วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เก็บภาษีความหวาน ให้เหมือนภาษีบุหรี่

เก็บภาษีความหวาน ให้เหมือนภาษีบุหรี่

  • Share:

เคยสงสัย? กันไหมว่า“กินหวาน” ไปเยอะๆ...เหตุไฉน ทำไมเราไม่เบื่อ แต่ถ้าให้กินปลาย่าง ผักย่างสุดหรู เนื้อแน่น ไม่คาวไม่แห้งบ่อยๆก็ยังเบื่อเลย พอเรากินปลาและผักเข้าไปมันอร่อยมาก

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ บอกว่า สมองเราจะมีส่วน rewarding pathway ซึ่งบอกว่าดี อร่อย อยากกินอีก เราก็เลยมากินมันอีก แต่พอกินไปเรื่อย rewarding pathway ซึ่งมี โดพามีนเป็นตัวนำ มันเริ่มชินชา และเริ่มฝ่อ

ไม่ค่อยมีความสุข แล้วก็เหมือนกับว่าด้านชา ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะสมองอยากให้เรากินอาหารหลากหลายจะได้มีแร่ธาตุ วิตามินครบทุกหมู่ แน่นอนความสุขที่ว่านี้ช่างต่างกันกับ “ของหวาน”...มากมายยิ่งนัก

“พอกินขนมครก เค้กช็อกโกแลตหน้านิ่ม กินไปกินมายิ่งอยากกิน พอกินไปเรื่อยก็ไม่เบื่อ อันนี้เพราะว่าน้ำตาลมันแปลก พอกินไป rewarding pathway นี่ไม่ด้าน...ร้ายใหญ่จะทำให้ติดหวาน เหมือนกับติดนิโคตินในบุหรี่เลยแหละ”

อาการที่ว่านี้สังเกตตัวเองกันได้เลยว่า...พอเรากินหวานบ่อยๆเข้า แล้ววันนึงไม่กิน เราก็จะรู้สึกโหยหา

แล้วให้ย้อนกลับมาที่ “บุหรี่” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ บอกว่า อันนี้รู้อยู่แล้วว่ามาก แย่กว่าน้ำตาลแน่นอน

ข้อมูลศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบปี 2560 ระบุว่า คนไทยยังสูบบุหรี่อยู่มากถึง 10.7 ล้านคน หรือ 19.1% ถึงจะลดน้อยลงมากกว่าปีก่อนๆ แต่ก็ยังถือว่ามากโข

ผลเสียของบุหรี่คงไม่ต้องกล่าวกันมาก ในบุหรี่มีสารเคมีอันตรายอยู่ถึง 250 ชนิด อย่างน้อย 69 ชนิดนั้นก่อมะเร็ง...อ่านอีกครั้งครับ 69 ชนิด และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอด คอ ปาก ไต กระเพาะ กระเพาะปัสสาวะ ตับ ตับอ่อน ปากมดลูก ลำไส้ ลูคีเมีย และอื่นๆ

ส่วนทำไมถึงเป็นมะเร็งอื่นๆนอกจากปอดก็เพราะว่าสารเคมีซึมเข้าไปทางเลือดผ่านจากปอด และสารเคมีพวกนี้ก็เข้าไปทำลายดีเอ็นเอในร่างกายเรา...เมื่อต้องมีการซ่อมแซมมากขึ้น โอกาสที่จะซ่อมแล้วผิด ทำให้เซลล์โตแบบไม่มีการควบคุมในที่สุด...ยิ่งสูบนานก็ยิ่งเสี่ยงเยอะ

นอกนั้นยังเพิ่มความเสี่ยงโรคถุงลมโป่งพอง...ซึ่งเป็นการตายอย่างช้าๆ และทรมานเปรียบเหมือนจมน้ำ สาเหตุสำคัญก็คือ “บุหรี่” ไปทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและการลดความยืดหยุ่นของปอดเพราะมีการกระตุ้นตัวย่อยสลายเนื้อเยื่อปอด

แล้วยังมีโรคหัวใจ เส้นเลือดโป่งพองจนแตกตาย กับอัมพาตอีก ยังมีอีกเยอะ แต่พอก่อนเดี๋ยวจะกลายเป็นบ่น ส่วนสาวที่พยายามมีทายาทแต่ไม่ป่องซะที ถ้าสูบบุหรี่ด้วยแล้ววิธีที่ดีที่สุดคือ...หยุดบุหรี่ดีต่อลูกด้วย ไม่งั้นลูกเกิดมาก่อนกำหนด น้ำหนักน้อย เพดานปากแหว่ง...อย่าหาว่าไม่เตือน

สำหรับ...ท่านที่ไม่ได้สูบเองแต่คนนั่งข้างๆสูบก็อย่านิ่งนอนใจเพราะดม “ควัน” ก็เพิ่มความเสี่ยงดังที่กล่าวมาเหมือนกัน หรือมี “ลูกน้อย” อยู่ ลูกดมควันก็มีโอกาสตายเฉียบพลันและติดเชื้อในปอด ได้ง่ายขึ้น

ส่วนท่านที่ยังสูบบุหรี่แล้วอ่านอยู่ อย่าเพิ่งเซ็งนะครับ ไม่ว่าจะสูบมานานแค่ไหนแต่เลิกตอนนี้ ย้ำว่าตอนนี้เลย...หักดิบครับ จากนั้นความดันและการเต้นหัวใจจะกลับมาปกติในไม่กี่ชั่วโมง ในไม่กี่อาทิตย์...เสมหะจะน้อยลงและหอบก็จะน้อยลง ผ่านไปหลายเดือนปอดจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เดินวิ่งก็สบายตัว

