วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
มาร์คลอยลำ ชนะหยั่งเสียง ปชป.

มาร์คลอยลำ ชนะหยั่งเสียง ปชป.

  • Share:

ป.ป.ช.จ่อเลื่อน 2 ด.แก้ปมแจงทรัพย์สิน

“มาร์ค” ได้ไปต่อหัวหน้า ปชป. ผลการ หยั่งเสียงชนะ “หมอวรงค์” เกือบหมื่นแต้ม ตื้นตันใจขอบคุณสมาชิกขอเดินหน้าต่อ แต่มีคะแนนเสียถึง 3.2 หมื่น “ชุมพล” ชี้ทุกอย่างยุติบรรลุผลแล้ว “อิสสระ” เตือน คสช.อย่ายื้อเลือกตั้งไปเข้าทาง “แม้ว” “เกรียง” แจงเหตุชิ่งหนี พท. ซบ ทษช.เพื่อเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์ ไม่เกี่ยวขัดแย้ง “สุดารัตน์” อดีต ส.ส.กทม.ส่อตีจากอีกก๊วน “วรวัจน์” ปลื้มคนแพร่แห่เข้า ทษช. “หญิงหน่อย” ลุยเมืองสุพรรณฯตีปี๊บช่วย “ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ” ลูกชาย “เสี่ยตือ” ยื่นใบลาทิ้ง ชทพ. “นิกร” โอดเสียดายแต่เข้าใจ “วิษณุ” แย้มจับเข่า “วัชรพล” ถกตัวต่อตัว ปมแจงบัญชีทรัพย์สิน รับหลายคนติดปัญหารำคาญ-จุกจิก-ยุ่งยาก จ่อเลื่อนบังคับใช้ไปอีก 2 เดือน สนช.ขยับลุยกฎหมายภาษีที่ดิน

อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ยังอยู่ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ภายหลังคณะกรรมการหยั่งเสียงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดผลการนับคะแนนปรากฏว่า นายอภิสิทธิ์ เอาชนะคู่แข่งคนสำคัญอย่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เกือบหมื่นคะแนน

“มาร์ค” ได้ไปต่อหัวหน้า ปชป.

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 10 พ.ย. ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการประชุมคณะกรรมการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (กกต.พรรค) โดย ผู้สมัครหยั่งเสียงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคทั้ง 3 คนคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และนายอลงกรณ์ พลบุตร ร่วมหารือ ต่อมาเวลา 12.55 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคว่า รายงานผลของ กกต.พรรคสรุปผลการหยั่งเสียงว่า นายอภิสิทธิ์ได้ 67,505 คะแนน นพ.วรงค์ได้ 57,689 คะแนน และนายอลงกรณ์ได้ 2,285 คะแนน จากยอดผู้มาใช้สิทธิ 127,479 คน คิดเป็นร้อยละ 16 ของยอดสมาชิกพรรคทั้งหมดขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะในการหยั่งเสียง

“ชุมพล” ชี้ทุกอย่างยุติบรรลุผล

นายชุมพล กาญจนะ ประธาน กกต.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สาเหตุที่ไม่สามารถประกาศผลได้ทันที เพราะระบบไอทีประมวลผลล่าช้าในบางพื้นที่ ส่งผลต่อการรวมคะแนนและนับคะแนน ทั้งนี้ กกต.ทั้ง 5 คนทำงานเสร็จเมื่อเวลา 06.00 น. วันเดียวกันนี้ ก่อนจะเชิญผู้สมัครทั้ง 3 คนมาหารือเพื่อความรอบคอบ และทำความเข้าใจจนสามารถประกาศผลได้อย่างชัดเจน ส่วนเรื่องร้องเรียนต่างๆจะทำเป็นข้อสังเกตเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ ทุกอย่างถือว่ายุติและบรรลุผลแล้ว เชื่อว่าความสามัคคีภายในพรรคจะกลับมายิ่งกว่าเดิมแน่นอน

