วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
‘เดโมแครต’ ยึดสภาล่าง ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ เดินไม่สะดวกแล้ว

‘เดโมแครต’ ยึดสภาล่าง ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ เดินไม่สะดวกแล้ว

  • Share:

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ เมื่อ 6 พ.ย. 2561 จบลงไปแล้ว และปรากฏว่า พรรคเดโมแครตสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร หรือ สภาล่าง เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ซึ่งหมายความว่า วันเวลาที่พวกเขาได้แต่เฝ้ามองประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ทำตามใจชอบผ่านสภาคองเกรส โดยไม่สามารถทำอะไรได้เลยนั้น จบลงแล้ว

เป็นที่น่าจับตามมองอย่างมากว่า ในปีหน้าเดโมแครตจะทำอย่างไรกับอำนาจใหม่ที่พวกเขาได้รับ ซึ่งจะทำให้พวกเขา สามารถเริ่มการสืบสวนเรื่องต่างๆ เช่นการเงินของประธานาธิบดี ทรัมป์, การแทรกแซงการเลือกตั้งของรัสเซีย, เรื่องอื้อฉาวทางศีลธรรมของฝ่ายบริหาร และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งหยุดกระบวนการออกกฎหมาย หรือเรียกร้องให้นายทรัมป์เปิดเผยข้อมูลการขอคืนภาษีที่เขาปิดบังมาอย่างยาวนานด้วย

แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้จะนำไปสู่การต่อสู้ทางการเมืองเต็มรูปแบบระหว่างสภาล่างกับประธานาธิบดี และอาจทำให้เกิดวิกฤติในเวลาที่พวกเขาจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อออกกฎหมายที่จำเป็นต้องออกเช่นงบประมาณ หรือตอนที่เจ้าหน้าที่สืบสวนขุดเรื่องอื้อฉาวต่างๆ ออกมา ซึ่งอาจนำไปสู่ความพยายามฟ้องร้องถอดถอนนายทรัมป์ออกจากตำแหน่งในอนาคตอีกด้วย

แนนซี เพโรซี ว่าที่ประธานสภาล่างฝ่ายเดโมแครต

*รัฐบาลทรัมป์เจอสอบสวนแน่

สิ่งที่จะเกิดขึ้นเกือบจะในทันทีหลังจากเดโมแครตกลับมาครองสภาล่างในต้นปีหน้าคือ การสอบสวนรัฐบาลทรัมป์ในหลายๆ เรื่อง ฝ่ายรีพับลิกันกังวลกับเรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัด พันธมิตรของนายทรัมป์คนหนึ่งบอกสำนักข่าว วอชิงตัน โพสต์ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมว่า “ถ้าเดโมแครตได้เสียงข้างมากในสภาล่าง ทำเนียบขาวจะถูกปิดล้อม” ขณะที่สมาชิกสภาฝ่ายรีพับลิกันก็ร่างรายชื่อหัวข้อที่เดโมแครตอาจตรวจสอบหลังได้เสียงข้างมากเอาไว้แล้วด้วย

ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รีพับลิกันไม่สนใจตรวจสอบเรื่องการประพฤติผิดต่อหน้าที่ในฝ่ายบริหารของนายทรัมป์ รวมทั้งการขอคืนภาษีหรือขุดเรื่องการทำธุรกิจของประธานาธิบดีรายนี้ ขณะที่คณะกรรมการข่าวกรองที่ตรวจสอบเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างทีมหาเสียงของนายทรัมป์กับรัสเซียถูกครหาว่า ตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้องนายทรัมป์เท่านั้น

โรเบิร์ต มุลเลอร์ หัวหน้าคณะกรรมการข่าวกรองที่สืบสวนกรณีรัสเซียแทรกแซงเลือกตั้งสหรัฐฯ

