วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
มาตรการช็อปช่วยชาติ

มาตรการช็อปช่วยชาติ

  • Share:

ปลุกกระแสการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีกลับมาอีกครั้งจากการประกาศก้องของนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว. คลัง เพื่อต้องการมอบของขวัญปีใหม่ให้แก่คนไทยที่เป็นคนชั้นกลางของประเทศ

ภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ได้อนุมัติวงเงินกว่า 38,000 ล้านบาท ช่วยเหลือประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 14.5 ล้านคนเป็นของขวัญปีใหม่ไปแล้ว

ในรอบนี้ก็ถึงคราวคนชั้นกลางที่เสียภาษีให้แก่รัฐบาลมากกว่า 10 ล้านคน จะได้รับของขวัญปีใหม่ ที่เคยได้รับเกือบทุกปีจากรัฐบาล “บิ๊กตู่” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ดำเนินการครั้งแรกเมื่อปี 2558 ระยะเวลา 7 วัน ระหว่างวันที่ 25-31 ธ.ค.2558

ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 14-31 ธ.ค.2559 รวมระยะเวลา 18 วัน

และครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 11 พ.ย.-3 ธ.ค.2560 เพิ่มระยะเวลาเป็น 23 วัน มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ทำให้ภาพรวมของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาคึกคักและเป็นที่จับตาของประชาชน รวมถึงนักช็อปมือเติบที่จะได้ใช้มาตรการช็อปช่วยชาติในการซื้อสินค้าที่จำเป็น

โดยข้อมูลล่าสุดจากรมสรรพากรระบุว่า มาตรการช็อปช่วยชาติปี 2560 มีคนใช้สิทธิลดหย่อนภาษีประมาณ 22,500 ล้านบาท ทำให้กรมสรรพากรสูญเสียรายได้ 1,800 ล้านบาท

แต่ขณะเดียวกันกรมสรรพากรก็มีรายได้จากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 245,244 ล้านบาท เพียงแค่ระยะเวลา 23 วัน จึงถือเป็นสิ่งเสพติดทางด้านเศรษฐกิจ เพราะผลลัพธ์ของมาตรการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า มีประชาชนจำนวนมากอยากได้ค่าลดหย่อน 15,000 บาทจากรัฐบาล

เนื่องจาก “มาตรการช็อปช่วยชาติ” ทั้ง 3 ครั้งในช่วง 3 ปี เปิดกว้างให้แก่สินค้าหลายชนิด เพียงแต่ผู้ขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจะต้องขอใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมาเป็นเอกสารประกอบการขอคืนภาษี ไม่สามารถใช้สลิปใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีอย่างย่อได้

โดยสินค้าที่เข้าข่ายมาตรการช็อปช่วยชาติ ต้องเป็นสินค้าร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ค่าอาหารและเครื่องดื่มจากร้านอาหาร หรือโรงแรมที่จดทะเบียน ผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม บริการนวดหน้า ค่าบริการ สปา ค่าซื้ออุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ อะไหล่รถยนต์ ค่าซ่อมรถที่มีการซ่อมแล้วเสร็จ และชำระค่าบริการ เป็นต้น

ส่วนค่าใช้จ่ายที่นำมาลดหย่อนไม่ได้ เช่น ค่าซื้อสุรา เบียร์ ไวน์ บุหรี่ น้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ ค่าแพ็กเกจทัวร์ท่องเที่ยว ค่าที่พักในโรงแรม ค่ารักษาพยาบาล ค่าซื้อทองคำแท่ง และค่าน้ำและ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ของเดือนก่อนที่มาชำระในช่วงของมาตรา และค่าซื้อแพ็กเกจทัวร์ไปต่างประเทศ และค่าใช้จ่ายที่ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น ค่าซื้อประกัน ชีวิต ประกันภัยรถยนต์ ค่าซื้อหนังสือ นิตยสารและตำราเรียน

ส่วน “ช็อปช่วยชาติ” ประจำปีนี้ (2561) รมว.คลัง ระบุว่า จะอนุญาตให้สินค้าเพียง 3 ชนิดที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ประกอบด้วย 1.ยางรถยนต์ 2.หนังสือและ e-Book และ 3.สินค้าโอทอป (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์) ภายในระหว่างวันที่ 15 ธ.ค.2561 จนถึงวันที่ 15 ม.ค.2562 รวม
ระยะเวลา 30 วันเท่านั้น ที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 15,000 บาท ซึ่งถือเป็นการขีดเส้นให้กับสินค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้เพียงหยิบมือเดียว

โดย “อภิศักดิ์” อ้างว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแล้ว ทำให้ความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ควรลดลง

ส่วนสาเหตุที่ยังต้องมีมาตรการ “ช็อปช่วยชาติ” เหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากยังมีสินค้าหรือคนบางกลุ่มที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล เช่น ยางพาราที่ราคาตกต่ำ รัฐบาลก็ต้องสนับสนุนให้ประชาชนใช้สินค้าจากยางพารามากขึ้น นั่นก็คือ ยางรถยนต์ เช่นเดียวกันสินค้าโอทอปที่ยังต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเหมือนกัน

แต่ทั้งหมดนี้ ก็อย่าเพิ่งดีใจ เนื่องจากมาตรการ “ช็อปช่วยชาติ” ไม่ใช่เป็นการลดราคาสินค้าได้ถึง 15,000 บาทอย่างที่หลายคนเข้าใจผิดในช่วงหลายปีที่แล้ว โดยสรุปผู้ที่ได้รับการลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้น จะขึ้นอยู่กับฐานภาษีของตัวเอง เช่น เสียภาษีอยู่บนฐาน 5% เมื่อซื้อสินค้ารวมเป็นมูลค่า 15,000 บาท จะสามารถลดหย่อนภาษีได้ 750 บาท หากเสียภาษีอยู่บนฐาน 10% จะนำมาลดหย่อนภาษีได้ 1,500 บาท แต่หากผู้เสียภาษีมีรายได้สุทธิ 5 ล้านบาทขึ้นไป เมื่อซื้อสินค้า 15,000 บาท จะลดหย่อนภาษีได้ 5,250 บาท

ดังนั้น ผู้ที่จะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า หากก่อหนี้จากบัตรเครดิต 15,000 บาท แล้วจะคุ้มค่ากับการนำมาลดหย่อนภาษีหรือไม่ เรื่องนี้ต้องไตร่ตรองให้ดีก่อนนะครับ.

วรรณกิจ ตันติฉันทะวงศ์
econ@thairath.co.th 

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้