ขอบคุณสมาชิกขอเดินหน้าต่อ

จากนั้นผู้สมัครทั้ง 3 คนได้จับมือชูขึ้นเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะและกอดกัน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขอบคุณสมาชิกและผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ทุกคน ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการประวัติศาสตร์ของพรรคครั้งนี้ ทำให้คนไทยทั้งประเทศรับทราบถึงกระบวนการประชาธิปไตยภายในพรรค ถือเป็นสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นกับพรรคการเมืองไทย รู้สึกตื้นตันใจเวลาที่ได้เห็นหลายคนทุ่มเทและมีส่วนร่วม เห็นผู้สูงอายุเดินแทบไม่ไหวแต่ยังให้ลูกหลานประคองมาลงคะแนนหยั่งเสียงในครั้งนี้ ทั้งหมดเป็นกำลังใจให้กับพวกเราชาวประชาธิปัตย์เดินไปข้างหน้าต่อ

รอเข้าโหวตในที่ประชุมใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าการโหวตหยั่งเสียงครั้งนี้ มีคะแนนเสียที่ถูกตัดทิ้งไปถึง 32,462 คะแนน อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จำนวน 41 คนในที่ประชุมใหญ่วิสามัญวันที่ 11 พ.ย. ตามข้อบังคับพรรคมีองค์ประชุมผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนโหวต 305 คน ต้องได้รับเสียงสนับสนุนหรือผู้รับรองในที่ประชุมใหญ่เกินกึ่งหนึ่งคือ 153 คน เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค 5 คน ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ภาคต่างๆ เลขาธิการพรรค รองเลขาธิการพรรค และตำแหน่งต่างๆ

เตือนอย่ายื้อเกมเข้าทาง “แม้ว”

ด้านนายอิสสระ สมชัย อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำ กปปส. กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยใช้กลยุทธ์แตกเป็นหลายพรรคสู้ศึกเลือกตั้ง ว่า เป็นความฉลาดของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่รู้ทันเกมผู้ร่างรัฐธรรมนูญ รู้ว่าแม้คะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยยังมีมากดีกว่าทุกพรรค แต่ถ้ายังสู้แบบมีเพื่อไทยพรรคเดียว ต่อให้ได้คะแนนถล่มทลายก็ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อน้อย จึงใช้หมากแยกกันเดินแตกหลายพรรค เพื่อหวังคะแนนบัญชีรายชื่อเพิ่มเก้าอี้ในสภา เป็นหมากแก้ทางที่ชาญฉลาด ดังนั้น เมื่อนายทักษิณแก้ทางได้ จึงขอแนะนำว่า รัฐบาล คสช.ยิ่งต้องรีบจัดการเลือกตั้งตามโรดเเม็ป วันที่ 24 ก.พ.2562 ยิ่งปล่อยไว้นานเครือข่ายพรรคเพื่อไทยจะตั้งลำได้ ทำให้คนในรัฐบาล คสช.ที่จะก้าวมาเป็นผู้เล่นในเกมยิ่งลำบากกว่าเดิม ยิ่งยืดเวลายืดวันเลือกตั้งออกไปอีก จะเป็นเกมยากของรัฐบาล คสช.เข้าไปใหญ่

“เทือก” ประกาศตัวคู่แข่ง ปชป.

ช่วงเย็นวันเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย อดีตเลขาธิการ กปปส. และคณะ เดินทางไปยังพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เตรียมเดินคารวะแผ่นดินจาก อ.สุไหงโก-ลก ไปยัง จ.นครปฐม ระหว่างวันที่ 11-30 พ.ย. โดยนายสุเทพได้เข้าเยี่ยมนายล้อม ติ้งหนู อดีตหัวหน้าสาขาพรรคประชาธิปัตย์ เขต อ.สุไหงโก-ลก ในฐานะที่เคยร่วมงานกันมาก่อน มีกลุ่มสมาชิก กปปส.ที่ทราบข่าวเดินทางไปรอรับและมอบพวงมาลัย นายสุเทพได้กล่าวกับประชาชนให้มาสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมพลังประชาชาติไทยเยอะๆ และเลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ในสภา ส่วนกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชนะการหยั่งเสียงให้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ต่อไปนั้น ไม่ขอแสดงความยินดีเป็นพิเศษต่อนายอภิสิทธิ์ เพราะทราบอยู่แล้ว อยู่พรรคนี้มา 37-38 ปี รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ต่อไปนี้นายอภิสิทธิ์กับตนเป็นคู่แข่งกัน ถ้าเป็นฟุตบอลเป็นทีมที่เล่นคนละวิธี