“หลายปีหน่อยความเสี่ยงมะเร็งและถุงลมโป่งพองที่กล่าวมาก็ลดน้อยลงมากมาย แล้วก็คงสงสัยว่าถ้าเป็นมะเร็งแล้วล่ะ ก็สูบต่อไปเหอะคลายเครียด แต่ถึงจะเป็นมะเร็งไม่ว่าชนิดใดหรือขั้นไหน ถ้าหยุดบุหรี่ ณ ตอนนั้นอาจจะเพิ่มโอกาสรอดได้มากถึง 40% เลยทีเดียว”

ให้รู้เอาไว้ว่า...ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะ “บุหรี่” ทำให้ร่างกายอักเสบ พออักเสบ เซลล์ “มะเร็ง” ก็จะสามารถโตได้ดีขึ้นนั่นเอง

เลิก “บุหรี่” นอกจากดีต่อสุขภาพแล้วยังประหยัดเงินได้อีกด้วย โดยเฉพาะที่หมออยากจะเชียร์ให้ขึ้นภาษีอีกสักหน่อยให้ซองละสัก 300 บาท ก็ดีนะ...ส่วนเงินเอามาให้สาธารณสุขฯเลยเพื่อรักษาโรคที่เกิดจากบุหรี่ ไม่ต้องไปยุ่งยากเอาไปโฆษณา

“โฆษณาไปพอประชาชนอยากหยุดก็ไม่มีบุหรี่ไฟฟ้าให้ใช้การเลิกยากนะ ต้องใจแข็งสุดๆ ส่วนจะเอาเงินไปรณรงค์เลิกบุหรี่รอให้มีบุหรี่ไฟฟ้าก่อนละกันค่อยโฆษณา

เพราะบุหรี่ไฟฟ้าสำหรับเลิกบุหรี่นับเป็นวิธีเลิกบุหรี่ได้ดีที่สุด ประเทศเราก็ยังไปแบนถึงขั้นเข้าคุก สายกลางหน่อยก็ควรจะเอาที่มีแต่นิโคติน ไม่มีการแต่งกลิ่น”

ถ้ากลัวมาก กลัวเด็กจะใช้...ก็ทำให้เป็นการสั่งจ่ายเหมือนยาสิ ให้เฉพาะแพทย์และเภสัชจ่ายได้เท่านั้นเพื่อการควบคุม พอคนไข้มีความเสี่ยงหรือคนไหนก็ได้มีประวัติสูบบุหรี่

หมอหรือเภสัชก็สามารถแนะนำและจ่ายได้ตามสมควร

ย้ำอีกทีว่า... “บุหรี่ไฟฟ้า” เป็นวิธีเลิกบุหรี่ที่มีประสิทธิภาพที่สุด ตอนนี้มีกลุ่มคนที่พยายามจะยื่นเรื่องเปลี่ยนกฎหมายกันอยู่ ซึ่งเห็นด้วยเต็มที่

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เล่าประสบการณ์ถึงเพื่อนคนหนึ่ง ที่พออธิบายให้ฟังตามบทความข้างต้นนี้แล้วก็ซึ้งใจ หรือกลัวตายไม่รู้ จึงตัดสินใจว่าจะลดทั้ง “หวาน” และเลิก “บุหรี่”

“ลดหวานเอาตามลูกอาจารย์หมอ สักพักร่างกายเริ่มชิน พอไม่มีหวาน ความอยากหวานก็จะลดลงไปเอง นอกนั้นก็ไปออกกำลังกายมากขึ้น ว่ายน้ำก็ดี หรือจะอะไรก็ได้ที่ทำให้อัตราหัวใจเต้นเร็วให้ได้สัก 3-5 ครั้งต่ออาทิตย์ แต่บุหรี่เนี่ย...ยากจริง ฝากใครหิ้วบุหรี่ไฟฟ้ามาก็เกรงใจเดี๋ยวโดนจับหรือเสียค่าปรับเปล่าๆ”

ทางออก...คงต้องใจแข็งล้วนๆ ไม่มียาปาฏิหาริย์ที่ทำให้หยุดบุหรี่ได้ แต่ก็จะมีนิโคตินมาช่วยในหลายๆแบบ เช่น หมากฝรั่ง แผ่นติดตัว (transdermal patch) สเปรย์ หรืออมใต้ลิ้น ส่วนนิโคตินจนถึงขณะนี้ไม่มีผลเสียต่อร่างกาย แต่นิโคตินมีข้อห้ามใช้ในโรคหัวใจขั้นรุนแรง และอัมพาตในช่วงเดือนแรก

นอกจากนั้นก็มียากินคล้ายยาคลายเครียด (Bupropion และ Varenicline) ที่ทำให้การเลิกง่ายขึ้นหน่อย แต่ยาที่กล่าวมาสองตัวต้องให้แพทย์จ่ายเท่านั้น

จากนั้น...พอทำใจได้แล้วก็กำหนดวันที่จะเลิกแล้ว “หักดิบ” เลยดีสุด

ไม่อย่างงั้นหากค่อยๆลด สุดท้ายเมื่ออยากมากแล้วค่อยสูบ...จะยิ่งทำให้เกิดสุข (positive reinforcement) และท้อกันไปหมดพอดี

ถึงตรงนี้...จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่อย่าเพิ่งท้อ เพราะ “น้ำมันกัญชา” สูตรไม่เมา (CBD) อาจจะเป็นฮีโร่ในการช่วยเลิกบุหรี่ด้วยก็ได้นะ

“หวาน” กับ “บุหรี่” ติดแล้วเลิกยาก...มหันตภัยใกล้ตัว “คนไทย” ชวนให้ติดตามเหลือเกินว่าอะไรจะร้ายกว่ากัน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้