วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คนอ่านไม่ซื้อคนซื้อไม่ยอมอ่าน! ทดสอบ FERRARI GTC4 LUSSO T

คนอ่านไม่ซื้อคนซื้อไม่ยอมอ่าน! ทดสอบ FERRARI GTC4 LUSSO T

  • Share:

สารภาพกันตรงๆ ว่า Ferrari GTC4 Lusso T  คือม้าลำพองคันแรกที่ผมได้ลองขับ ไม่นับ Ferrari 360 Spyder ของเพื่อนรุ่นพี่ที่ได้แค่นั่ง ยังไม่เคยสัมผัสกับความดุเด็ดเผ็ดมันของม้าป่าจากอิตาลีเลยแม้แต่ครั้งเดียว Ferrari ตั้งใจจะสร้างรถรุ่นนี้ขึ้นมาเพื่อทำให้มันกลายเป็นซุปเปอร์คาร์สไตล์ GT Grand Tourer ที่สามารถขับทางไกลได้อย่างสบายเนื้อสบายตัว พร้อมแสนยานุภาพใต้ฝากระโปรง ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ V8 จากรหัสต่อท้ายรุ่นกับตัวอักษร T พละกำลังที่เค้นออกมาได้แทบจะไม่แตกต่างจาก Ferrari FF ซุปเปอร์คาร์ท้ายตัดรุ่นพี่ที่ขายมานานหลายปี ราคา 25,060,000 บาท มีการรับประกัน (warantee) และบริการหลังการขายตลอด 3 ปีแบบไม่จำกัดระยะทาง โดยคาวาลลิโน มอเตอร์ ผู้นำเข้าเจ้าเดียวในประเทศไทยให้บริการด้วยทีมช่างผู้ชำนาญการพร้อมอะไหล่สั่งตรงจากโรงงาน Ferrari ทุกชิ้น

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปของ Ferrari GTC4 Lusso T ก็คือเครื่องยนต์ที่เปลี่ยนจาก V12 ไม่มีระบบอัดอากาศมาเป็น V8 เทอร์โบคู่ เป็นการลดค่า Co2 แต่ยังคงประสิทธิภาพในด้านแรงม้าและแรงบิดเอาไว้อย่างครบถ้วน ระบบ Infotainment แบบใหม่ที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น ลำโพงของ JBL ค่อนข้างขัดแย้งกับราคาที่รุนแรงเกินหน้าเกินตารถคู่แข่งไปไกล ระบบปรับอากาศที่ทำงานได้ดีขึ้น แถมยังมีช่องเก็บของกระจุกกระจิกในรถเพิ่มขึ้นอีกด้วย ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อของรถรุ่นนี้ถูกปรับปรุงให้ยึดเกาะกับถนนมากยิ่งขึ้น ห้องโดยสารแบบ 2X2 เอื้อประโยชน์ให้กับผู้โดยสารตอนหลังใช้นั่งยาวๆ ได้ รวมกับพวงมาลัยที่อุดมไปด้วยปุ่มต่างๆ ราวกับยานอวกาศ 

ระบบขับเคลื่อนทุกล้อและเบาะผู้โดยสารตอนหลัง ทำให้ Ferrari GTC4 Lusso T ขายดีในรัสเซียและจีน ลูกค้าส่วนใหญ่มีอายุน้อยลงและชื่นชอบความแปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำซากจำเจ ซึ่งเดินทางพร้อมครอบครัว 3-4 คน รวมไปถึงการขับใช้งานเกือบทุกวันไม่ใช่แค่รถสปอร์ตที่เอาไว้ขับเล่นในวันหยุดอีกต่อไป GTC4 Lusso T มีส่วนหน้าที่ยาวเหยียดกับบั้นท้ายสไตล์แฮตช์แบ็กที่กว้างและแบนเตี้ย ไฟหน้าแบบใหม่ออกแบบให้เข้ากับกระจังหน้าที่แปลงเป็นช่องรับอากาศขนาดมโหฬาร ล้อขอบ 20 นิ้วกับชุดเบรกคาร์บอนเซรามิกมีราคาที่ฟังแล้วชวนสะดุ้ง ครีบระบายอากาศที่แก้มข้างคล้ายเหงือกปลาฉลาม เสาหน้าที่ลาดเอียงสุดติ่งและมือจับประตูที่เล็กจิ๋ว ซุ้มล้อหลังดึงโป่งให้ขยายออกด้านข้างเพื่อทำให้ทรงบั้นท้ายไหลลื่น ฝาท้ายขนาดเล็กลาดเทจากแนวบั้นท้ายพร้อมไฟท้ายทรงกลมฝั่งละสองดวง ซึ่งเป็นสไตล์ที่คุ้นเคยของ Ferrari ท่อระบายไอเสียฝั่งละสองท่อรวมสี่ท่อ ที่ให้เสียงโหดร้ายราวกับเครื่องจักรสังหาร ครีบรีดอากาศใต้สปอยเลอร์หลังหรือ diffuser จัดเรียงลมหมุนวนส่วนท้ายให้เป็นระเบียบสำหรับการทำความเร็วโดยเฉพาะ 