“เกรียง” แจงเหตุชิ่งหนีเพื่อไทย

นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยไปร่วมงานพรรคไทยรักษาชาติ ว่า เหตุผลการตัดสินใจเป็นไปตามเงื่อนไขกฎหมาย ที่ทำให้พรรคซึ่งได้ ส.ส.ระบบเขตเลือกตั้งเยอะ จะไม่ได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ เมื่อตั้งใจจะลง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จึงจำเป็นต้องย้ายไปพรรคที่เน้น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่ออย่างพรรคไทยรักษาชาติ ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นนอมินีกันนั้น ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยกับพรรคไทยรักษาชาติไม่เกี่ยวข้องกัน เป็นการตัดสินใจส่วนตัว เมื่อถามว่าสาเหตุที่แกนนำพรรคเพื่อไทยลาออกเพราะมีความขัดแย้งกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรค นายเกรียงกล่าวยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง การทำงานที่ผ่านมาไม่มีความขัดแย้ง เพราะทำงานร่วมกันก็กินข้าววงเดียวกัน จะทะเลาะกันได้อย่างไร

อดีต ส.ส.กทม.ส่อตีจากอีกก๊วน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยยังมีความกังวลต่อกระแสข่าวการยุบพรรค แม้ขณะนี้สมาชิกจำนวนมากยังยืนยันอยู่ กับพรรคเพื่อไทย แต่มี ส.ส.บางส่วนแสดงความคิดเห็นว่าควรย้ายพรรคเพื่อความปลอดภัย และในส่วนของอดีต ส.ส.กทม.ฝั่งตะวันออก ที่มีความใกล้ชิดกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อาทิ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะย้ายไปร่วมงานกับพรรคไทยรักษาชาติ

“วรวัจน์”ปลื้มคนแพร่แห่เข้า ทษช.

ที่สำนักงานพรรคไทยรักษาชาติ ต.ทุ่งกวาว อ.เมืองแพร่ มีการเปิดรับสมัครสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติเป็นวันแรก มีชาวบ้านจาก 8 อำเภอในพื้นที่ มาสมัครเป็นสมาชิกจำนวนมาก นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แกนนำพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจมากที่ชาว จ.แพร่ แห่มาสมัครกันแบบล้นหลาม ยอดสมาชิกเกือบพันคนแล้ว ที่สำคัญคือชาวบ้านรู้กฎกติกาการสมัคร ต้องเสียค่าสมัครคนละ 100 บาท ชาวบ้านต่างประสงค์และพอใจที่จะเดินทางมาสมัครด้วยตัวเอง ส่วนนโยบายของพรรคขณะนี้ยังประกาศไม่ได้ เพราะยังติดเงื่อนไข คสช.อยู่ แต่พรรคจะนำเอาระบบเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบเศรษฐกิจให้ก้าวไกล และทุกระบบสามารถเชื่อมโยงได้ คาดว่าเมื่อสิ้นสุดการเปิดรับสมัครสมาชิกในวันที่ 26 พ.ย. จะมีสมาชิกใน จ.แพร่ ทะลุ 1 แสนคน

“หญิงหน่อย” ลุยเมืองสุพรรณฯ

วันเดียวกันเวลา 15.30 น. ที่ ต.สาลี อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย กล่าวระหว่างลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนว่า มุ่งหวังจะเป็นเรือพายสำคัญ เพิ่มเงินในกระเป๋า ช่วยกันทำกระเป๋าแฟบให้เป็นกระเป๋าฟูให้ได้ พาพี่น้องเกษตรกรไปสู่ความสุข วันนี้ลงเรือลำเดียวแล้ว มีหน้าที่เป็นฝีพาย เพื่อไปสู่ความสุขร่วมกันได้อย่างแท้จริง ยืนยันพรรคเพื่อไทยจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง โดยนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ อดีต ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ย้ายมาอยู่พรรคเพื่อไทย มีความเข้มแข็งและทำงานในพื้นที่ใกล้ชิดกับพี่น้อง ดูแลอย่างเต็มที่

