วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พลิกผันอนาคตโลก

เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พลิกผันอนาคตโลก

  • Share:

วันเสาร์สบายๆวันนี้ผมขอพาท่านผู้อ่านไปดู “การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ” ที่จะมีขึ้นใน วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน นี้กันนะครับ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในสหรัฐฯก็ตื่นเต้นกับการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้มาก ผลโพลล่วงหน้า พรรคเดโมแครต มีคะแนนนิยมสูงกว่า พรรครีพับลิกัน ของ ประธานาธิบดีทรัมป์ แทบทุกกลุ่ม ยกเว้น กลุ่มตัวอย่างในชนบท ที่ยังชื่นชอบรีพับลิกัน มากกว่า เดโมแครต

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯมีขึ้นทุก 2 ปี หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีแล้ว 2 ปี เป็นการเลือกตั้ง ส.ส.ทั้งสภา 435 คน เพราะ ส.ส.สหรัฐฯมีวาระแค่ 2 ปี (ทำให้ ส.ส.ต้องขยันและไม่สันหลังยาว) และ เลือกตั้ง ส.ว. 1 ใน 3 ปี นี้มีการ เลือกตั้ง ส.ว. 35 คน

ปัจจุบัน พรรครีพับลิกัน ของ ประธานาธิบดีทรัมป์ มีเสียงข้างมากในรัฐสภาทั้ง 2 สภา สภาผู้แทน พรรครีพับลิกันมี ส.ส. 235 ที่นั่ง พรรคเดโมแครตมี ส.ส. 193 ที่นั่ง ใน วุฒิสภา พรรครีพับลิกันมี ส.ว. 51 ที่นั่ง พรรคเดโมแครตมี ส.ว. 47 ที่นั่ง ผู้สมัครอิสระอีก 2 ที่นั่ง จึงทำให้ ประธานาธิบดีทรัมป์ มีอำนาจมากมาย สามารถออกกฎหมายอะไรก็ได้ รวมทั้ง การทำสงครามการค้ากับจีน จนระบบการค้าป่วนไปทั้งโลก

การเลือกตั้งกลางเทอม ในวันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน หากพรรคเดโมแครต มีชัยเหนือ พรรครีพับลิกัน สามารถ ครองเสียงข้างมากใน 2 สภาอีกครั้ง จะทำให้การบริหารงานของ ประธานาธิบดีทรัมป์ สองปีหลังที่เหลือ คงไม่ราบรื่นหรือทำอะไรตามอำเภอใจได้อีกต่อไป เพราะกฎหมายแต่ละฉบับคงจะผ่านสภาผู้แทนและวุฒิสภาไม่ได้ง่ายเหมือนเดิม

ไปดู ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุด ที่จัดทำโดย สถานีโทรทัศน์เอ็นบีซีนิวส์ ร่วมกับ นสพ.เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล สองสื่อยักษ์ใหญ่สหรัฐฯกันนะครับว่า โพลการเลือกตั้งกลางเทอม ที่ออกมาเป็นอย่างไร พรรคเดโมแครต จะเอาชนะ พรรครีพับลิกัน ได้ไหม ผมจะไล่ไปทีละกลุ่มตัวอย่างเลยนะครับ

1.คะแนนนิยมในตัวประธานาธิบดีทรัมป์ มีคนชื่นชอบที่ ร้อยละ 47 สูงขึ้นจากการสำรวจเดือนกันยายนที่มีคะแนนนิยมร้อยละ 44 แต่มีผู้ไม่ชื่นชอบร้อยละ 52 เกินครึ่ง

2.กลุ่มตัวอย่างที่ลงทะเบียนจะไปใช้สิทธิเลือกตั้งแน่นอน ร้อยละ 48 ตอบว่า เลือกพรรคเดโมแครต ร้อยละ 41 ตอบว่า เลือกพรรครีพับลิกัน ทิ้งห่างกันร้อยละ 7

3.กลุ่มตัวอย่างอิสระ ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกผู้สมัครพรรคใด ร้อยละ 41 ตอบว่า อาจไปเลือกผู้สมัครพรรคเดโมแครต มีเพียง ร้อยละ 27 ตอบว่า อาจไปเลือกผู้สมัครพรรครีพับลิกัน ทิ้งห่างกันถึงร้อยละ 14

4.กลุ่มชาวอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิกที่พูดภาษาสเปน มาจากประเทศแถบละตินอเมริกา ร้อยละ 66 ตอบว่า เลือกพรรคเดโมแครต มีเพียง ร้อยละ 26 ตอบว่า เลือกพรรครีพับลิกัน

5.ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ร้อยละ 81 ตอบว่าเลือก พรรคเดโมแครต มีเพียง ร้อยละ 11 ที่บอกว่า เลือกพรรครีพับลิกัน กลุ่มนี้ทิ้งห่างกันถึงร้อยละ 70

6.กลุ่มตัวอย่างสตรี ร้อยละ 57 ตอบว่า เลือกผู้สมัครพรรคเดโมแครต ร้อยละ 32 ตอบว่า เลือกพรรครีพับลิกัน ห่างกันถึงร้อยละ 25 กลุ่มสตรีที่มีการศึกษาระดับวิทยาลัยขึ้นไป ร้อยละ 61 เลือก พรรคเดโมแครต มีเลือก พรรครีพับลิกัน เพียง ร้อยละ 28

7.กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุต่ำกว่า 35 ปี เลือก พรรคเดโมแครต มากกว่า รีพับลิกัน ถึงร้อยละ 26 แต่กลุ่มอายุ 35–49 ปี เลือก รีพับลิกัน มากกว่าเดโมแครตร้อยละ 7 และ กลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป เลือก รีพับลิกัน มากกว่าเดโมแครตร้อยละ 9

8.กลุ่มตัวอย่างในชนบท ชอบ พรรครีพับลิกัน มากกว่า เดโมแครต ร้อยละ 61 ต่อ 30 แต่ กลุ่มชุมชนเมือง ชอบ พรรคเดโมแครต มากกว่า รีพับลิกัน ร้อยละ 63 ต่อ 27

ถ้า พรรคเดโมแครตชนะตามผลโพล โลกคงจะดีขึ้นเยอะจากการคานอำนาจ ประธานาธิบดีทรัมป์ ในสองสภา ระบอบประชาธิปไตย ดีกว่า ระบอบเผด็จการ อย่างนี้แหละ ถ้าทำไม่ดีประชาชนมีสิทธิเปลี่ยน ถ้าเปลี่ยนเร็วแบบสภาผู้แทนสหรัฐฯ 2 ปี เลือกตั้งกันทีก็ยิ่งดี ความเสียหายต่อบ้านเมืองจะได้ลดน้อยลง เพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่าอยู่ 4 ปี.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้