มิติตัวถังของปีศาจความเร็ว Ferrari GTC4 Lusso T มีความยาว 4,922 มิลลิเมตร ค่อนข้างยาวเมื่อเทียบกับรถคู่แข่ง ส่วนความกว้าง 1,980 มิลลิเมตร ออกแบบเพื่อทำให้ห้องโดยสารมีพื้นที่เพิ่มขึ้น ส่วนความสูง 1,383 มิลลิเมตร ก็ทำให้การเข้า-ออกจากรถมีความสะดวกไม่ต้องตะกายออกมาเหมือนซุปเปอร์คาร์บางรุ่น ระยะฐานล้อ 2,990 มิลลิเมตร สูสีกับฐานล้อของรถซาลูนคันโต บ่งบอกถึงพื้นที่เบาะหลังที่ไม่ได้ทำมาให้ใช้วางกระเป๋าอีกต่อไป ระยะห่างล้อคู่หน้า 1,674 มิลลิเมตร หลัง 1,668 มิลลิเมตร น้ำหนักรถเมื่อเติมเชื้อเพลิงเต็มถังอยู่ที่ 1,865 กิโลกรัม สำหรับน้ำหนักรถเมื่อยังไม่ได้เติมน้ำมันอยู่ที่ 1,740 กิโลกรัม เบากว่า GTC4 Lusso V12 เล็กน้อย 

GTC4 Lusso T เป็นรถที่ปราดเปรียวประตูแบบไร้กรอบและห้องโดยสารมีพื้นที่มากพอสำหรับรถประเภทนี้ ตำแหน่งการนั่งขับสมบูรณ์แบบ ระบบ Infotainment อัพเกรดให้มีความทันสมัย ทำงานผ่านจอมอนิเตอร์กลางขนาด 10.25 นิ้ว ใหญ่โตและชัดเจน สามารถเลือกแสดงข้อมูลได้แบบสองฝั่งพร้อมเนวิเกเตอร์และการควบคุมเชื่อมต่อกับโลกภายนอก Ferrari จัดมาให้ครบทั้งการปรับตั้งค่าต่างๆ ของตัวรถ ระบบเกียร์และช่วงล่าง ปุ่มเกียร์เรียงในแนวตั้งใช้สวิตช์ควบคุมการทำงานของเกียร์ไม่ว่าจะเดินหน้า ถอยหลัง หรือจอด

ช่องแอร์ทรงท่อกลมๆ ทำจากพลาสติกเกรดสูงสีเงินยวง เบาะคู่หน้านั่งสบายและโอบกระชับ ตำแหน่งของแป้นคันเร่ง เบรกและที่พักเท้าซ้ายทำออกมาได้ดี ไม่ว่าจะอ้วนเป็นหมีหรือสูงโย่งก็เข้าไปนั่งขับได้สบายตัว มาตรวัดทรงกระบอกขนาดใหญ่เอาวัดรอบมาไว้ตรงกลาง ด้านข้างเป็นจอภาพ MID ทำหน้าที่แจ้งเตือนค่าต่างๆ ของรถ ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับ อุณหภูมิของระบบระบายความร้อน อุณหภูมิน้ำมันเครื่อง ระดับของเชื้อเพลิงในถังและอุณหภูมิภายนอกห้องโดยสาร โดยภาพรวม GTC4 Lusso T เป็นรถที่มีความลงตัวเกือบทุกจุด ยกเว้นบางตำแหน่งที่แปลกตา เช่น พวงมาลัยทรงสามก้านที่อุดมไปด้วยปุ่มควบคุมต่างๆ แม้กระทั่งสวิตช์สตาร์ตเครื่องยนต์ก็ยังเอามาแปะไว้อยู่บนพวงมาลัย ไม่นับปุ่มปรับโหมดสีแดง ปุ่มไฟเลี้ยวและปุ่มเล็กๆ ที่ควบคุมใบปัดน้ำฝน 

อุปกรณ์ภายในใช้งานง่าย แต่ก็ต้องมีเวลาในการเรียนรู้อยู่เหมือนกัน ฝั่งผู้โดยสารยังมีจอภาพทรงยาวขนานไปกับแดชบอร์ดตรงหน้าของเบาะผู้โดยสาร แจ้งรอบเครื่องยนต์และสปีดความเร็ว ตำแหน่งของเกียร์และค่าแรงจี! อย่างที่บอกว่าเบาะแบบบักเก็ตซีทนั่งได้รัดกุมดีมาก ส่วนเบาะหลังก็มีพื้นที่วางเท้ามากพอสำหรับมนุษย์รูปร่างปกติ พื้นที่เก็บสัมภาระส่วนท้ายมีความจุ 450 ลิตร ถ้าพับเบาะหลังราบลงกับพื้นก็จะเพิ่มเป็น 800 ลิตร พอที่จะใส่กระเป๋าเดินทางใบกะรัดทัดได้ 2 ใบ