ไม่หนักใจย้ายพรรคปัดขัดแย้ง

คุณหญิงสุดารัตน์ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยย้ายไปอยู่พรรคอื่น ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งภายในพรรค กรณีแกนนำพรรคเพื่อไทยเตรียมย้ายพรรคเพราะไม่พอใจการบริหารงานของตนนั้น ไม่ขอแสดงความคิดเห็น แต่ยอมรับว่าสมาชิกบางส่วนมีความเห็นไม่ตรงกัน ถือเป็นเรื่องธรรมดาของพรรคการเมือง ไม่รู้สึกหนักใจกับข่าวที่เกิดขึ้น สำหรับการที่รัฐบาลได้กางปฏิทินเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ.2562 นั้น มองว่าอาจทำให้การเลือกตั้งเลื่อนได้ยาก และคาดหวังว่าการเลือกตั้งยังคงเกิดขึ้นได้ตามโรดแม็ปที่รัฐบาลและ คสช.วางไว้

ลูกชาย “เสี่ยตือ” ยื่นใบลา ชทพ.

นายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า นายภราดร และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล 2 อดีต ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ยื่นใบ ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคแล้ว เมื่อวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา ส่วนทั้ง 2 คนจะไปอยู่สังกัดใดไม่ทราบ คงมีความชัดเจนเร็วๆนี้ แต่เบื้องต้นทราบว่าจะเข้ามาลาผู้ใหญ่ของพรรคชาติไทยพัฒนาที่เป็นที่เคารพเร็วๆนี้ ในฐานะที่อยู่ทำงานการเมืองร่วมกับครอบครัวปริศนานันทกุลมานาน ตั้งแต่เป็นพรรคชาติไทย มาจนเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา ก็ได้แต่เสียดาย แต่ด้วยความที่ทำงานร่วมกันมานาน การจากกันคราวนี้ จึงไม่เกิดเป็นความขัดแย้งขึ้น เพราะเข้าใจเหตุผลการตัดสินใจของทั้ง 2 คน

พปชร.คิกออฟรับสมาชิก 13 พ.ย.

ที่พรรคพลังประชารัฐ นายวิเชียร ชวลิต นายทะเบียนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ว่า นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค พร้อมด้วยกรรมการบริหารพรรค ได้ประชุมหารือและทำหนังสือขออนุญาตทำกิจกรรมทางการเมืองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 13/2561 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยพรรคจะเริ่มดำเนินการเปิดรับสมัครสมาชิกอย่างเป็นทางการ ณ ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ (อาคารปานศรี) ถนนรัชดาภิเษก เขตจตุจักร ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย.เป็นต้นไป

โชว์ล้ำใช้ระบบไอทีสมัครสมาชิก

นายวิเชียรกล่าวอีกว่า การเปิดรับสมัครสมาชิก พรรคได้นำเทคโนโลยีเครื่องอ่านบัตรประชาชนมาใช้ แค่นำบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดเพียงใบเดียวมาเป็นหลักฐานยื่นสมัคร ระบบไอทีที่วางไว้จะเชื่อมโยงข้อมูลประวัติในชิปการ์ดมาใส่ในแบบฟอร์มสมาชิกพรรคได้ทันที ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ที่อยู่ปัจจุบัน เบอร์โทรศัพท์ สามารถพิมพ์ข้อมูลเพิ่มเข้าไปได้ เสียเวลากรอกแบบฟอร์มเพียงไม่กี่นาที และในอนาคตพรรคได้วางนโยบายให้สร้างระบบรองรับการสมัครสมาชิกแบบออนไลน์ได้จากทั่วทุกมุมโลก จะมีระบบปฏิบัติการหรือแอปพลิเคชันสื่อสาร 2 ทาง คือ พรรคส่งข้อมูลข่าวสาร นโยบาย ไปถึงสมาชิกพรรค ขณะที่สมาชิกพรรคส่งข้อมูล ตรวจสอบสถานภาพ สะท้อนปัญหา แสดงความเห็นส่งกลับมาให้พรรคได้เช่นกัน เพื่อรวบรวมมาทำเป็นนโยบายพรรค และในเวลา 09.00 น. วันที่ 11 พ.ย. นายอุตตมพร้อมแกนนำพรรคพลังประชารัฐ จะมาประชุมตรวจความพร้อมที่ทำการพรรค และหารือเตรียมความพร้อมการทำกิจกรรมพรรคต่อไป

