วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ใกล้ความจริง จ่อ ชง ครม. 13 พ.ย. ปลดล็อกกัญชา-ลุงตู่ ย้ำ เดินทีละขั้น

ใกล้ความจริง จ่อ ชง ครม. 13 พ.ย. ปลดล็อกกัญชา-ลุงตู่ ย้ำ เดินทีละขั้น

  • Share:

"บิ๊กจิน" จ่อชงพ.ร.บ.ปลดล็อกกัญชา เข้าครม. 13 พ.ย. เล็งให้องค์การเภสัชกรรม นำร่องเดินหน้าผลิต ใช้ทางการแพทย์เท่านั้น ส่วน "บิ๊กตู่" ย้ำขออย่าผลีผลาม ค่อยๆ ทยอยปลดล็อก ป้องกันปัญหา...

เมื่อวันที่ 6 พ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวภายหลังการประชุม ครม. ถึงการปลดล็อกใช้กัญชาทางการแพทย์ ว่า ความจริงกฎหมายกัญชา ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นผู้เสนอเข้ามา รัฐบาลจำเป็นศึกษาในรายละเอียด ซึ่งจะให้ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ยุติธรรม หารือกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้อสำคัญต้องทยอยปลดล็อกดีกว่า หากปลดล็อกมากๆ จะเกิดปัญหา ประเทศไทยต้องค่อยๆ เดินไปทีละขั้น แน่นอนเป็นประโยชน์ต่อการรักษาพยาบาล การสาธารณสุข แต่อย่าผลีผลาม ค่อยๆ ทยอยดำเนินการ ซึ่งอยู่ในแผนแม่บทเรื่องการพัฒนาสาธารณสุข การปฏิรูประบบสาธารณสุขไทย ทำให้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจ จากเดิมที่เป็นพืชเสพติด “ต้องแก้ปัญหาที่ละเปลาะๆ อย่าเร่งร้อนกันนักเลย เดี๋ยวจะเป็นปัญหาต่อไปในภายหน้า”

ขณะที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ยุติธรรม แถลงว่า ความก้าวหน้าเรื่องการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์นั้น รัฐบาลได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ เข้าสู่ สนช.เมื่อเดือน ก.ค. โดย สนช.ได้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างดังกล่าว ซึ่งกรอบแรกใช้เวลาพิจารณา 90 วัน แต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมากและซับซ้อน รวมถึงจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน จึงยืดเวลาอีก 90 วัน โดย สนช.กำหนดไว้ว่าจะให้การพิจารณาร่างกฎหมายนี้เสร็จสิ้นในเดือน ก.พ.62 ระหว่างนี้กรรมาธิการวิสามัญฯ และสมาชิก สนช.ส่วนหนึ่งเห็นว่าการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์นั้น ควรแยกเป็น พ.ร.บ.เฉพาะเรื่องนี้ ซึ่งสนช.ได้ยกร่างขึ้นมาแล้ว มีบทบัญญัติไม่กี่มาตรา โดยจะชี้แจงในที่ประชุมสนช. วันที่ 9 พ.ย

ทั้งนี้ ครม.มีมติเห็นชอบให้ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข เป็นผู้รับเรื่อง โดยจะใช้เวลาพิจารณาภายใน 3 วัน แล้วจะเสนอขอความเห็นชอบจากที่ประชุม ครม.ในวันที่ 13 พ.ย.นี้ ถ้า ครม.เห็นชอบ จะส่งร่างนี้ไปเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ต่อไป จะทำให้เกิดการปลดล็อกเรื่องการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ อีกทั้งขณะนี้ได้มีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงยุติธรรมกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลความเป็นมาของงานวิจัย ประโยชน์ที่ได้รับ และข้อเสนอในการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์

อย่างไรก็ตาม ในอดีตมีภูมิปัญญาชาวบ้านในการนำกัญชามาใช้รักษาผู้ป่วย ต่อมามีการควบคุมพืชเสพติด โดยกำหนดให้กัญชาเป็นพืชเสพติด ประเภทที่ 5 ซึ่งห้ามนำกัญชามาผลิตหรือนำมาใช้ ขณะที่หลายประเทศมีการวิจัยเรื่องประโยชน์ของกัญชา อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ประเทศในทวีปยุโรป พบว่าน้ำมันสกัดสารจากกัญชาสามารถใช้ผสมกับสูตรต่างๆ แล้วนำไปรักษาโรคได้ ซึ่งโรคที่มีเกณฑ์ในการรักษาแล้วประสบความสำเร็จเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคหืดหอบ และโรคมะเร็ง

นอกจากนี้นักวิจัยของไทยหลายสถาบันได้ติดตาม ค้นคว้า และศึกษา ซึ่งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงยุติธรรมกับกระทรวงสาธารณสุข ได้รวบรวมผลการวิจัยและความเป็นไปได้ในการจะนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ขณะเดียวกัน เราต้องยึดถือข้อตกลงในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ด้านยาเสพติด ซึ่งกำหนดว่าให้ประเทศสมาชิกต้องไม่ยินยอมให้นำยาเสพติดมาเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมาย อีกทั้งให้นำพืชเสพติดมาใช้ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์และประโยชน์ทางการแพทย์เท่านั้น

สำหรับกัญชาที่จะถูกนำมาใช้นั้น จะมีการนำพันธุ์กัญชามาปลูกในพื้นที่ควบคุมซึ่งมีอุณหภูมิ น้ำ แสง และน้ำที่เหมาะสม อีกทั้งกระบวนการการสกัดน้ำมันต้องทำในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ แล้วนำไปผสมเป็นสูตรในการรักษาโรค ต้องมีแพทย์และผู้ป่วยที่สมัครใจเข้ารับการรักษาด้วยสารดังกล่าว และต้องได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และเปิดโอกาสให้นักวิจัยและผู้ประกอบการทำธุรกิจ เป็นธุรกิจที่พึ่งพาตนเองในประเทศ

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีกฎหมายออกปลดล็อกเรื่องการใช้ประโยชน์จากกัญชาแล้ว จะมีการกำหนดผู้ทำหน้าที่ดูแลการผลิต และผู้ควบคุมการรักษาให้เป็นตามวัตถุประสงค์ของการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ จากนั้นกระทรวงสาธารณสุขสามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่ในการเปลี่ยนกัญชาให้เป็นพืชเสพติด ประเภทที่ 2 เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ทันที ซึ่งต้องปรับแก้กฎกระทรวงสาธารณสุขในเรื่องการได้มาซึ่งแหล่งของกัญชาเพื่อนำมาสู่กระบวนการสกัด โดยจะทำให้องค์การเภสัชกรรมเป็นหน่วยนำร่องในการผลิตน้ำมันสารสกัดจากกัญชามาใช้ทางการแพทย์ ก่อนจะระดมหน่วยงานด้านการวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ มาเข้าสู่ระดมและร่วมมือกัน ผลิตแล้วขึ้นทะเบียนกับ อย.เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์สมัยใหม่ ส่วนแพทย์ทางเลือกและแพทย์แผนไทย จะต้องรอให้ออก พ.ร.บ.นี้ก่อน และต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนก่อนนำไปใช้ประโยชน์อย่างถูกกฎหมาย

“คงไม่สามารถนำกัญชาอัดแห้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมมาใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ได้ เพราะกระบวนการสกัดเป็นน้ำมันจะต้องใช้ต้นกัญชาสดที่มีอายุในระดับหนึ่ง แต่กัญชาที่จับกุมได้นั้นฝ่อไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้สกัดน้ำมันได้” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้