ผมก้าวเข้าไปนั่ง กดปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ แขนกลทำหน้าที่ส่งเข็มขัดนิรภัยสีแดงมาให้ เมื่อคาดเสร็จก็กดเข้าเกียร์ D แล้วกดคันเร่งแค่นิดเดียวเจ้า GTC4 Lusso T ก็เคลื่อนตัวออกมาอย่างว่านอนสอนง่าย เช้าวันทดสอบผมใช้เส้นทางจากหน้าโรงแรมแมริออตระยอง มุ่งตรงไปยังเนินคุ้งวิมานในจังหวัดจันทบุรี การขับ Ferrari แถบภาคตะวันออกของไทยในช่วงเช้าของต้นฤดูหนาวเป็นอะไรที่น่าจดจำ ถนนไม่ค่อยจะเรียบเท่าที่ควร ทำให้ช่วงล่าง Adaptive ของเจ้า GTC4 Lusso T ต้องทำงานอย่างหนักในการซับแรงสั่นสะเทือนเมื่อขับผ่านผิวถนนที่ไม่มีความสม่ำเสมอ บางครั้งก็กระเทือนซางเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติของระบบรองรับในรถที่มีแรงม้า 610 ตัว จะมาทำให้นุ่มนิ่มนั่งสบายไร้ความสะเทือนก็คงไม่ใช่รถ Ferrari 

บนผิวถนนที่ขุรขระ GTC4 ซับแรงสะเทือนได้ดีพอใช้ เมื่อเจอเข้ากับทางเรียบๆ ผมปรับโหมดจาก Comfort ไปที่ Sport เป็นการปรับผ่านปุ่มมหัศจรรย์ที่เรียกกันว่า Manettino ช่วงล่างหนึบขึ้นแต่ก็ไม่ได้แข็งกระด้างมากจนทำให้นั่งไม่สบายตัว ใต้ฝากระโปรงคือเครื่องยนต์ V8 Twin Turbo ที่คว้ารางวัล Engine of The Year มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้มันเป็นจักรกลซุปเปอร์คาร์ที่เร่งได้อย่างน่ากลัว เวลากดคันเร่งจนมิด มันจะพุ่งปราดออกไปไวจนทำให้ขนหัวลุก เป็นขุมกำลังที่ไม่ทำให้รู้สึกถึง น้ำหนักเกือบสองตัน เวลาเร่งความเร็วก็ไม่มีอาการสะท้านหรือสั่น ความเร็วพุ่งทะยานจากเข็มวัดที่เป็นแบบดิจิตอล รอบเครื่องตวัดกวาดตามอย่างเร็วจนต้องกดเบรกเพราะพุ่งเข้าไปหาท้ายรถคันข้างหน้าเร็วมากเกินไป แรงบิดมหาโหด 760 นิวตันเมตร ทะลักออกมาทันทีที่เจ้าของรถเดินคันเร่งแบบจุ่ม แค่ 1,750 รอบต่อนาที แรงบิดก็ทะลักออกมาให้ใช้งานมากถึง 80% ถ้าทำเบรกออกมาไม่ดีมีหวังจบเห่กับท้ายรถชาวบ้านหรือเสาไฟฟ้าอย่างแน่นอน! 

เครื่อง V8 เทอร์โบคู่ ปรับปรุงโดยนำเอาสิ่งที่เรียนรู้มาจากเครื่องยนต์ของ Ferrari 488T อัตราส่วนกำลังอัดสูงขึ้นเล็กน้อย ปรับจูนการจ่ายเชื้อเพลิงให้ตรงกับรอบเครื่องยนต์ในแต่ละย่านทั้งสูงและต่ำ การเปลี่ยนจากเครื่อง V12 หายใจเองมาเป็น V8 ทวินเทอร์โบแม้แรงม้าจะลดลงบ้างแต่สิ่งที่ได้รับกลับมาก็คืออัตราสิ้นเปลืองที่ดีขึ้นและค่าการปล่อย Co2 ที่ลดลง รวมถึงน้ำหนักก็ยังเบาขึ้นกว่าเครื่องรุ่นใหญ่ ระบบส่งกำลังของ GTC4 LUSSO T เป็นเกียร์คลัตช์คู่แบบ 7 สปีด ที่ทำงานไวโคตรๆ แถมยังไหลลื่นแทบจะไม่มีอาการกระตุกกระชากซึ่งเป็นสันดานเดิมๆ ของเกียร์ที่มีคลัตช์ 2 ชุด แป้น Paddle Shift ตอบสนองต่อการเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างว่องไว กดเปลี่ยนเกียร์เมื่อไหร่มันก็จะไปตามสั่งเมื่อนั้น ตัวเลขสมรรถนะที่แจ้งมาว่ากำลังนั้นมีให้ถึง 610 แรงม้า พร้อมแรงบิดทะลุทะลวงมากถึง 760 นิวตันเมตร มันเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาสั้นจู๋แค่ 3.5 วินาที ส่วน Topspeed ที่ 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่มีทางตรงยาวมากพอที่จะทำความเร็วได้ขนาดนั้น แถมยังผิดกฎหมายอีกต่างหาก แค่ขับแบบเรื่อยๆ แล้วกดบ้างเป็นบางครั้งเมื่อเจอกับถนนโล่งๆ คุณก็จะมีความสุขกับปีศาจแสนกลคันนี้แล้วล่ะครับ