สามมิตรฟุ้งช่วยปั่นกระแสได้แน่

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกกลุ่มสามมิตร กล่าวว่า ในส่วนสมาชิกกลุ่มสามมิตรมีย้ายไปอยู่กับพรรคการเมืองอื่นบ้าง แต่ถือว่าน้อยมาก เป็นการย้ายจากกันด้วยดี เพราะหลายพื้นที่ทับซ้อนกัน เมื่อทำโพลแล้วคนที่ไม่ได้รับคัดเลือกจำเป็นต้องย้ายไปสังกัดพรรคอื่น แต่ยังมีความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน และความนิยมพรรคพลัง-ประชารัฐเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าเมื่อกลุ่มสามมิตรเข้าไปร่วมอย่างเป็นทางการจะยิ่งคึกคักขึ้น ทางพรรคคงมอบหมายงานต่างๆให้ทำ โดยเฉพาะการหาเสียงเลือกตั้ง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร ถือว่ามีประสบการณ์สูง เชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนจะให้ความไว้วางใจพรรคพลังประชารัฐ

“วิษณุ” แย้มผลถกตัวแทน ป.ป.ช.

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลการหารือกับตัวแทนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หา ทางออกกรณีปัญหาประกาศ ป.ป.ช. เรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา 102 ว่า ยังไม่ได้คำตอบ ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่มีเพียงกรณีนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยจะยื่นใบลาออกเท่านั้น แต่ยังมีข้อข้องใจในตำแหน่งอื่นอีก เช่น กรณีที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่ยังรักษาการอยู่ และตำแหน่งนี้ไม่เคยยื่นบัญชีทรัพย์สินมาก่อน เมื่อมีประกาศ ป.ป.ช.ต้องยื่นหรือไม่ โดย ป.ป.ช.รับไปพิจารณาให้ ส่วนตำแหน่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ทำหน้าที่รักษาการ อย่างกรณี พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รักษาการอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ตัวแทน ป.ป.ช.ตอบชัดเจนว่าไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ขณะที่กรณีสมเด็จพระสังฆราช ไม่ใช่เพราะเป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่ทรงเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ตัวแทนจาก ป.ป.ช.เห็นว่ามีเหตุผลหลายประการที่ไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน จึงขอนำไปพิจารณาแก้ไขต่อไป

ออกรับแทน “มีชัย” ใกล้ครบวาระ

นายวิษณุกล่าวว่า การแก้ไขประกาศดังกล่าวเป็นอำนาจประธาน ป.ป.ช.อยู่แล้ว ส่วนจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไรมีหลายวิธี แต่ที่สุดแล้วต้องรอดูว่า ป.ป.ช.จะยอมหรือไม่ เนื่องจากที่ต้องออกประกาศมา เพราะเห็นว่าผู้ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ต้องมีคุณลักษณะคือ 1.ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2.ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง 3.เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามที่ ป.ป.ช.กำหนด ดังนั้น การยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งนี้จึงเหมารวมองค์การมหาชน กรรมการสภามหาวิทยาลัย และบอร์ดต่างๆ ส่วนกรณีที่กรรมการสภามหาวิทยาลัยจะลาออกนั้น ป.ป.ช.รับทราบแล้ว ส่วนจะแก้ไขปัญหาอย่างไรเป็นเรื่องของ ป.ป.ช. คนที่ลาออกส่วนหนึ่งเพราะจะครบวาระอยู่แล้ว เช่นนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่จะครบวาระในเดือน ม.ค.2562 และกลับมาเป็นไม่ได้แล้ว ท่านเห็นว่าประกาศนี้จะมีผลในวันที่ 2 ธ.ค.จึงบอกว่าจะอยู่ไปทำไมให้ครบวาระแล้วต้องยื่น จึงออกไปเสียแต่ตอนนี้ เพื่อไม่ต้องไปยุ่งกับประกาศดังกล่าว คนที่คิดแบบนี้มีเยอะ

