วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ลองของหรู รีวิวซุปเปอร์คาร์เปิดประทุน Ferrari Portofino

ลองของหรู รีวิวซุปเปอร์คาร์เปิดประทุน Ferrari Portofino

  • Share:

Ferrari Portofino คือรถเปิดหลังคาที่ต่อยอดมาจาก Ferrari California T ตัวถังออกแบบใหม่หมดโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถเปิดประทุนในอดีตของค่ายม้าลำพอง ผสมผสานกับเทคโนโลยีใหม่ของระบบขับเคลื่อน งานดีไซน์ภายนอกและภายในที่ก้าวล้ำจากอิตาลี ห้องโดยสารกว้างขึ้น แชสซีใหม่ที่แข็งแกร่งขึ้น พร้อมระบบส่งกำลังที่ทำงานได้เร็วกว่าเดิม เครื่องยนต์ใหม่แบบ V8 วางตามยาวด้านหน้าขับเคลื่อนล้อหลังอัดอากาศด้วยเทอร์โบแปรผัน เป็น Ferrari เพียงรุ่นเดียวที่เป็นรถเปิดหลังคาแล้ววางเครื่องยนต์ไว้ด้านหน้า ซึ่งเป็นแนวทางของ Ferrari ในสายการผลิตรถสปอร์ตเปิดประทุนแบบ 4 ที่นั่ง

นับจาก Ferrari F40 ที่ติดตั้งระบบอัดอากาศเทอร์โบเพื่อบูสแรงบิดให้กับเครื่องยนต์ V8 ขนาด 3.0 ลิตร มาตรการที่เข้มงวดในด้านการปล่อยมลพิษของยุโรปทำให้ Ferrari ต้องปรับตัวแล้วหาทางเพิ่มกำลังเพื่อลดการปล่อย Co2 ด้วยการหันกลับไปหาระบบอัดอากาศเทอร์โบอย่างที่เคยใช้ หลังจากนั้น Ferrari California T และ Ferrari 488T ก็โผล่ออกมาดูโลกด้วยเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ ปัจจุบัน เครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่รุ่นใหม่ที่คว้ารางวัล International Engine of The Year 2018 ถูกวางลงในรถสปอร์ตรุ่น GTC4 Lusso T และ Portofino ทำให้รถเปิดหลังคารุ่นนี้ มีกำลังมากถึง 441 กิโลวัตต์ หรือ 600 แรงม้า บล็อก V8 เทอร์โบคู่มีปริมาตรความจุ 3,855 ซีซี วางทำมุม 90 องศา มีความกว้างกระบอกสูบ 86.5 มิลลิเมตร ช่วงชัก 82 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 9.45:1 ตัวเลขแรงบิดพุ่งทะยานไปถึง 760 นิวตันเมตร ในย่าน 3,000 - 5,250 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์ทวินคลัตช์ 7 สปีด เป็นระบบเกียร์ที่ถูกปรับให้เปลี่ยนอัตราทดได้เร็วขึ้น เพื่อการตอบสนองที่ดีขณะทำความเร็ว ตัวเลขสมรรถนะ เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 3.5 วินาที โดยมีสปีดความเร็วสูงสุด 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

Portofino เป็นชื่อเมืองที่สวยที่สุดเมืองหนึ่งในประเทศอิตาลี เป็นเมืองที่โด่งดังในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยว ท่าเรือสำหรับบริการนักท่องเที่ยวที่มีเสน่ห์ หลายปีที่ผ่านมา เมือง Portofino มีชื่อเสียงด้านความงดงามของทิวทัศน์ กิจกรรมกลางแจ้ง และความหรูหราที่แอบซ่อนไว้ สีในการเปิดตัวของรถรุ่นนี้ก็ใช้สีที่อุทิศให้กับเมืองนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็คือสี Rosso Portofino เจ้าม้าเปิดหลังคา Ferrari Portofino ราคา 20.9 ล้านบาทคันนี้ ได้รับการออกแบบจากสถาบัน Ferrari Design Centre เป็นรถที่มีดีไซน์ทันสมัยออกแนวดุดัน ตัวถังแบบ two-box fastback ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในกลุ่ม coupe-convertible ที่มีหลังคา retractable hardtop ไม่ว่าคุณจะเปิดหรือปิดหลังคามันก็ยังมอบความโฉบเฉี่ยวของรูปทรงโดยรวม เป็นรถเปิดประทุนที่มีลักษณะแบนและเตี้ย การออกแบบที่ดีทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ ไม่กระทบกับความหรูหราและความคล่องตัวแต่อย่างใดทั้งสิ้น