แม้จะลากกันจนสุดเกียร์ก็ไหลขึ้นๆ ลงๆ ได้เนียนมาก ไม่มีอาการเย่อหรือกระชากที่ทำให้เสียอารมณ์ เวลาเล่นเกียร์ผ่านแป้น Paddle ก็ทำงานได้ตามสั่ง ทำให้คุณสามารถขับเจ้าปีศาจสีแดงคันนี้ลัดเลาะผ่านโค้งได้อย่างสนุกสนาน เกียร์คลัตช์คู่เปลี่ยนจังหวะได้ทันต่อความต้องการเสมอ ไม่ว่าจะลดเกียร์เพื่อมุดเข้าหัวโค้ง หรือเพิ่มเกียร์เมื่อพบกับทางตรงยาวๆ หรือปล่อยให้มันทำงานไปตามเรื่องตามราวในโหมด D ก็แจ่มทั้งนั้น ส่วนโครงสร้างของตัวถังและช่วงล่าง พวงมาลัยและเบรกมีส่วนช่วยอย่างมากที่เข้ามาปรุงแต่งทำให้ GTC4 Lusso T ขับโคตรสนุก มันเป็นซุปเปอร์คาร์ที่มีขนาดตัวถังไม่เล็กแต่กลับคล่องและว่องไวมาก จนประสาทในส่วนรับความรู้สึกของผมตามไม่ทัน เวลาอัดเข้าโค้งแรงๆ ก็ไม่มีอาการส่ายหรือย้วย แต่พวงมาลัยนั้นไวในระดับที่ทำให้ประสาทกิน พวงมาลัยไฟฟ้าที่ทั้งแม่นและไวตอบสนองอย่างเร็วเมื่อเล็งไปทางไหนมันก็หันไปทั้งนั้น น้ำหนักของพวงมาลัยในโหมด Comfort เบาไปนิด โหมด Sport มีน้ำหนักที่พอดิบพอดีและเซตมาให้สำหรับคนที่ชอบความเฉียบคมของชุดบังคับเลี้ยว ทำให้ควบคุมได้ง่ายเวลาขับเร็ว การสื่อสารระหว่างยางและช่วงล่างผ่านตรงมายังชุดบังคับเลี้ยวทำได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสมราคาค่าตัว ยาง Pirelli P-ZERO Corsa หน้า 245/35 ZR20 หลัง 295/35 ZR20 มีการสื่อสารระหว่างการยึดเกาะของยางหน้าส่งกลับมาที่พวงมาลัยอย่างชัดเจน เป็นเลือดที่เข้มข้นของ Ferrari ที่ทำให้เศรษฐีนักซิ่งชื่นชอบอย่างที่สุด! 

เบรกคาร์บอนเซรามิกนั้นเอาอยู่ สามารถกำราบม้า 610 ตัวให้ว่านอนสอนง่ายไม่ทะลุจนไปซัดกับท้ายรถของชาวบ้านร้านตลาด ทำให้เกิดความมั่นใจเวลาลงเบรกหนักๆ การถ่ายเทน้ำหนักขณะเบรกเต็มกำลังทำได้ดีมาก ไม่มีอาการหน้ายุบหลังยกโผล่ออกมาให้สัมผัส ระบบเบรกของ GTC4 Lusso T สามารถหน่วงความเร็วของรถได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าคนขับขอแค่ไม่บ้าก็จะพากันไปสนุกอย่างแน่นอน ส่วนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบใหม่ล่าสุดมีประสิทธิภาพสูงมากพอที่จะจัดแรงบิด 90% ไปที่ล้อหน้าวงนอกโค้งได้เพื่อสร้างแรงยึดเกาะ เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากระบบขับสี่ของ Ferrari FF และมีการเพิ่มระบบเลี้ยวที่ล้อคู่หลัง ทำงานร่วมกับ traction control และระบบรักษาเสถียรภาพของตัวรถ โช็คอัพแบบแปรผันความหนืดไปตามสภาพผิวถนนกับเฟืองท้ายไฟฟ้า เมื่อซัดเข้าโค้งมุมแคบเร็วๆชุดเฟืองหน้าพยายามกระจายแรงบิดให้เกิดความสมดุลสูงสุด ต่อให้ถนนลื่นๆ ก็ขับเร็วได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมเศรษฐีรัสเซียและจีนถึงได้ชอบ Ferrari รุ่นนี้กันนัก