ติดปัญหารำคาญ–จุกจิก–ยุ่งยาก

รองนายกฯกล่าวว่า กรณีของนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ไม่คิดว่ามีปัญหาเกี่ยวกับลับลมคมใน หรือไม่ต้องการเปิดเผย แต่ทุกคนมีปัญหาเดียวคือความรำคาญ จุกจิก ยุ่งยาก เหมือนที่หลายครั้งตนเชิญคนเข้ามาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือรัฐมนตรี เมื่อทราบว่าต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินด้วยหลายคนจึงปฏิเสธไป ไม่ใช่ว่ากลัวความผิดจากการทุจริต แต่จุกจิก รำคาญ และกลัวผิดพลาด ทั้งยังมีคนจับตาดูอยู่ จึงไม่อยากเข้ามายุ่ง ดังนั้น กรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายคนจึงเห็นว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก เพราะนอกจากของตัวเองแล้ว ยังต้องยื่นของคู่สมรสและบุตรด้วย หลายคนจึงคิดว่าลาออกดีกว่า หากจะแลกเบี้ยประชุมแค่ 2,000 บาทต่อครั้ง หรือกรณีตกอยู่ในฐานะผู้จัดการกองมรดก บางครั้งแยกไม่ออกว่าอันไหนของตัวเอง อันไหนมรดก อีกทั้งแบบฟอร์มการกรอกของ ป.ป.ช. ก็ยุ่งยากเช่นกัน จึงคุยกันว่า ป.ป.ช.ควรไปแก้ไขปรับปรุงแบบฟอร์มให้มันง่าย แต่ละเอียด ไม่ใช่เหมือนการกรอกแบบฟอร์มยื่นภาษี ที่หลายคนจะกรอกต้องไปจ้างคนอื่นมากรอกให้

จับเข่าคุยตัวต่อตัว “วัชรพล”

นายวิษณุกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องเห็นใจ ป.ป.ช.ด้วย เพราะตำแหน่งนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยนั้นให้คุณให้โทษ สามารถแต่งตั้งอธิการบดี คณบดี อนุมัติงบประมาณ แม้ในความเป็นจริงการอนุมัติงบประมาณจะไม่สูงถึงขั้นที่สภามหาวิทยาลัยต้องพิจารณา เพราะจากประสบการณ์ยังไม่เคยเห็นมหาวิทยาลัยใดอนุมัติงบประมาณถึงพันล้านบาท ดังนั้น เรื่องงบประมาณจึงอยู่ในอำนาจของอธิการบดีทั้งหมด กรรมการสภามหาวิทยาลัยถึงได้บ่นว่าไม่เคยเข้าไปยุ่งอะไรกับเรื่องเหล่านี้ แล้วทำไมจึงต้องมายุ่งกับเขา ได้พบและพูดคุยกับ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.แล้ว ตัวต่อตัว ประธาน ป.ป.ช.เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นดี เห็นใจท่านเพราะไม่ได้มีทางเลือกเท่าไหร่ เพราะกฎหมายบอกเอาไว้ ว่าตำแหน่งต่อไปนี้จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน นั่นหมายถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่ง ระดับสูง เจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นตามที่ ป.ป.ช.กำหนด