สำหรับมิติตัวถังของม้าป่าเปิดหลังคาได้รุ่นนี้ มีความยาว 4,586 มิลลิเมตร กว้าง 1,938 มิลลิเมตรและสูงแค่ 1,318 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,669 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อคู่หน้า 1,633 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อคู่หลัง 1,635 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,664 กิโลกรัม อัตราส่วนของตัวเลขการกระจายน้ำหนัก 46-54% การเป็นรถที่มีส่วนท้ายหนักกว่าด้านหน้าเล็กน้อยทำให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นคง ส่วนล้อและยางใส่แบบต่างไซส์หน้าเล็กหลังใหญ่ตามสไตล์ของรถขับเคลื่อนล้อหลังพลังสูง ล้ออัลลอยลายก้านด้านหน้าขนาด 8J x 20” ยัดยาง pirelli p zero ไซส์ 245/35 ZR20 ส่วนล้อหลังซึ่งเป็นล้อขับเคลื่อนมีขนาด 10J x 20” กับยางสปอร์ต pirelli p zero ไซส์ 285/35 ZR20 ใหญ่โตเต็มซุ้มล้อดูหล่อกันไป ระบบเบรกใช้จานเบรกแบบ Carbon-ceramic จานเบรกหน้าขนาด 390 mm x 34 mm พร้อมคาร์ลิปเปอร์เบรกแบบ 6 พอต จานเบรกหลัง 360 mm x 32 mm พร้อมคาร์ลิปเปอร์เบรกแบบ 4 พอต

หาดแม่พิมพ์ในจังหวัดระยองลากกันยาวไปจนถึงเนินคุ้งวิมานในจังหวัดจันทบุรี โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ไม่เหมือนกับเมือง Portofino เนื่องจากความพลุกพล่านของนักท่องเที่ยว คนท้องถิ่นของหัวเมืองชายทะเลแห่งนี้กำลังถูกดึงดูดโดยปิศาจสีแดงทั้งสองคัน นั่นก็คือ Ferrari Portofino และ Ferrari GTC4 Lusso T ที่ส่งเสียงคำรามแทบจะตลอดทาง หลังจากขับออกเดินทางจากโรงแรมแมริออตไปยังจุดชมวิวเนินคุ้งวิมานแล้วไหลกินลมชมวิวจนถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า เป็นโอกาสพิเศษในช่วงเวลาสั้นๆแค่วันเดียวที่ผมจะได้ทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์ซุปเปอร์คาร์ของแบรนด์ม้าป่าจากอิตาลี

ภายในสไตล์อิตาเลียนโทนสีดำเย็บตะเข็บด้วยด้ายสีแดง ไม่ว่าจะเป็นแดชบอร์ดคอนโซล แผงประตูและเบาะโดยสาร ล้วนตัดเย็บด้วยงานฝีมือชั้นสูงจากโรงงานในมาลาเนลโล ตำแหน่งของการนั่งขับเจ้า Portofino ค่อนข้างต่ำและให้ความรู้สึกโอบอุ้มจากเบาะไฟฟ้าคู่หน้า เบาะปรับทิศทางได้ละเอียดลออราวกับเก้าอี้ทำฟันกันเลยทีเดียว พวงมาลัยทรงสามก้านอุดมไปด้วยสวิตช์ปรับตั้งค่าต่างๆ เป็นพวงมาลัยหุ้มหนังสลับกับรอบวงทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่สวยงามและยึดจับได้ถนัดไม้ถนัดมือดีมาก หลังวงมีแป้นเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ Paddle Shift ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์แล้วยึดติดกับคอพวงมาลัยแบบตายตัว พวงมาลัยติดตั้งสวิตช์สตาร์ตเครื่องยนต์ ปุ่มสั่งงานด้วยเสียง ปุ่มรับหรือวางสายโทรศัพท์บลูทูธ ปุ่มปรับโหมดที่มีแค่ 3 แบบ คือ comfort / sport และ ESC off ปุ่มปรับโช้คอัพ สวิตช์ไฟหน้าและไฟเลี้ยว สุดท้ายก็คือปุ่มควบคุมการทำงานของใบปัดน้ำฝน 