Lusso T เป็นซุปเปอร์คาร์เครื่องวางหน้าขับเคลื่อนสี่ล้อที่ขับได้อย่างสุดยอด (หากไม่นับ Ferrari F12 TDF) หน้าตาสวยแต่ดุกับส่วนท้ายที่ตัดสั้นกุดคล้ายรถแฮตชแบคพร้อมเบาะแบบ 4 ที่นั่งทำให้มันไม่เหมือน Ferrari รุ่นอื่น ถ้าวัดกันที่ความคุ้มค่าและความสนุกหลังพวงมาลัยแล้วได้รถพลังสูงเอาไว้ขับเล่นก็นับว่าคุ้ม คนที่ซื้อรถรุ่นนี้คงไม่ต้องสงสัยว่ารวยจริงหรือแค่เศรษฐีปลอมๆ จ่ายเงินไป 25,060,000 บาท เยอะมากขนาดนั้น เจ้าของรถจะได้ความโหดที่มาพร้อมความสะดวกสบาย Ferrari พยายามรักษาเอกลักษณ์ของแบรนด์ด้วยการสร้างจุดที่ทำให้ลูกค้ามหาเศรษฐีมีความพึงพอใจเมื่อได้ครอบครอง หลังจากขับมาครึ่งวันเต็มๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปขับ Ferrari Portofino ในตอนบ่าย การขับที่ดีงามและโหดดิบของเจ้า GTC4 Lusso T น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์คันนี้ทำให้ผมรู้สึกประทับใจไม่รู้ลืม 

ข้อมูลผลิตภัณฑ์จาก Ferrari

GTC4 Lusso T วางเครื่อง V8 ทวินเทอร์โบ มาพร้อมกับวิวัฒนาการของเครื่องยนต์เทอร์โบแบบสูบ V ความจุ 3.9 ลิตร กำลังสูงสุด 610 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที อัตราเร่งดุเดือดเลือดพล่านสไตล์ซุปเปอร์คาร์จากค่ายม้าลำพอง แรงบิดสูงสุดจัดอย่างโหดมากถึง 760 นิวตันเมตร ที่ 3,000 - 5,250 รอบต่อนาที GTC4 Lusso T ยังให้ตัวเลขอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ดีขึ้น เหมาะกับการขับในเมืองหรือการเดินทางไกลเครื่องยนต์ V8 รุ่นใหม่ที่ประจำการอยู่ใน Ferrari หลายรุ่นยังได้รับรางวัล Best Engine of the Year 2018 จากการลงคะแนนของผู้สื่อข่าวทั่วโลก

GTC4 Lusso T คือการผสมผสานงานวิศวกรรมขั้นสูงของระบบส่งกำลังเครื่องยนต์ให้เข้ากับระบบขับเคลื่อนล้อ เครื่องยนต์วางตามยาวด้านหน้าสไตล์รถสปอร์ตแบบ GT มีตัวเลขอัตราส่วนการกระจายน้ำหนักที่สมดุล จุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำและการวางระบบเกียร์เอาไว้ใกล้กับเฟืองท้าย รวมถึงการใช้วัสดุน้ำหนักเบาส่งผลให้รถมีน้ำหนักลดลง ระบบควบคุมทิศทางแบบสี่ล้อเพื่อช่วยให้ GTC4 Lusso T มีความคล่องตัวสูงสุด รวมถึงการตอบสนองที่รวดเร็ว กลไกการขับเคลื่อนล้อหลังของ Ferrari รุ่นใหม่คันนี้กลายเป็นวิวัฒนาการล่าสุดของการควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ SCM-E suspension ESP 9.0 และการพัฒนาระบบควบคุมการไถลด้านข้าง (SSC) รุ่นที่สาม

