วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ระบาดทั่วโลก "เซลฟีทิส" อาการเสพติด...เซลฟี่

ระบาดทั่วโลก "เซลฟีทิส" อาการเสพติด...เซลฟี่

  • Share:

กลายเป็นพฤติกรรมที่ระบาดไปทั่วโลกในระยะเวลาเพียง 3-4 ปี สำหรับการ “เซลฟี่” (Selfie) หรือการถ่ายรูปตัวเองเพื่อโพสต์และแชร์ในโซเชียลมีเดีย

แม้จะมีการเตือนจากจิตแพทย์ถึงการเสพติดพฤติกรรมดังกล่าวว่าอาจเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ความผิดปกติทางจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป่วยด้วยโรคซึมเศร้าก็ตาม

พฤติกรรมนิยมเซลฟี่ได้แพร่ระบาดไปอย่างรวดเร็วทั่วโลก ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนา ที่สำคัญพฤติกรรมดังกล่าวนี้ ไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง

ปี 2014 สมาคมจิตแพทย์อเมริกา หรือ American Psychiatric Association ได้พูดถึงอาการเสพติดเซลฟี่ว่า เป็นภาวะความผิดปกติทางจิต ที่เรียกว่า เซลฟีทิส (Selfitis) และถูกตอบโต้ว่าเป็นเรื่องไม่จริงที่มีการออกมาพูดเช่นนั้น

แต่ล่าสุด งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารสุขภาพจิตและการติดสารเสพติดนานาชาติ (International Journal of Mental Health and Addiction) ของ Anarthanan Balakrishnan จาก Thiagarajar School of Management ประเทศอินเดีย และ Mark D. Griffiths จากมหาวิทยาลัย Nottingham Trent University ของอังกฤษ ได้จัดประเภทความคลั่งไคล้เซลฟี่ ว่า เป็นอาการป่วยทางจิตที่เรียกว่า เซลฟี่ทิส (Selfietis) จริงๆแล้ว

งานวิจัยชิ้นนี้ ระบุว่า อาการเซลฟีทิส หรือการเสพติดเซลฟี่มีระดับความรุนแรงแตกต่างกันออกไป ตามวัตถุประสงค์ของแต่ละบุคคล เขาได้ทำการศึกษากลุ่มคนที่มีความหลงใหลในการถ่ายภาพตนเองในลักษณะต่างๆ และพบว่าพฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงสภาพจิตใจของผู้ถ่ายเซลฟี่อย่างชัดเจน

เช่น การถ่ายเซลฟี่ ทำให้รู้สึกดี และสนุกกับสิ่งรอบข้าง การถ่ายเซลฟี่และโพสต์ภาพลงโซเชียลมีเดียช่วยเพิ่มสถานะทางสังคม การถ่ายเซลฟี่และแชร์ภาพลงโซเชียลมีเดียทำให้ได้รับความสนใจอย่างมาก ทำให้รู้สึกมั่นใจมากขึ้นและบางคนรู้สึกว่าการถ่ายเซลฟี่ช่วยลดระดับความเครียดลงได้มีการสำรวจระดับพฤติกรรมของการเซลฟี่ และพบว่าคนที่ชอบถ่ายเซลฟี่ มีด้วยกัน 3 ระดับ คือ เริ่มต้น, เสพติด และ เรื้อรัง โดยคนที่เสพติดเซลฟี่มากๆมีการถ่ายเซลฟี่มากกว่า 8 ภาพต่อวันและแชร์ภาพในโซเชียลมีเดีย มากกว่า 3 ภาพต่อวัน

งานวิจัยของ Janarthanan Balakrishnan และ Mark D. Griffiths ระบุว่า กลุ่มคนที่มีความชื่นชอบหรือหลงใหลในการถ่ายภาพเซลฟี่ในอากัปกิริยาและสถานที่ต่างๆเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มอาการที่เรียกว่า SBS หรือ Selfitis Behavior Scale ซึ่งส่วนใหญ่มักมีความเชื่อว่า การเซลฟี่ทำให้รู้สึกดีและมีความสุขมากขึ้น, การเซลฟี่ช่วยให้สามารถอธิบายตัวเองได้มากขึ้น,กลุ่มเพื่อนและเพื่อนร่วมงานแข่งกันแชร์ภาพเซลฟี่อย่างจริงจัง, การถ่ายภาพเซลฟี่ต่างๆช่วยเพิ่มสถานะทางสังคม, รู้สึกได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก จากการแชร์ภาพเซลฟี่ในโซเชียลมีเดีย และรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อได้ถ่ายภาพเซลฟี่