ซุ้มมาตรวัด แดชบอร์ดและช่องแอร์ลดระดับอย่างลงตัวท่ามกลางหนังสังเคราะห์สีดำและด้ายตะเข็บคู่สีแดง คอนโซลกลางลดปุ่นลงจนเหลือแค่หน้าจอ touchscreen ขนาดใหญ่ที่ใส่ของเล่นมาให้อีกเพียบ มาตรวัดรอบทรงกระบอกสีเหลืองมีตัวเลขมาให้มากถึง 10,000 รอบต่อนาที ด้านซ้ายและขวาของมาตรวัดรอบสีเหลืองเป็นจอแสดงผล MID multi information display เช่น มาตรวัดความเร็ว การแจ้งเตือนอุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์ ระดับอุณหภูมิของระบบหล่อเย็น ระดับเชื้อเพลิงในถังและระยะทางที่สามารถวิ่งไปถึง อุณหภูมิภายนอกห้องโดยสาร และแจ้งเตือนการเปิด-ปิดประตู ห้องโดยสารตกแต่งด้วยหนังแท้ ตัดเย็บอย่างประณีต อะลูมิเนียมปัดเงา พร้อมคุณภาพงานประกอบระดับสูงปรี๊ด ช่องวางแก้วน้ำ ระบบนำทางด้วยดาวเทียมที่ใช้งานง่ายและค่อนข้างละเอียด เครื่องเสียง JBL พร้อมลำโพงคุณภาพดี ระบบควบคุมการทรงตัวเวอร์ชั่นล่าสุดและเฟืองท้ายไฟฟ้า Electronic Rear Differential แบบ (E-Diff 3) พร้อมระบบ F1-Trac เส้นด้านข้างตัวถังเมื่อนั่งขับไล่ระดับต่ำลงและเชื้อเชิญให้คนขับกับผู้โดยสารยื่นข้อศอกไปพาดกับขอบประตูและผ่อนคลายไปกับแสงแดดที่ร้อนแรงของชายทะเลในจังหวัดระยอง สวิตช์ปรับโหมดที่มีมาให้แค่ 3 โหมดขับเคลื่อน (comfort / sport/ ESC off) บ่งบอกว่ามันเป็น Ferrari ที่ไม่ได้ดิบเถื่อนเท่ากับรถของม้าลำพองในรุ่นอื่นๆ  

Ferrari Portofino ให้สัมผัสที่คล่องแคล่วว่องไวมากกว่าเดิม พวงมาลัยเบาสบายมือเหมาะกับคุณสุภาพสตรีเอวบางร่างน้อยไม่ว่าจะหมุนเพื่อถอยหลังออกจากที่จอดรถหรือเลี้ยวกลับลำมันก็คล่องทั้งนั้น พวงมาลัยไฟฟ้าแบบใหม่สื่อสารกับข้อมือของคนขับได้ดีเนื่องจากระบบไฟฟ้าที่ละเอียดอ่อนส่งถ่ายน้ำหนักที่พอดีกับความเร็วที่ใช้ เมื่อขับเร็วขึ้นพวงมาลัยจะปรับน้ำหนักให้หน่วงมือขึ้นอีกนิดเพื่อสร้างความรู้สึกที่มั่นคงไม่เบาหวิวจนน่ากลัวหรือหนักเกินไปจนคล้ายกับพวงมาลัยของรถบรรทุก! จุดเด่นที่ทำให้รู้สึกชอบก็คือความนุ่มนวลของช่วงล่างเมื่อวิ่งผ่านผิวถนนที่ไม่สม่ำเสมอ เครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบตอบสนองไปตามแรงกดของฝ่าเท้าออกแนวไวไปนิดแต่ก็ไม่ได้ไวเท่ากับ Ferrari GTC4 Lusso T ที่ถ่ายทอดระยะของแป้นคันเร่งในโหมดสูงสุดราวกับคนเป็นโรคเส้นประสาท

เมื่อกดปุ่มเปิดหลังคา หลังคาโลหะของ Portofino ก็พับเก็บอย่างเงียบเชียบด้วยระบบไฟฟ้าแสนกลที่มีจุดพับโคตรจะสลับซับซ้อน มันใช้เวลาพับหลังคานานประมาณ 19 วินาที Ferrari เคลมว่า คุณสามารถวิ่งไปแล้วกดสั่งงานให้หลังคาพับเก็บหรือกางออกเพื่อปิดได้ในสปีดความเร็วไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ไม่แนะนำให้ทำบ่อยๆเนื่องจากหลังคาที่กำลังกางออกมาจะต้านลมและอาจทำให้อายุการใช้งานของกลไกต่างๆ หดสั้นลง   