จ่อเลื่อนบังคับใช้ไปอีก 2 เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงาน ป.ป.ช.ว่า การประชุม ป.ป.ช.วันที่ 13 พ.ย. จะมีการพิจารณาทบทวนการออกประกาศ ป.ป.ช.ฉบับดังกล่าว โดยเบื้องต้น ป.ป.ช.เตรียมขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศดังกล่าวที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 ธ.ค.นี้ ออกไปอีก 2 เดือน ให้มีผลบังคับใช้ในต้นเดือน ก.พ. 2562 เพื่อให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยมีเวลาตัดสินใจมากขึ้นว่าจะดำรงตำแหน่งต่อไปหรือไม่ รวมทั้งจะประชุมทบทวนตำแหน่งที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินใหม่ตามประกาศ ป.ป.ช. โดยเฉพาะตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยที่กำลังมีปัญหามากในขณะนี้

รับปมสภามหาวิทยาลัยตัดสินยาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัย กรรมการ ป.ป.ช.หลายคนแสดงความเป็นห่วงว่าเป็นเรื่องที่พิจารณาลำบาก เพราะสภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีระเบียบและอำนาจหน้าที่ต่างกัน บางแห่งมีอำนาจมาก สามารถพิจารณาอนุมัติงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างจำนวนมากได้ บางแห่งมีอำนาจอนุมัติในวงเงินจำกัด บางแห่งมีอำนาจเสนอด้านนโยบายอย่างเดียว ไม่มีอำนาจอนุมัติงบประมาณจัดซื้อจัดจ้าง จึงมีความลำบากมาก หากไปกำหนดหรือแยกว่าจะให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินเฉพาะกรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง ส่วนกรรมการสภามหาวิทยาลัยสายผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน หรือจะให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินเฉพาะกรรมการที่มีอำนาจจัดซื้อจัดจ้างในวงเงินมากๆ ก็จะเกิดความลักลั่นไม่เท่าเทียมกัน

ชี้ชัดพระสังฆราชไม่ต้องยื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนกรณีประกาศ ป.ป.ช.อาจมีผลกระทบให้ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ในฐานะดำรงตำแหน่งนายกสภามหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) นั้น ที่ประชุม ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบข้อกฎหมายพิจารณาแล้ว เห็นว่าตำแหน่งที่ได้รับแต่งตั้งโดยพระราชอำนาจ อาทิ พระสังฆราช องคมนตรี ได้รับยกเว้นไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน ส่วนตำแหน่งพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ยังอยู่ในข่ายต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน

พลังธรรมใหม่หนุนโชว์โปร่งใส

ด้าน นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรค พลังธรรมใหม่ กล่าวว่า พรรคพลังธรรมใหม่เห็นด้วยกับประกาศของ ป.ป.ช. เนื่องจากปัจจุบันมหาวิทยาลัยหลายแห่งมีงบประมาณดำเนินการมากกว่าปีละ 1 หมื่นล้านบาท บางครั้งมีข่าวไม่โปร่งใสเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ ดังนั้นการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินจึงเป็นเรื่องสำคัญต้องทำ โดยเฉพาะผู้บริหาระดับสูงในมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เยาวชนว่ามีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ หากกรรมการสภามหาวิทยาลัยคนใด ยังไม่ได้เตรียมยื่นแสดงทรัพย์สินให้ลาออกไปก่อน ถ้ามหาวิทยาลัยไม่เป็นตัวอย่างที่ดีให้ประชาชน องค์กรไหนจะเป็นแบบอย่างได้

