้องรอรวบรวมพยานหลักฐานให้ดีเสียก่อน หลังจากนั้นก็จะทำสำนวนส่งไปยังอัยการตามขั้นตอนต่อไป

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้