กำลังสูงสุดมากถึง 600 แรงม้า บวก อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม.ใน 3.5 วินาที ทำให้ Ferrari Portofino เป็นรถเปิดประทุนที่มีกำลังมากที่สุด เป็นจักรกลซุปเปอร์คาร์ที่ควบรวมข้อดีของหลังคาแข็งแบบ retractable ห้องเก็บสัมภาระและห้องโดยสารที่กว้างขวาง ที่นั่งเสริมด้านหลังอีกสองตำแหน่งนั้นเหมาะกับเด็กตัวเล็กๆมากกว่าจะให้คนที่มีรูปร่างสูงใหญ่เข้าไปนั่ง เบาะหลังเหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้นหรือเอาไว้วางกระเป๋าราคาแพงมากกว่า! ส่วนสมรรถนะของเครื่องยนต์ V8 turbo จาก Ferrari อันเลื่องชื่อ ซึ่งคว้ารางวัล International Engine of the Year ปี 2018 ไปสดๆ ร้อนๆ จากการลงคะแนนของสื่อมวลชนสายรถยนต์ทั่วโลก บ่งบอกถึงความสามารถในด้านการทำความเร็วและประสิทธิภาพของการใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี กลายเป็น Ferrari ที่ไม่ได้มีไว้แค่ขับเล่นในวันหยุดอีกต่อไป! 

เมื่อถนนโล่งผมก็เริ่มซนด้วยการเพิ่มความเร็วขึ้นทีละนิด มันกลายเป็นความประทับใจเมื่อมาขับ Ferrari อยู่ในชานเมืองชนบทที่สวยงาม ประสิทธิภาพของม้าลำพองถูกตอกย้ำด้วยพวงมาลัยที่ให้ฟิลลิ่งดีสุดๆ การทรงตัวที่มั่นคงจากการกระจายน้ำหนักและรูปแบบของระบบรองรับ เครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพโดดเด่นในด้านแรงบิด เป็น Ferrari ที่เหมาะกับการขับกินลมชมวิวเปิดหลังคามากกว่าจะซิ่งท้านรกและเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับเศรษฐีที่ชอบความสวยงามแต่ไม่ค่อยชอบขับเร็ว ถ้าคุณต้องการความเร้าใจ นอกเหนือไปจากพลังงาน 600 แรงม้า คุณจะต้องหาถนนที่ปราศจากรถราคับคั่งแล้วปลดปล่อยทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในรถรุ่นนี้ออกมาแบบหมดเปลือกในโหมด ESC off เมื่อกดคันเร่งจมลงไปที่พื้น อาการรอรอบมีแค่นิดเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นก็ต้องระวังให้ดีๆ เมื่อพลังงานทั้งหมดถูกปลดปล่อยออกมามันจะระเบิดตูมพร้อมๆ กับกระโจนพรวดไปข้างหน้าอย่างเร็วจี๋ เข็มวัดรอบและมาตรวัดความเร็วตวัดกวาดจนมองตามแทบไม่ทัน สปีดความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด เผลอแค่แวบเดียวมันก็ทะยานแตะ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไปแล้วและยังเหลือคันเร่งอีกเพียบให้กดต่อ ที่ 4,750 รอบต่อนาทีในเกียร์ 3 เจ้าปิศาจ Portofino อาจไม่ได้เร็วแบบขนหัวลุกเหมือน McLaren 720s หรือ Ferrari 488 Spyder แต่ก็เร็วจนทำให้คุณตาเหลือกได้ก็แล้วกัน! 

Portofino เป็นรถสปอร์ตที่สามารถลากรอบได้อย่างสาแก่ใจนักเลงรถเท้าหนัก เครื่องยนต์ดูเหมือนจะเทแรงบิดแบบไม่จบสิ้น เสียงท่อไม่ค่อยเพราะเท่าที่ควร ออกไปในแนวแหบพร่าและดังสนั่น โดยส่วนตัวผมกลับชอบเสียงท่อหวานๆ ของ GLC43 AMG เครื่องยนต์ V6 ทวินเทอร์โบมากกว่าเสียงสนั่นหวั่นไหวของท่อระบายท้ายใน  Portofino ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นรถเปิดประทุนสุดสวยของม้าลำพอง ในอดีต หากเป็นเครื่องยนต์ V8 รุ่นเก่าที่ไม่มีเทอร์โบ โดยเฉพาะเสียงท่อของ Ferrari F355 Spyder / Ferrari 360 Spyder และ Ferrari 430 Spyder คุณจะได้ยินเสียงท่อที่โคตรจะไพเราะเพราะพริ้งราวกับเสียงจากสวรรค์กันเลยทีเดียว แต่เสียงระเบิดปุงปังขณะเปลี่ยนเกียร์ก็ช่วยเพิ่มความเร้าใจให้กับเศรษฐีสูงวัยที่ยังคงมีจิตใจเป็นวัยรุ่นได้ดี 

