วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สมองไม่แก่ไม่จนมุม

สมองไม่แก่ไม่จนมุม

โดย มิสแซฟไฟร์
10 พ.ย. 2561 05:01 น.
  • Share:

ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของไอคิวสูงหรือต่ำ แต่เคยไหมจู่ๆสมองก็ทำงานติดๆ ขัดๆ เวลามีใครมาทักต้องนึกตั้งนานถึงจะตอบโต้กลับได้ ให้อ่านอะไรก็ไม่เข้าหัว คิดไอเดียใหม่ๆ ไม่ออก ฟังอะไรก็ไม่เข้าใจ แม้แต่เรื่องง่ายๆ ที่น่าจะรู้อยู่แล้วให้นึกยังไงก็นึกไม่ออก

อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือน “โรคสมองเสื่อม” ซึ่งถ้าลองปล่อยให้มันเสื่อมไปแล้ว จะกู้สมองกลับคืนมาคงยาก ทางที่ดีควรป้องกันก่อนสายเกินแก้ ด้วยการปรับปรุงพฤติกรรมการใช้สมอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความจำ สมาธิ ทักษะการคิด และความมุ่งมั่น

ในฐานะศัลยแพทย์สมองผู้เชี่ยวชาญโรคสมองเสื่อมของญี่ปุ่น “คุณหมอซุกิยะมะ ทะคะชิ” ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทางการ แพทย์โคโนะ บอกเล่าเทคนิค “อยู่อย่างไรให้สมองไม่แก่” เพื่อฟื้นฟูความเยาว์วัยให้สมอง โดยยืนยันว่าเป็นเทคนิคง่ายๆ ที่ง่ายจนคนส่วนใหญ่มักมองข้ามและละเลยไป

สิ่งที่คุณหมอแนะนำไม่สิ้นเปลืองเงินทองและเวลา มีข้อแม้แค่ว่าจะได้ผลก็ต่อเมื่อเราทำจนเป็นกิจวัตร และพฤติกรรมติดนิสัย ถ้าไม่อยากให้สมองแก่และเสื่อมก่อนวัย ก็ต้องปรับปรุงพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน โดยฝึกทำพฤติกรรมไม่กี่อย่างที่ส่งผลดีต่อสมอง ถึงจะไม่เห็นผลทันตา แต่เชื่อเถอะว่าสมองจะค่อยๆทำงานดีขึ้นและมีประสิทธิภาพขึ้น แถมยังทำให้คุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้นมาก

“ตื่นนอนให้ตรงเวลา และตั้งใจทำงานตอนสมองปลอดโปร่ง คือหัวใจสำคัญของการป้องกันโรคสมองเสื่อม” ถ้าอยากให้สมองทำงานมีประสิทธิภาพ แม้อายุจะมากขึ้น ต้องคอยบริหารสมองให้ตื่นตัวและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะการใช้ชีวิตเป็นแพตเทิร์นเดิมๆ อยู่ในสถานที่เดิมๆ ทำเรื่องเดิมๆ เจอแต่คนกลุ่มเดิมๆ จะทำให้สมองเฉื่อยชาและค่อยๆเสื่อมสภาพไปตามอายุขัย อย่างไรก็ดี คุณหมอเน้นว่า มีบางสิ่งที่เราควรทำให้เหมือนเดิมจนเป็นกิจวัตร นั่นคือ “จังหวะชีวิต” ควรตื่นนอนและทำงานให้เป็นเวลา โดยจังหวะชีวิตที่ดีต่อสมองที่สุดคือ การตื่นแต่เช้ามาอาบแสงแดดอ่อนๆเป็นประจำ จากนั้นจึงตั้งใจทำงานเต็มที่ในตอนที่สมองปลอดโปร่ง และเข้านอนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในขณะที่สมองต้องการหยุดพัก หากทำได้แบบนี้จนเป็นกิจวัตร สมองก็จะตื่นตัวและทำงานมีประสิทธิภาพ ตรงข้ามกับคนที่ใช้ชีวิตไม่เป็นระเบียบ นึกจะตื่นตอนไหนก็ตื่น ทำงานดึกดื่นไม่ยอมหลับยอมนอน บอกเลยว่าทำร้ายสมองมาก

สมองมีช่วงพักและช่วงทำงานสลับกันไป จังหวะชีวิตที่เป็นระเบียบจะทำให้สมองได้พักและทำงานเป็นเวลา เราจึงรู้ว่าควรทำงานหรือคิดเรื่องยากๆตอนไหน แต่ถ้ามานั่งคิดงานตอนเข้านอน ซึ่งสมองเรียกร้องขอพัก มันก็อาจประท้วงได้ หรือเวลาสมองตื้อคิดงานไม่ออก แล้วไปเค้นให้สมองทำงาน แทนที่มันจะตื่นตัว สมองกลับยิ่งเฉื่อยชาลง โดยธรรมชาติแล้วสมองมนุษย์เราทั้งขี้เกียจและรักสบาย ถ้าไม่จวนตัวจริงๆก็จะไม่ยอมลงมือทำอะไร ยิ่งปล่อยให้สมองขี้เกียจเท่าไหร่ จากอาการสมองตื้อชั่วคราวก็จะกลายเป็นโรคสมองเสื่อม

“สมองจะกระฉับกระเฉง ถ้าได้ขยับแขน ขา และปาก อยู่เสมอ” คนส่วนใหญ่เชื่อว่าหน้าที่ของสมองคือจัดการความคิดและความทรงจำ แต่จริงๆแล้วการควบคุมระบบรับความรู้สึกและระบบการเคลื่อนไหว ก็เป็นหน้าที่ของสมอง การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการขยับแข้งขาอย่างสม่ำเสมอจึงส่งผลต่อสมองมาก การออกกำลังกายถือเป็นอาหารสมองที่ดีที่สุด เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนขึ้นไปเลี้ยงสมอง จะเดินเบาๆ ทำงานบ้าน ทำสวน หรือเต้นแอโรบิก ก็เป็นผลดีต่อสมองทั้งสิ้น

อีกหนึ่งเคล็ดลับป้องกันสมองแก่ยังรวมถึง “การอ่านออกเสียงดังๆ” ก็เหมือนการฝึกส่งลูกง่ายๆ บังคับให้สมองได้ทำงานครบวงจร ตั้งแต่รับเข้าข้อมูล-เรียบเรียงข้อมูล-ส่งออกข้อมูล ทำให้เรามีสมาธิและเข้าใจเนื้อหามากขึ้น ยิ่งถ้าอยู่ในวัยเกษียณไม่ค่อยได้พูดกับใคร การอ่านออกเสียงให้เป็นนิสัยยิ่งมีประโยชน์มาก คุณหมอยืนกรานว่าการขยับตัวเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวันให้ผลดีกว่าการนั่งเล่นเกมฝึกสมอง และถ้าอยากท้าทายให้สมองตื่นตัว ก็ลองกำหนดเส้นตายให้ตัวเองเพื่อบังคับสมองให้ทำงาน คนที่ทำงานแข่งกับเดดไลน์จนชิน มีแนวโน้มสมองเสื่อมช้ากว่าคนทั่วไป เพราะได้ลับสมองเป็นประจำ.

มิสแซฟไฟร์

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้