เครื่องยนต์ V8 Twin Turbo
ขุมกำลังที่ผลิตออกมาจากโรงงานม้าลำพองในมาราเนลโลนั้นขึ้นชื่อในเรื่องของเทคโนโลยีและประสิทธิภาพ เครื่องยนต์เทอร์โบ V8 ของ GTC4Lusso T รวบรวมทุกความคลาสสิกแห่งขุมพลังคุณภาพของเฟอร์รารี่ การตอบสนองที่เฉียบคม เปี่ยมด้วยสมรรถนะและอัตราเร่งอันทรงพลังและต่อเนื่องในทุกระดับความเร็ว เสียงเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มเร้าใจและรูปทรงอันกะทัดรัด รวมถึงตัวถังรถเพื่อพลังการขับขี่ที่เฉียบคม เครื่องยนต์ V8 เป็นวิวัฒนาการใหม่ล่าสุดของตระกูลเครื่องยนต์ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเครื่องยนต์แห่งปี 2016 ในระดับนานาชาติ ขุมกำลัง 3,855 ซีซี มีขนาดกะทัดรัดและเปี่ยมสมรรถนะ ส่งมอบกำลัง 610 แรงม้า ที่ 7,500 รอบต่อนาที มีตัวเลขอัตราส่วนแรงม้าต่อความจุ (ลิตร) ที่ 158 แรงม้าต่อลิตร สูงสุดในเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ Ferrari ยังทำการปรับจูนการทำงานของเครื่องยนต์ เพื่อทำให้ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วสไตล์รถแข่ง อัตราเร่ง 0-100 มีประสิทธิภาพมากขึ้น (แรงบิดสูงสุด 760 นิวตันเมตร ระหว่าง 3,000 และ 5,250 รอบต่อนาที) สมรรถนะระดับแนวหน้าของเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ เกิดจากการปรับเปลี่ยนลูกสูบและก้านสูบแบบใหม่ในรูปแบบอลูมิเนียมที่มีความทนทานสูง เพื่อเพิ่มความดันภายในห้องเผาไหม้มากขึ้น ท่ออากาศความดันต่ำในระบบไอดีออกแบบเพื่อลดการเผาผลาญเชื้อเพลิง ชุดลดอุณหภูมิไอดีคือระบบอินเตอร์คูลเลอร์แบบใหม่ เพื่อเพิ่มการระบายความร้อนของอากาศและเพิ่มประสิทธิภาพในการเคลื่อนที่ของอากาศ

การตอบสนองของคันเร่งอย่างฉับพลันตามแบบฉบับของเครื่องยนต์ Ferrari V8 เกิดขึ้นมาจากเพลาข้อเหวี่ยงแบบ flat-plane และกลีบเทอร์ไบน์ขนาดเล็กทำงานด้วยเทคโนโลยีผสมผสานแบบเทอร์ไบน์คู่ ท่อไอเสียแยกสามชิ้น ท่อเฮดเดอร์ความยาวเท่ากันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพคลื่นความดันภายในระบบเทอร์ไบน์

ประสิทธิภาพที่สุดโต่งของซุปเปอร์คาร์คันนี้เกิดจากการวิจัยอย่างเข้มข้นเพื่อค้นหาวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้เชื้อเพลิง มีการนำระบบท่อรวมไอดีที่ได้รับการปรับรูปทรงเฉพาะเพื่อปรับปรุงการไหลของอากาศไปยังห้องเผาไหม้ ระบบตรวจจับอะตอมที่เกิดการเผาไหม้และการทำงานแบบ multi-spark เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ภายใต้แรงดันสูง รวมถึงการสันดาปที่มีประสิทธิภาพจากการหมุนทั้งรอบต่ำและรอบสูงของเครื่องยนต์ ประสิทธิภาพอันโดดเด่นของเครื่องยนต์ V8 จาก Ferrari ส่วนหนึ่งเกิดจากปั๊มน้ำมันแบบใหม่ที่ทำงานแปรผัน ส่งจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่แตกต่างกันออกไป ทั้งแรงดันสูงหรือแรงดันต่ำ ช่วยลดความสิ้นเปลืองถึงร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปั๊มเชื้อเพลิงแบบทั่วไป ระบบควบคุม roller finger ช่วยลดการใช้พลังงานถึงร้อยละ 10 ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ

หนึ่งในงานวิศวกรรมใหม่ล่าสุดของเครื่องยนต์ V8 ใน GTC4 Lusso T คือระบบการจัดการตัวแปรกำลังอัด ซึ่งเป็นตัวควบคุมการส่งมอบแรงบิดเพื่อให้เหมาะกับเกียร์ที่เลือกในขณะขับขี่ ในขณะที่เพิ่มประสิทธิภาพการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ลดสุนทรียภาพในการขับขี่ ขณะที่เครื่องยนต์ขึ้นไปถึงเกียร์สูง (จากเกียร์ 3 ถึง 7) ปริมาณของแรงบิดที่จัดส่งโดยเครื่องยนต์จะเพิ่มขึ้นสูงถึง 760 นิวตันเมตรในเกียร์ 7 ระบบนี้จะทำให้เฟอร์รารี่มีอัตราช่วงทดเกียร์ที่สูงขึ้นเพื่อการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง (ช่วงของเครื่องยนต์จะสูงกว่ารุ่นเครื่องยนต์ V12 ถึงร้อยละ 30)

Ferari ที่ดีต้องมีเสียงท่อระบายท้ายที่เร้าใจและเป็นไปตามแบบฉบับของม้าลำพอง GTC4Lusso T มีท่อที่ดิบสุด ให้เสียงกระหึ่มที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวรถอย่างเต็มที่ นอกเหนือไปจากเพลาข้อเหวี่ยงแบบ flat-plane ที่ทำงานพร้อมกับระบบจุดระเบิดของเครื่องยนต์และท่อไอเสียคู่ความยาวเท่ากัน เสียงเครื่องยนต์ เสียงสูดอากาศอย่างหิวกระหายของเทอร์โบที่ดังกระหึ่มกึกก้องนั้น ถูกออกแบบส่วนกลางใหม่โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อไอเสียใหญ่ขึ้น