ช่วงล่างของ Portofino เตี้ยลง 10 มิลลิเมตร สปริงแข็งขึ้นเล็กน้อย 15% แต่ไม่รู้สึกถึงความกระด้างเท่ากับ GTC4 Lusso T ขับสบายกว่ากันเยอะเมื่อผ่านผิวถนนที่ขรุขระซึ่งมีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ประสิทธิภาพของระบบรองรับที่ถูกเซ็ตมาให้นั่งสบายก้นแถมยังเกาะหนึบในโค้งมุมแคบ ตัวถังมีอาการโคลงตัวบ้างแต่ก็ถือเป็นเรื่องปกติของรถเตี้ยๆ ที่ขับผ่านทางไม่เรียบ เมื่อลองหวดเข้าโค้งแรงๆ แชสซีตอบสนองช้าไปนิด แตกต่างจาก Porsche 911 cabriolet ซึ่งมีแชสซีที่ไวโคตร เมื่อปรับให้ช่วงล่างแข็งสุด เจ้า Portofino ก็ตอบสนองได้ดีขึ้นแต่ก็ต้องแลกด้วยอาการกระด้างที่เพิ่มมากขึ้น การกวาดท้ายในโค้งเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ถ้าคุณมีฝีมือมากพอ ในย่านความเร็วสูง ช่วงล่างที่ถูกปรับจนแข็งสุดให้ความรู้สึกที่ดี ส่วนในย่านความเร็วต่ำก็แค่ปรับกลับมาในแบบปกติ มันก็จะกลายเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนที่นั่งขับได้อย่างนิ่มนวลราวกับ Mercedes S63 AMG Carbiolet เลยทีเดียว

เย็นมากแล้วบริเวณที่จอดรถแถบชายทะเลของที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า หลังจากขับกันมาทั้งวัน Ferrari Portofino เป็นรถสปอร์ตเปิดหลังคาที่สวยงามและมีการขับขี่ที่ดีใช้ได้ เครื่องยนต์มีพลังเหลือเฟือจนไม่มีถนนที่โล่งมากพอสำหรับการปล่อยม้าทั้ง 600 ตัวให้ออกมาเริงร่า เกียร์ทวินคลัตช์ 7 สปีดเหมาะกับการเทแรงบิดลงพื้นโดยเฉพาะการเปลี่ยนเกียร์นั้นไวขึ้นมาก พวงมาลัยไฟฟ้าแม่นยำและมีน้ำหนักที่ดีเยี่ยม เบรกก็ดีเนื่องจากใช้จานเบรกคาร์บอนเซรามิกพร้อมคาร์ลิปเปอร์หน้าแบบ 6 พอต ล้อ 20 นิ้วกับยางสปอร์ตของ pirelli p zero มีแรงยึดเกาะสูงมากบนถนนแห้งๆ แต่ถ้าเจอกับผิวถนนที่เปียกชื้น ยาง pirelli p zero ยังคงเป็นรอง michelin pilot sport cup 2 อย่างเห็นได้ชัด เป็น Ferrari ที่เพิ่มความนวลของระบบรองรับ รวมถึงการตอบสนองที่ดีของเกียร์และเครื่องยนต์ทำให้ควบคุมได้อย่างสบาย ขับช้าก็ได้ไปเร็วก็คล่อง จ่ายไป 20.9 ล้านบาทขนหน้าแข้งไม่หล่นสักเส้นละครับ!


ข้อมูลทางเทคนิค
เครื่องยนต์
ชนิด V8 – 90 องศา
ความจุ 3,855 ซีซี
กำลังสูงสุด* 441kW (600 แรงม้า) ที่ 7,500 รตน.
แรงบิดสูงสุด* 760 นิวตันเมตร จาก 3,000-5,250 รตน.
ความยาวตัวถัง 4,586 มม.
ความกว้าง 1,938 มม.
ความสูง 1,318 มม.
การกระจายน้ำหนัก 46-54% (หน้า-หลัง)
สมรรถนะ
ความเร็วสูงสุด >320 กม./ชม.
0-100 กม./ชม. 3.5 วินาที

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและตัวเลขการปล่อย CO2**
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 10.5 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร
Co2 245 กรัม ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร.


อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/



คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้