“ดอน” ไม่ขาดความเป็นรัฐมนตรี หลัง ศาล รธน. มีมติเสียงข้างมาก ชี้เมียโอนหุ้นให้คนอื่นตามกำหนดเวลา ขณะที่ “เจ้าตัว” โล่ง เดินหน้าทำงานเต็มที่ ปัดลงเล่นการเมืองหลังเลือกตั้ง
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 31 ตุลาคม ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรค 1 (5) ประกอบมาตรา 187 โดยเห็นว่า โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 264 วรรคสอง กำหนดการเป็นรัฐมนตรีและตำแหน่งรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว โดยไม่ได้ยกเว้นกรณีมาตรา 187 ที่กำหนดว่า รัฐมนตรีต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือไม่คงไว้ ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต่อไปตามจํานวนที่กฎหมายบัญญัติ
กรณีที่รัฐมนตรีผู้ใดประสงค์จะได้รับประโยชน์จากหุ้นที่ถือครองต่อไปให้ประธาน ป.ป.ช.ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และให้โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทดังกล่าวให้แก่นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น โดยรัฐมนตรีจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้นหรือกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ไม่ว่าในทางใดไม่ได้
ซึ่งนายดอนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2558 จึงเป็นรัฐมนตรีอยู่ใน ครม. มาก่อนที่รัฐธรรมนูญ 60 ประกาศใช้ ก็ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 เพราะบทบัญญัติดังกล่าว รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ต้องการให้เป็นหลักประกันให้รัฐมนตรีใน ครม. มุ่งมั่นบริหารประเทศโดยสุจริต ถือเป็นมาตรการหนึ่งเพื่อเป็นหลักประกันในการป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวที่ขัดกับผลประโยชน์สาธารณะ เป็นมาตรการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ที่ต้องการให้รัฐมนตรีมุ่มมั่นบริหารบ้านเมืองด้วยความสุจริต
...
นอกจากนี้ การจำกัดสิทธิการถือหุ้นของรัฐมนตรีตามมาตรา 187 ไม่ได้เด็ดขาด สิทธิของคู่สมรสและบุตรยังมีอยู่ เป็นไปตาม พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี 2543 ซึ่งการที่นายดอนจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 นั้น เคยมีคำวินิจฉัยที่ 20/2544 วางหลักการไว้ว่า การเป็นรัฐมนตรีใน ครม.ที่ได้รับการแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ยังคงเป็นรัฐมนตรีใน ครม. ตามรัฐธรรมนูญนี้ต่อไป จะต้องถือเอาวันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้เป็นวันเริ่มต้นเข้ารับตำแหน่ง รัฐธรรมนูญ 60 ประกาศใช้วันที่ 6 เมษายน 2560 จึงต้องถือว่านายดอนได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีและต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 264 ประกอบมาตรา 187 จึงเป็นวันที่ 6 เมษายน 2560
ส่วนประเด็นการถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 5 ของภรรยานายดอน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก เห็นว่าข้อเท็จจริงในคดีพิจารณาชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานแล้วฟังได้ว่า เดิมคู่สมรสของนายดอน ถือหุ้นในบริษัทปานะวงศ์ จำกัด จำนวน 7,200 หุ้น และในวันที่ 10 เมษายน 2560 คู่สมรสได้มีหนังสือแจ้งโอนหุ้น จำนวน 4,800 หุ้นให้ นายเพื่อน ปรมัตถ์วินัย บุตรของนายดอน โดยทำหนังสือสัญญาโอนหุ้น ลงวันที่ 27 เมษายน 2560 ทำให้คู่สมรสถือหุ้นคงเหลือ 2,400 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 4
ขณะที่หุ้นในบริษัทปานะวงศ์ รีแอลที่ จำกัด คู่สมรสของนายดอน เดิมถือหุ้นอยู่ 3,500 หุ้น มีหนังสือประสงค์โอนหุ้น 2,700 หุ้นให้นายเพื่อน โดยทำหนังสือสัญญาโอนหุ้นในวันที่ 30 เมษายน 2560 ทำให้คู่สมรสของนายดอน ถือหุ้นคงเหลือ 800 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 4 ซึ่งเมื่อพิจารณาการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัท ที่มีการอนุมัติการโอนหุ้นในวันที่ 27 เมษายน และวันที่ 30 เมษายน ตามลำดับ แล้วเห็นว่าการโอนหุ้นเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129 จึงฟังได้ว่า คู่สมรสของนายดอนได้โอนหุ้นให้แก่บุคคลอื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย และคงเหลือหุ้นในแต่ละบริษัทไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้ ตามที่ พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี 2543 มาตรา 4 กำหนด ภายในระยะเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 จึงเป็นกรณีที่คู่สมรสของนายดอน ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 ถูกต้องแล้ว ดังนั้นความเป็นรัฐมนตรีของนายดอนจึงไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว
ด้านนายดอนกล่าวภายหลังรับฟังคำวินิจฉัยว่า เมื่อศาลวินิจฉัยแล้วถือว่าเรื่องยุติ ทำให้มีสมาธิในการทำงาน โดยเฉพาะกรณีที่ประเทศไทยจะเป็นประธานอาเซียนในวันที่ 15 พ.ย.นี้ เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการชี้แจงปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ยืนยันว่าจะไม่ร่วมงานกับพรรคการเมืองใด และจะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองหลังเลือกตั้งอีก เพราะเห็นว่าประเทศไทยมีบุคลากรจำนวนมากที่มีความพร้อมทำงานอยู่แล้ว.