Dynamic
ผู้บริหารของ Ferrari ตัดสินใจที่จะนำเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่และระบบขับเคลื่อนล้อหลังมาใช้ใน GTC4Lusso T เสริมทัพกับรุ่นเครื่องยนต์ V12 จุดมุ่งหมายก็คือการเพิ่มทางเลือกสำหรับลูกค้าที่อ่อนวัยและแก้ไขความรู้สึกของการควบคุมในรถคันนี้ เพื่อสร้างความประทับใจและความรู้สึกใหม่ของรถสปอร์ตเครื่องวางหน้า เอกลักษณ์ในการควบคุมถูกถอดแบบมาจาก Lusso รุ่น V12 อย่างครบถ้วนกระบวนความ การผสมผสานน้ำหนักโดยรวมของรถ การกระจายน้ำหนักที่สมมาตร โดยถ่ายเทน้ำหนักไปด้านหลังเพิ่มขึ้น (46:54%) รวมไปถึงการออกแบบและจัดวางระบบขับเคลื่อนล้อหลังกับระบบควบคุม SCM-E ทำให้ไดนามิกของ GTC4Lusso T เหมาะสมกับการทำความเร็ว เจ้าของรถจะได้ความรู้สึกของการตอบสนองที่ไวขึ้น และสัมผัสได้ถึงประสิทธิภาพในด้านอัตราเร่งและการทรงตัว แม้ในย่านความเร็วต่ำเมื่อขับในเมือง โดยระบบการจัดการ variable boost management

ชุดขับเคลื่อนล้อหลังมีส่วนช่วยให้การตอบสนองเฉียบคมยิ่งขึ้น ทั้งการบังคับทิศทางจากพวงมาลัย การเข้าโค้งและออกโค้ง หรือวิ่งบนผิวถนนที่ไม่มีความสม่ำเสมอ เนื่องจากล้อหลังถูกบังคับไปในทิศทางเดียวกับล้อหน้า ระบบการควบคุมการสั่นสะเทือน Magnaride SCM-E คือกลไกไฟฟ้าของระบบรองรับ เป็นระบบเดียวกับ GTC4Lusso V12 และเป็นผลงานขั้นสุดยอดในการพัฒนาอัลกอริทึมเพื่อส่งถ่ายการควบคุมอย่างต่อเนื่อง ใน GTC4Lusso T ตัวถังรถถูกควบคุมด้วยรูปแบบการกระจายน้ำหนักของรถรุ่นใหม่ โดยเพิ่มประสิทธิภาพหน้าสัมผัสของยางรถยนต์ ช่วงเวลาตอบสนองระหว่างเพลาด้านหน้าและด้านหลังลดลงถึงร้อยละ 6.5 แสดงให้เห็นว่าช่วงล่างทำงานเร็วขึ้นมาก ในขณะที่การควบคุมจากพวงมาลัยจะลดลงร้อยละ 2.5 เช่นเดียวกับ GTC4 Lusso V12 ระบบขับเคลื่อนล้อหลังทำให้การควบคุมและขับเคลื่อนที่เข้าใกล้กับขีดจำกัดของตัวรถทำได้ง่ายขึ้น มันเป็นระบบที่สามารถคาดการณ์ได้และง่ายต่อการควบคุม

ระบบควบคุมการไถลด้านข้าง 3.0 (SSC3) เป็นระบบใหม่ที่มีส่วนประกอบทั้งหมดจาก GTC4Lusso ไดนามิคของตัวรถออกมาในลักษณะที่เป็นกลาง โดยสามารถปรับสภาวะของรถให้ตอบสนองแตกต่างกันออกไป เพื่อให้เหมาะสมกับไดนามิกและสภาพการยึดเกาะไม่ว่าจะเป็นการขับบนถนนหรือในสนามแข่ง เซนเซอร์จะตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากทุกจุด โดยทำการตรวจจับการเคลื่อนไหวและประเมินผลค่าการยึดเกาะ ระบบ SSC3 จะทำการประเมินตามเวลาจริงด้วยระบบออนบอร์ดทั้งหมด ขึ้นตรงกับสถานการณ์ของการขับขี่ที่หลากหลาย

