วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ตะลึง!การศึกษาไทยต่ำมาก ทั้งที่ใช้งบปีละ 9 แสนล้านบาท

ตะลึง!การศึกษาไทยต่ำมาก ทั้งที่ใช้งบปีละ 9 แสนล้านบาท

  • Share:

เรื่องน่าตะลึงในประเทศไทยยังมีอีกมากมายนอกเหนือจากเพลง “ประเทศกูมี” ล่าสุด ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธาน คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) พูดถึงการปฏิรูปการศึกษาไทยยุครัฐบาล คสช.ว่า กอปศ.กำหนดการปฏิรูปการศึกษาใน 2 ปี หรือ 24 เดือน ตอนนี้ใช้เวลาไปแล้ว 17 เดือน เหลือเวลาอีก 7 เดือน ขณะนี้ ประเทศไทยได้ถดถอยอย่างมาก ประเทศต่างๆได้แซงหน้าประเทศไทยไปอย่างมาก หากเดินไปในลักษณะเดิม ประเทศไทยจะไปอยู่ที่ไหนในโลก สภาพการศึกษาไทยมีคุณภาพที่ต่ำมาก ไม่ได้มาตรฐานไทยและสากล มีความเหลื่อมล้ำสูง ติดกับดักความยากจน ไม่สามารถแข่งขันในยุคประเทศไทย 4.0 ได้ ทั้งที่ ภาครัฐและเอกชนได้ใช้งบประมาณเพื่อการศึกษาไปถึงปีละ 900,000 ล้านบาท

ฟัง ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา พูดถึงการศึกษาไทยอย่างนี้แล้ว ก็เหี่ยวไปถึงตาตุ่ม 4 ปีกว่า การปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาล คสช. นอกจากไม่ดีขึ้นแล้วกลับแย่ลงกว่าเดิม

ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา พูดถึงการศึกษาไทยหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “ความคาดหวังในการปฏิรูปการศึกษาของสถานประกอบการ” ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรก โดยเชิญผู้ประกอบการด้านต่างๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม สภาหอการค้า ธนาคาร ฯลฯ เพื่อร่วมพิจารณาเรื่องการปฏิรูปการศึกษา รับฟังมุมมองว่าควรปฏิรูปการศึกษาไปในทิศทางใด อย่างไร เพราะประเทศไทยกำลังประสบกับการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน ภาครัฐเปลี่ยนแปลงค่อนข้างช้า อาจไม่ทันการณ์ ถ้าผู้ประกอบการธุรกิจเอกชนก้าวไม่ทัน ก็คงไม่สามารถอยู่รอดได้ กอปศ. ซึ่งมีหน้าที่ศึกษาจัดทำข้อมูลเสนอแนะเพื่อยกร่างกฎหมาย จึงต้องมีความเห็นจากภาคธุรกิจอุตสาหกรรม

เพิ่งมาฟังความคิดเห็นเอาตอนนี้ ไม่รู้สายไปหรือไม่ แต่ก็ยังดีกว่าไม่คิดทำอะไรเลย

ศ.นพ.จรัส กล่าวว่า จากการประชุมรับฟังความคิดเห็น เกิดบทเรียนมากมาย เช่น การศึกษาต้องแก้จากข้างล่าง โดยเฉพาะระดับพื้นฐาน ถ้าระดับพื้นฐานไม่มีคุณภาพ การศึกษาระดับต่อไปก็ไม่มีทางมีคุณภาพ ต้องมีการปรับการศึกษาทั้งระบบ ตั้งแต่การศึกษาพื้นฐาน การศึกษาตามอัธยาศัย อาชีวศึกษา อุดมศึกษา ต้องเรียนรู้โลกปัจจุบันและโลกอนาคต ไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ ขณะนี้มีภาคเอกชนที่จัดการศึกษาเองได้ มีสถานศึกษาในระดับต่างๆ โดยไม่ต้องมีกฎหมายรองรับ แปลไทยเป็นไทยก็คือ พึ่งรัฐบาลไม่ได้ เอกชนต้องพึ่งตัวเอง ไม่รู้จะมีรัฐบาลไปทำไม

(อย่างเช่น เครือซีพี เจริญโภคภัณฑ์ ของ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ก็มีการสร้าง“สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์” จัดการศึกษาของบริษัทเอง มีการอบรมผู้นำระดับต่างๆของบริษัทในเครือทั่วโลก)

ฟังข้อมูลจาก ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา แล้วผมรู้สึกว่า การศึกษาระดับพื้นฐานไทยน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ ระบบการสอบ GAT และ PAT เพื่อทดสอบศักยภาพและความถนัดในวิชาชีพของนักเรียน วิชาที่สอบมีปัญหาทุกปีในเรื่องข้อสอบ และคำตอบที่เป็นข้อสอบแบบปรนัย แต่มีหลายคำตอบ รวมทั้ง คำตอบหลอก เช่น มี 4 ตัวเลือก แต่มี 2 คำตอบ ทำให้เด็กเกิดความสับสนในคำตอบ

ศ.แอนดรูว์ บัตเลอร์ นักจิตวิทยา มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในเซนต์หลุยส์ ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาใน วารสารการวิจัยประยุกต์ด้านความจำและสติปัญญา (Journal of Applied Research in Memory and Cognition) ฉบับเดือนกันยายนว่า การทำข้อสอบแบบหลาย

ตัวเลือก จะช่วยให้นักเรียนจดจำข้อมูลได้แม่นยำ และเรียนรู้ได้ลึกซึ้งขึ้นในระยะยาว แต่ต้องไม่มี “ตัวเลือกหลอก” เพราะ “ตัวเลือกหลอก” จะไป ขัดขวางกระบวนการทางสมอง ไม่ให้ดึงข้อมูลที่ถูกต้องจากในอดีตมาใช้ หนำซ้ำยังไปสร้างความทรงจำใหม่ที่เป็นข้อมูลผิด ที่เชื่อมโยงกับตัวเลือกหลอกในข้อสอบอีกด้วย

ยิ่งเขียนก็ยิ่งว้าเหว่ สิ่งที่เรามีอย่างนี้ในประเทศไทย ยังมีอีกมากมายจริงๆ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้