วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทำเพื่ออะไร

ทำเพื่ออะไร

โดย เบี้ยหงาย
9 พ.ย. 2561 05:01 น.
  • Share:

ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กับนโยบาย โควตานักเตะอาเซียนใหม่ของสมาคม กีฬาฟุตบอลฯ และบริษัท ไทยลีก จำกัด ที่ออกมาจากมันสมองของคนสิงคโปร์ เบนจามิน ตัน ที่สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ของเมืองไทยยุค

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ว่าจ้างให้มาทำหน้าที่ ผู้อำนวยการคลับ ไลเซนซิ่ง และควบตำแหน่ง รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายควบคุมการแข่งขัน บ.ไทยลีกฯ

โดยกำหนดหลักเกณฑ์นักเตะต่างชาติใหม่ในฤดูกาล 2019 ไว้คือ 3+1+3 ซึ่งเป็นต่างชาติ 3 เพิ่มเอเชียได้ 1 และเพิ่มอาเซียนได้อีก 3 รวมเป็น 7 คน สำหรับการส่งชื่อในแต่ละแมตช์ ส่วนในการลงทะเบียนของแต่ละสโมสรที่ให้ไว้ 35 คน ส่งชื่อนักเตะสัญชาติอาเซียนได้ไม่จำกัดจำนวน แต่ไม่ได้บังคับให้ต้องส่งครบ

ซึ่งเหตุผลที่กูรูชาวสิงคโปร์ผู้ขับเคลื่อนลีกไทยยกขึ้นมา สรุปออกมาได้คือ ต้องการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางฟุตบอลอาเซียน, เพิ่มศักยภาพให้สโมสรที่เห็นโอกาส ขยับตัวเองให้เป็นที่รู้จักในระดับภูมิภาค มีช่องทางในการทำตลาด, การได้เล่นกับนักเตะระดับท็อปในอาเซียนถือเป็นการได้แลกเปลี่ยน ศึกษา และเห็นถึงการพัฒนาของพวกเขา
และที่เน้นกันมาตลอดก็เรื่องในมุมธุรกิจ หวังดึงดูดแบรนด์สปอนเซอร์จากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะได้รับความสนใจ

จากสื่อโทรทัศน์ ทำให้ลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสด มูลค่าลีกสูงขึ้น สามารถช่วยเพิ่มรายได้ให้กับลีก และสโมสรเพื่อที่จะพัฒนาขึ้นกว่าเดิม

ในแง่ของนักเตะ เมื่อตัวเลขออกมาอย่างนี้ แม้จะคาดกันว่าแต่ละนัด แต่ละทีมคงส่งผู้เล่นต่างชาติไม่ครบ 7 คน

อย่างไรก็ตาม เท่ากับว่าโอกาสของนักเตะไทยในการลงสนามแต่ละนัดอยู่ที่ 4+ แถมยังจะลดจำนวนทีมในไทยลีกลงอีก โอกาสก็ยิ่งน้อยลงไปอีกมาก

เมื่อโอกาสนักเตะไทย เลือดไทย ลงสนามในลีกไทยน้อยลง นักฟุตบอลอาชีพไทย ก็มีโอกาสน้อยลง โดยเฉพาะนักเตะเยาวชนที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักเตะอาชีพ เพื่อเลี้ยงตัวและสร้างโอกาสในการก้าวขึ้นเป็นทีมชาติชุดใหญ่ เป็นนักเตะชั้นนำเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับตัวเอง

เมื่อพื้นที่ตรงนี้แคบลง นั่นก็คือโอกาสที่ น้อยลง ซึ่งตรงนี้ไม่สามารถตีเป็นมูลค่า หรือเม็ดเงินได้เลย ด้วยมันเกี่ยวพันในหลายมิติมากมาย นี่คือช่วงชีวิตของเด็ก เยาวชน กับอนาคตในโลกฟุตบอล

ก็ต้องไปดูเหตุผลของการก่อตั้งของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เหตุผลในการต่อสู้เพื่อให้มีลีกอาชีพ ซึ่งคนฟุตบอลยุคก่อนๆร่วมแรงร่วมใจจนมีวันนี้ เป้าประสงค์หลักอยู่ที่เม็ดเงิน ธุรกิจ หรือการสร้างการพัฒนาต่อยอดของนักฟุตบอล

ไม่มีใครปฏิเสธถึงการเพิ่มมูลค่าในลีกว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่สัดส่วนและความลงตัว สร้างสมดุลต้องมี อีกทั้งไม่มีใครบอกได้ว่า เม็ดเงินที่เกิดขึ้นจากการปรับโควตาที่แปรเปลี่ยนมาเป็นค่าลิขสิทธิ์อยู่ที่เท่าไหร่ และแต่ละสโมสรจะได้แบ่งกันเท่าไหร่

และแนวทางนี้จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับสโมสรต่างๆจริงหรือ

ยิ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่า เม็ดเงิน กับ โอกาสที่ว่านั้น อะไรคือความคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด!

และมันจะย้อนกลับไปถึงหลักการของการเข้ามาทำงานของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯชุดนี้ว่าเน้นอะไร!!!

ธุรกิจ ลิขสิทธิ์ ที่ก่อให้เกิดเม็ดเงินในกระเป๋า หรือการพัฒนากีฬาฟุตบอล ที่ต้องเริ่มจากเด็ก เยาวชน และต่อเนื่องในการสร้างอาชีพจากฟุตบอล อันจะส่งต่อถึงความแข็งแกร่งในทีมชาติที่ดีพอและพิสูจน์ด้วยการแข่งขันในระดับต่างๆ เพื่อเป้าหมายไปสู่ฟุตบอลโลกที่ใฝ่ฝันกัน...

“เบี้ยหงาย”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้