การผสมผสานของระบบ F1-Trac และระบบอิเลคทรอนิคส์ E-Diff ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแรงดึงและแรงบิดออกไปทั้งด้านนอกและด้านในล้อหลัง ระบบนี้ยังทำให้รถขับได้ดีขึ้นบนพื้นผิวที่อาจก่อให้เกิดการลื่นไถล ปุ่มควบคุม 5 ตำแหน่งที่เรียกว่า Manettino (Ice, Wet, Comfort, Sport, ESC และ OFF) มอบศักยภาพการควบคุมและผ่องถ่ายออกมาเป็นไดนามิคที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการควบคุมล้อหลัง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ E-Diff จัดสรรแรงบิดได้อย่างมีประสิทธิภาพระหว่างล้อขับเคลื่อนคู่หลัง การควบคุมการลื่นไถลเมื่อล้อหลังอยู่บนพื้นผิวที่ลื่น ชุดบังคับเลี้ยวที่เชื่อมต่อกับล้อหลังทำให้การบังคับทิศทาง การเข้าโค้งและออกจากโค้งทำได้ง่ายกว่าเดิม 

การออกแบบ
GTC4Lusso T ออกแบบโดย Ferrari’s Styling Centre ซึ่งยังคงรักษาภาพนวัตกรรมแบบหลังคา shooting brake coupe เหมือนกับในรุ่นเครื่องยนต์ v12 สะท้อนแนวคิดแห่งความคล่องตัว รูปร่างเพรียวสง่างามราวภาพสะท้อนของยนตรกรรมฟาสท์แบ็ก ห้องโดยสารหรูหราสง่างามที่มีความซับซ้อน สะท้อนผ่านคุณภาพของช่างฝีมือที่มีชื่อเสียง และเทคโนโลยีรถสปอร์ตชั้นสูงจากชิ้นโลหะหรือคาร์บอนไฟเบอร์อันเป็นองค์ประกอบหลักที่ใช้กันในเครื่องจักรอุตสาหกรรม

GTC4Lusso T นำเสนองานศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ในห้องโดยสารแบบ Dual Cockpit ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสบการณ์การขับขี่ร่วมกันสำหรับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร นอกจากนี้ยังประกอบด้วยระบบอินโฟเทนเมนท์ ( Infotainment ) ล่าสุดที่มาพร้อมหน้าจอความคมชัดสูง 10.25 "HD ระบบสัมผัสแบบ capacitive อันคมชัดและน่าประทับใจ ลูกค้าสามารถสั่งปลายท่อไอเสียและล้อแม็กฟอร์จขนาด 20 นิ้วที่ได้รับการออกแบบขึ้นโดยเฉพาะสำหรับรุ่นเครื่องยนต์ V8 เท่านั้น

สำหรับราคาของ GTC4Lusso T ที่ทางคาวาลลิโน มอเตอร์ เปิดตัวมานั้นอยู่ที่ 626,500 ยูโร หรือ 25,060,000 บาท

FERRARI GTC4 Lusso T ข้อมูลทางเทคนิค
เครื่องยนต์
ประเภท V8 - 90° เทอร์โบ
ความจุ 3,855 ซีซี
ความกว้างกระบอกสูบ x ระยะชัก 86.5 มม x 82 มม
แรงม้าสูงสุด 449 กิโลวัตต์ (610 แรงม้า) ที่ 7,500 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 760 นิวตันเมตร ที่ 3,000 -5,250 รอบต่อนาที
รอบสูงสุด 7,500 รอบต่อนาที
อัตราส่วนกำลังอัดเครื่องยนต์ 9.4:1

น้ำหนักและมิติ
ความยาว 4,922 มม.
ความกว้าง 1,980 มม.
ความสูง 1,383 มม.
ระยะฐานล้อ 2,990 มม.
ระยะด้านหน้า 1,674 มม.
ระยะด้านหลัง 1,668 มม.
น้ำหนักรถ 1,865 กก.
น้ำหนักรถเมื่อไม่เติมน้ำมัน 1,740 กก.

ตัวเลขอัตราส่วนการกระจายน้ำหนัก
46% ด้านหน้า และ 54% ด้านหลัง
Boot capacity 450 ลิตร
ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 91 ลิตร

ยาง
ด้านหน้า 245/35 ZR20” 8.5” J x 20”
ด้านหลัง 295/35 ZR20” 10.5” J x 20”

ระบบเบรก
เส้นผ่าศูนย์กลางจานเบรกด้านหน้า 398 มม. x 38 มม.
เส้นผ่าศูนย์กลางจานเบรกด้านหลัง 360 มม. x 32 มม.

ระบบส่งกำลังและเกียร์ 4WS/ 7 สปีด F1 DCT/E-Diff
การควบคุมอิเลคทรอนิคส์ SSC3/CST และระบบ F1 TRAC, ESP 9.0
Premium with ABS Evo/ SCM-E

สมรรถนะ
ความเร็วสูงสุด >320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 3.5 วินาที
0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 10.8 วินาที
100-0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 33 เมตร
200-0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 137 เมตร
น้ำหนัก/กำลัง 2.85 กิโลกรัม/แรงม้า


อัตราสิ้นเปลืองและการปล่อย CO2
อัตราสิ้นเปลือง 11.6 ลิตร/100 กิโลเมตร
การปล่อยก๊าซ Co2 265 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร


อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้