จวกไทยเข้มแข็งก๊อบปี้เต็มๆ

นพ.ระวียังกล่าวถึงโครงการไทยนิยมด้วยว่า เป็นโครงการเพื่อหาเสียงของรัฐบาลแน่นอนในช่วงใกล้จะมีการเลือกตั้งวันที่ 24 ก.พ.2562 สิ่งที่ต้องระวังคือการใช้เงินลงไปอย่างรวดเร็วที่ชุมชนต่างๆ อาจสุ่มเสี่ยงมีการทุจริตหรือไม่ ได้ยินจากในพื้นที่ว่ามีเงินรั่วไหลเกิดขึ้น อยากให้รัฐบาลไปตรวจสอบเร่งด่วนก่อนจะเกิดปัญหา โครงการนี้เป็นรูปแบบเดียวกับโครงการประชานิยมของรัฐบาล “ทักษิณ” รู้สึกแปลกใจมากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลต่อต้าน แต่วันนี้กลับเดินหน้าโครงการที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน อาจเป็นเพราะรัฐมนตรีบางคนเคยทำงานกับนายทักษิณ จึงก๊อบปี้โครงการมา หากอนาคตมีโอกาสเป็นรัฐบาลจะแก้ไขหลักการโครงการไทยนิยม จากเดิมที่ให้เงินประชาชนทันทีเปลี่ยนเป็นสนับสนุนให้ประชาชนหาเงินเอง

“บิ๊กตู่” จี้ดูแลสวัสดิภาพคนพิการ

วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. โพสต์ภาพและข้อความผ่านทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก เป็นภาพนักกีฬาคนพิการ พาราลิมปิกเข้าพบ พร้อมโพสต์ข้อความว่า “สวัสดีวันเสาร์ครับพี่น้องชาวไทยที่รัก วันนี้เป็นวันคนพิการ แห่งชาติ เรามีผู้พิการที่เก่งสามารถสร้างชื่อเสียงให้ประเทศเยอะ แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่ยังเข้าไม่ถึงโอกาสที่รัฐจัดไว้ให้ ผมได้กำชับให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งปรับปรุงสวัสดิการ และสิ่งอำนวยความ สะดวกให้ผู้พิการให้ได้มากที่สุด ฝากทุกคนนะครับ เราต้องดูแลกันต้องให้เกียรติกัน”

ร่วมรำลึกยุติสงครามโลกที่ปารีส

อีกเรื่อง พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภารกิจการเข้าร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 100 ปี การยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 และพิธีเปิดการประชุม Paris Peace Forum หรือสันติภาพปารีส ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 11-12 พ.ย. ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ว่า พิธีวันรำลึกการ ครบรอบ 100 ปี การยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นความริเริ่มของประธานาธิบดีฝรั่งเศส ที่ต้องการแสดงให้โลกตระหนักถึงความร้ายแรงของภัยสงคราม และ การยุติสงครามเป็นเรื่องที่นำมาซึ่งความร่วมมือและทิศทางการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ให้กับโลก โอกาสนี้ไทยจะมอบหนังสือ 3 เล่ม มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การพัฒนาอย่างยั่งยืน และแนวทางปฏิบัติ ให้หอสมุดสันติภาพด้วย ทั้งนี้นายกฯและคณะจะออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในเวลา 00.05 น. ของวันที่ 11 พ.ย. ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติ Charles de Gaulle กรุงปารีส เพื่อเข้าร่วมพิธีและเดินทางกลับถึงประเทศ ไทยในเวลา 14.45 น. วันที่ 12 พ.ย.

สนช.ขยับลุยกฎหมายภาษีที่ดิน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า การประชุมสภา นิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันที่ 15 พ.ย. มีวาระการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ในวาระ 2-3 มีสาระสำคัญ คือ การกำหนดฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยคณะกรรมาธิการฯมีการแก้ไข ฐานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แตกต่างจากร่างเดิม ที่ ครม.เสนอมา ได้แก่ ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ให้มีอัตราภาษีไม่เกิน 0.15% จากเดิม 0.2% ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์เป็นที่อยู่อาศัย ให้มีอัตราภาษีไม่เกิน 0.3% จากเดิม 0.5% ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์นอกจากการประกอบเกษตรกรรมหรือเป็นที่อยู่อาศัย ให้มีอัตราภาษีไม่เกิน 1.2% จากเดิม 2% และที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่า หรือไม่ได้ทำประโยชน์ ให้มีอัตราภาษีไม่เกิน 1.2% จากเดิมไม่เกิน 2% โดยร่าง พ.ร.บ.นี้ให้มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เว้นแต่การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2563

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้