การเซลฟี่ในระดับปกติ อาจไม่เป็นปัญหาอะไรมากนัก แต่หากเซลฟี่จนเกิดอาการเสพติด รวมถึงการโพสต์ แชร์ ในโซเชียลมีเดีย โดยหมกมุ่นกับการยอมรับจะด้วยการกดไลค์ กดแชร์ จนทำให้สูญเสียความมั่นใจ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงในเชิงจิตเวช ซึ่งจิตแพทย์เตือนว่า อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและการป่วยด้วยโรคซึมเศร้าได้

Janarthanan Balakrishnan หนึ่งในผู้วิจัยอาการเซลฟีทิส บอกว่า การเซลฟี่ที่มีความถี่มากๆเพื่อโพสต์และแชร์ในเฟซบุ๊กหรือไอจี โดยคาดหวังการตอบรับ เช่น ไลค์หรือแชร์อยู่ตลอดเวลา นั่นอาจเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนถึงการขาดความเชื่อมั่นในตัวเองและพยายามมองจุดยืนในสังคม

“เมื่อโพสต์รูปไปแล้วได้รับการตอบรับน้อยคนกดไลค์น้อย ไม่เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ พวกเขาจะพยายามทำมันอีกซ้ำๆ และถ้ายังไม่เป็นไปตามที่ต้องการ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ คนคนนั้นจะเริ่มสูญเสียความมั่นใจที่มีผลต่อทัศนคติด้านลบ ที่อาจทำให้เกิดการไม่ชอบตัวเอง ไม่พอใจรูปลักษณ์ตัวเอง” หนึ่งในนักวิจัยเซลฟีทิสบอก

เมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงสาธารณสุขของอังกฤษ ได้ออกประกาศว่า ไม่ใช่แค่เซลฟี่เท่านั้นที่เป็นปัญหาแต่การเสพติดสังคมออนไลน์ก็กำลังกลายเป็นโรคทางจิตอย่างหนึ่ง โดยในปีที่ผ่านมามีชาวอังกฤษมากกว่า 100 รายต้องเข้ารับการบำบัดทางจิตด้วยอาการเสพติดโซเชียล

นอกจากนี้ ยังมีผลสำรวจเรื่องการถ่ายเซลฟี่ของผู้หญิงเมืองผู้ดี จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,000 คน พบว่า ผู้หญิงอังกฤษที่อายุระหว่าง 16-25 ปี ใช้เวลาหมดไปกับการถ่ายเซลฟี่ โดยเฉลี่ยมากกว่า 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และถ่ายเซลฟี่โดยเฉลี่ยประมาณ 3 รูปต่อวัน โดยใช้เวลาประมาณ 16 นาทีสำหรับรูปถ่ายเซลฟี่ 1 รูป ที่ตนเองพอใจ ในจำนวนนี้ 57% พอใจที่จะเลือกสถานที่ หรือทำเลที่มีแสงดี แสงสวย ในการถ่ายเซลฟี่ และ 33% ลงมือแต่งหน้าเพื่อถ่ายเซลฟี่ ขณะที่ 46% ก่อนจะถ่ายเซลฟี่ต้องจัดแต่งทรงผมใหม่ให้ดูสวยถูกใจเสียก่อน นอกจากนั้น ยังมีหญิงสาวราว 4% ที่ลงทุนทำผิวสีแทน เพื่อถ่ายเซลฟี่ นอกจากนี้ผู้หญิง 1 ใน 3 ตั้งใจถ่ายรูปเซลฟี่แนวเซ็กซี่ เพื่อโพสต์และแชร์ โดยคาดหวังว่าจะเป็นการดึงดูดให้มีชายหนุ่มเข้ามาสนใจ

แม้ว่าอาการเซลฟีทิสจะไม่ใช่โรคร้ายแรงที่อันตราย แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยจิตแพทย์เตือนว่าหากเซลฟี่เพื่อโพสต์ในโซเชียลมีเดียแล้วได้รับการตอบรับน้อยอาจทำให้กลายเป็นคนที่ไม่ชอบตัวเอง ไม่พอใจรูปลักษณ์ตัวเอง เกิดความกังวล ลังเล หากสะสมความรู้สึกเช่นนี้ไปเรื่อยๆจะทำให้กลายเป็นคนขี้อิจฉา หวาดระแวง ชอบจับผิดคนอื่น เครียด นำไปสู่ภาวะซึมเศร้า และที่สุดก็คือไม่มีความสุขในชีวิต...นั่นเอง.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้