แต่ด้วยเสียงข้างมากในสภาล่าง เดโมแครตมีอำนาจอนุมัติหมายเรียก ทั้งขอเอกสารหรือเชิญตัวบุคคลมาให้ปากคำได้ และเชื่อว่าพวกเขาจะมุ่งเป้าการสืบสวนไปที่ฝ่ายบริหารของรัฐบาลทรัมป์และธุรกิจของเขา เริ่มจากเพิ่มความแข็งกร้าวในการสืบสวนกรณีรัสเซียแทรกแซงเลือกตั้ง, เรื่องการขอคืนภาษีของนายทรัมป์, นโยบายซาอุดีอาระเบียของนายทรัมป์ ซึ่งเป็นประเด็นขึ้นมา หลังจากนักข่าว จามาล คาชอกกีถูกฆ่า และการสืบสวนหาการแทรกแซงกระทรวงยุติธรรม

การสืบสวนเหล่านี้นับเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วในอดีต หลังจากรีพับลิกันได้ครองเสียงข้างมากในสภาล่างยุคประธานาธิบดี บารัค โอบามา พวกเขาเปิดการสืบสวนเรื่องการรับมือการโจมตีที่เมืองเบงกาซี ของลิเบีย จนทำให้ คริสโตเฟอร์ สตีเฟน เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เสียชีวิต อย่างต่อเนื่อง และในที่สุดก็พบข้อมูลซึ่งเป็นประโยชน์กับรีพับลิกันอย่างมากในภายหลังคือเรื่องที่ ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในขณะนั้น ใช้อีเมลส่วนตัวในการทำงาน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้นางคลินตันแพ้โดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2559

สภาคองเกรสของสหรัฐ

*การต่อสู้ในสภา ความร่วมมือ 2 พรรค และการผ่านกฎหมาย

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น การที่เดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาล่างหมายความว่า รีพับลิกันจะไม่สามารถผ่านกฎหมายได้แม้แต่ฉบับเดียวหากเดโมแครตไม่ร่วมมือด้วย บอกลากฎหมายแนวอนุรักษ์นิยมไปได้เลย หลังจากนี้จะไม่มีการคว่ำกฎหมายโอบามาแคร์, หั่นภาษีจำนวนมาก, ตัดงบประมาณประกันสุขภาพของรัฐบาลหรือโครงการแสตมป์รับอาหารอีกต่อไป

สิ่งที่หลายฝ่ายจับตามมองหลังจากนี้คือ เดโมแครตกับประธานาธิบดีจะสามารถร่วมมือกันในเรื่องใดได้บ้าง โดยที่ผ่านมาทรัมป์มีนโยบายมุ่งเน้นไปที่ฐานเสียงฝ่ายอนุรักษ์นิยมมาตลอด ซึ่งหากเขายังยึดแนวทางเดิม การร่วมมือกับเดโมแครตก็คงไม่มีทางเกิดขึ้น

บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้ว่า นายทรัมป์อาจเอาอย่างอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ที่ขยับเข้าหาฝ่ายขวาหลังแพ้เลือกตั้งกลางเทอมปี 2537 ลงนามกฎหมายปฏิรูปหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ และชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 2 ในปี 2539 นายทรัมป์ก็ไม่ต่างกัน เขาอาจสามารถยืนข้อเสนอที่เดโมแครตไม่อาจปฏิเสธได้ ขณะที่อุปสรรคสำคัญในการทำข้อตกลง 2 พรรคคือ เจ้าหน้าที่ระดับสูงสายอนุรักษ์นิยมในทำเนียบขาว ซึ่งนายทรัมป์อาจแก้ปัญหาด้วยการปลดคนเหล่านี้ออก แล้วตั้งเจ้าหน้าที่คนใหม่ ซึ่งเป็๋นสิ่งที่เกิดกับหลายรัฐบาลที่แพ้เลือกตั้งกลางเทอม

แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนคือการเผชิญหน้ากันในการออกกฎหมายที่จำเป็นต้องออก เช่นกฎหมายงบประมาณ และขยายเพดานหนี้สินของประเทศ ซึ่งทรัมป์จำเป็นต้องผ่านกฎหมายเหล่านี้ มิเช่นนั้นหน่วยงานรัฐบาลจะไม่มีงบประมาณ อยู่สภาวะที่เรียกว่า ‘ชัตดาวน์’ หรือกระทั่งอาจเกิดวิกฤติทางการเงิน ซึ่งเดโมแครตอาจใช้โอกาสนี้ตั้งเงื่อนไขเพื่อผ่านกฎหมายที่พวกเขาต้องการ เพื่อแลกกับการคะแนนโหวต เมื่อที่รีพับลิกันเคยทำในยุคโอบามา ซึ่งยอมลดงบประมาณครั้งใหญ่เพื่อขยายเพดานหนีในปี 2554

โดนัลด์ ทรัมป์

*ทรัมป์จะถูกถอดถอนหรือไม่

กระแสเรื่องการอิมพีชเมนต์ หรือการฟ้องโดยสภาให้ขับออกจากตำแหน่ง ของโดนัลด์ ทรัมป์ เกิดขึ้นในช่วงที่เขารับตำแหน่งใหม่ๆ และบังคับใช้มาตรการต่างๆ ที่ฝ่ายตรงข้ามหลายคนมองว่า ไม่ใช่อเมริกัน แต่ฝ่ายเดโมแครตยืนยันมาตลอดว่าไม่คิดจะทำเช่นนั้น และจนถึงตอนนี้ ประเด็นเรื่องการถอดถอนนายทรัมป์ก็ได้รับการสนับสนุนภายในเดโมแครตเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แต่สถานการณ์อาจกลับตาลปัตรอย่างรวดเร็วหากมีเรื่องอื้อฉาวใหม่ๆ ได้รับการเปิดเผยออกมา ไม่ว่าจะจากการสืบสวนการแทรงแซงเลือกตั้งของรัสเซีย, คดีของนายไมเคิล โคเฮน อดีตทนายความของนายทรัมป์ ที่ทรัมป์ ยอมรับผิด 8 คดีอาญาฉ้อโกง-เลี่ยงภาษี, พอล มานาฟอร์ต อดีต หน.ทีมหาเสียงของทรัมป์ถูกศาลตัดสินฉ้อโกง หรือจากการสืบสวนอื่นๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นโดยสภาล่างของเดโมแครต

ไมเคิล โคเฮน อดีตทนายความของนายทรัมป์

การอิมพัชเมนต์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้นใช้เพียงเสียงข้างมากในสภาล่าง แต่การถอดออกจากตำแหน่งนั้นเป็นงานของสภาสูงซึ่งรีพับลิกันครอบครองอยู่ และต้องใช้คะแนนเสียงถึง 2 ใน 3 หรือ 67 เสียง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาตร์ของสหรัฐฯ แม้ว่าอดีตประธานาธิบดี แอนดรูว์ จอห์นสัน กับบิล คลินตัน จะเคยถูกอิมพีชเมนต์ แต่รอดจากการถูกถอดถอนโดยวุฒิสภา

จากข้อมูลข้างต้นทำให้เชื่อได้เลยว่า การถอดถอนนายทรัมป์จะไม่เกิดขึ้นตราบใดที่เขายังได้รับการสนับสนุนจากรีพับลิกัน แต่หากการสืบสวนทำให้เรื่องอื้อฉาวของนายทรัมป์มีมากขึ้น เดโมแครตก็อาจทนแรงกดดันจากฐานเสียงของตัวเองไม่ไหว และชงเรื่องอิมพีชเมนต์ประธานาธิบดีฝีปากกล้าผู้นี้ในที่สุด แม้ว่าสุดท้ายจะไม่อาจถอดเขาออกจากตำแหน่งได้ก็ตาม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้