วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ปรึกษาเภสัชกร...โรงพยาบาล ลดเสี่ยง...ปัญหา "ยา"

ปรึกษาเภสัชกร...โรงพยาบาล ลดเสี่ยง...ปัญหา "ยา"

  • Share:

เชื่อหรือไม่ว่าประเทศไทย เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่มีการใช้ยาเกินจำเป็นมากที่สุดเป็นลำดับต้นๆ เช่นเดียวกับ เป็นประเทศที่มีรายงานปัญหาอันเกิดจากการใช้ยามากที่สุดประเทศหนึ่ง

ปัจจุบันตลาดยาของประเทศไทย มีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 1.77 แสนล้านต่อปี โดยคาดว่าในปี 2561-2563 มูลค่าการจำหน่ายยาในตลาดประเทศไทยจะเติบโตในอัตราเฉลี่ย 5-6% อันเนื่องมาจากความเจ็บป่วยที่เพิ่มขึ้นของคนไทย โดยเฉพาะจำนวนผู้ป่วยจากโรคเฉพาะทาง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจ หลอดเลือดสมอง และมะเร็ง รวมถึงจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่มีมากขึ้น ทำให้ความต้องการใช้ยาเฉพาะทางและบริการทางการแพทย์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

เภสัชกร...หรือ หมอยา จึงเป็นวิชาชีพที่จะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้การใช้ยามีประสิทธิผลและช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากการใช้ยา โดยเฉพาะในหน่วยบริการสุขภาพ ซึ่งพบว่า 80% ของตลาดยาเป็นการซื้อขายผ่านโรงพยาบาล

ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ นายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล ให้ข้อมูลว่า จริงๆแล้วสิ่งที่ผู้ป่วยไม่เคยรู้เลยเมื่อไป รพ.ก็คือ คนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการ “ใช้ยา” มากที่สุด ก็คือเภสัชกร

“เภสัชกรหรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าหมอยา มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับยา ตั้งแต่กระบวนการจัดหา จัดเก็บ เพื่อให้ได้ยาที่มีคุณภาพพร้อมใช้และเพียงพอต่อการให้บริการ รวมถึงการผลิตยาบางรายการที่ไม่มี จำหน่ายในท้องตลาด เตรียมยา และผสมยาสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย ตามแพทย์สั่ง” นายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล บอก

การผลิต เตรียม และผสมยาของเภสัชกรในโรงพยาบาล ขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้ยาของผู้ป่วยในแต่ละโรงพยาบาล เช่น ยาสำหรับผู้ป่วยเด็ก ยาเคมีบำบัด หรือสารอาหารที่ให้ทางหลอดเลือดดำ

ภก.อำนวย บอกว่า ในส่วนผู้ป่วยนอก เภสัชกรมีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องก่อนจ่ายยาและในกระบวนการส่งมอบยา จะต้องประเมินผู้ป่วยแต่ละราย พร้อมให้คำแนะนำการใช้ยาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย ส่วนผู้ป่วยใน เภสัชกรต้องเป็นผู้ดูแลในเรื่องของการกระจายยาไปยังหอผู้ป่วย ซึ่งบทบาทในการดูแลการใช้ยาของผู้ป่วยที่เรียกว่า การบริบาลทางเภสัชกรรม นั้นจะต้องเป็นการทำงานร่วมทีมกับแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความปลอดภัยจากการใช้ยาและเกิดประสิทธิภาพในการรักษา

“ปัจจุบัน เริ่มมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการจัดยาในโรงพยาบาล ที่เรียกว่าหุ่นยนต์ หรือ Robot จัดยา เพื่อประหยัดเวลา แรงงาน และลดปัญหาความคลาดเคลื่อนที่เกิดจาก human error ทำให้เภสัชกรโรงพยาบาลมีเวลาเพิ่มขึ้นในการให้การบริบาลทางเภสัชกรรมกับผู้ป่วยเนื่องจากการใช้ยาในผู้ป่วยแต่ละรายมีความซับซ้อนมากขึ้น”

นายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล บอกว่า ปัจจุบันมียาใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี เภสัชกรโรงพยาบาลจะช่วยคัดกรองและให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยใช้ยาได้ถูกต้องและปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มักมีหลายโรคร่วมและต้องพบแพทย์หลายท่านจำเป็นต้องมีการประสานรายการยา รวบรวมข้อมูลรายการยาทั้งหมดที่ผู้ป่วยได้รับจากคลินิกหรือโรงพยาบาลอื่น หรือยาที่ได้รับจากแพทย์ทุกแผนกที่ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจภายในโรงพยาบาลเดียวกัน รวมถึงยา ผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรที่ผู้ป่วยซื้อใช้เอง เพื่อประเมินว่ามีโอกาสเกิดปัญหาจากการใช้ยาหรือไม่

“ปัญหาที่เกิดจากการใช้ยามีหลายเรื่องมาก ทั้งปัญหาการได้รับยาซ้ำซ้อน การเกิดยาตีกัน ทำให้ประสิทธิภาพลดลงหรือเกิดอาการพิษจากยา ซึ่งถ้าผู้ป่วยให้ความร่วมมือ แจ้งรายการยาทั้งหมดที่ใช้อยู่แก่เภสัชกรโรงพยาบาล จะเกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะบางครั้ง ยาที่ใช้อยู่อาจเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลก็เป็นได้” นายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาลบอกและว่า เภสัชกรโรงพยาบาลมีบทบาทในการประเมินอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา เช่น ง่วงซึม คลื่นไส้ นอนไม่หลับ หรือแม้แต่การสังเกตอาการแพ้ยา เช่น เกิดผื่นแพ้ชนิดผิวไหม้ หลอดลมตีบ หายใจไม่ออก และสิ่งสำคัญที่สุด คือ การป้องกันการแพ้ยาซ้ำที่อาจมีความรุนแรงมากกว่าการแพ้ครั้งแรก โดยต้องคำนึงถึงยาบางชนิดที่มีสูตรโครงสร้างยาคล้ายกันด้วย แม้จะเป็นยารักษาโรคที่แตกต่างกัน

ด้าน ภญ.วนิชา ปิยะรัตนวัฒน์ งานบริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยใน รพ.สมุทรสาคร เล่าถึงตัวอย่างผู้ป่วยที่เกิดปัญหาจากการใช้ยาอย่างรุนแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลว่า มีผู้ป่วยรายหนึ่งต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยอาการเนื้อตาย (gangrene) ซึ่งจากการสืบค้นประวัติเดิมพบว่า ผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะและได้รับยาปฏิชีวนะชื่อ Clarithromycin รับประทาน แต่ต่อมาผู้ป่วยมีอาการไมเกรน จึงไปซื้อยารักษาอาการไมเกรนที่มีส่วนผสมของ Ergotamine มารับประทานเพิ่ม ทำให้เกิดปัญหา “ยาตีกัน” โดยยา Clarithromycin ทำให้ระดับ Ergotamine ในเลือดสูงขึ้นมาก ส่งผลให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัวอย่างรุนแรง เกิดภาวะเนื้อตายบริเวณปลายมือปลายเท้าเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง ที่ร้ายสุดก็คือ การที่ยาตีกันอาจทำให้เกิดผลรุนแรงถึงกับต้องตัดแขนตัดขา

ขณะที่ ภก.ทศพล เลิศวัฒนชัย งานบริการเภสัชกรรมผู้ป่วยนอก รพ.วชิรพยาบาล บอกว่า ปัญหาที่พบบ่อยในการใช้ยามีหลายอย่าง เช่น ปรับขนาดยาเองตามใจชอบ ด้วยความเชื่อที่ว่ารับประทานยามากไม่ดี เมื่ออาการดีขึ้นแล้วก็หยุดยาเอง นำยาของคนอื่นมาใช้ เช่น ฟังว่ามีอาการเหมือนกัน ก็ขอยาที่เพื่อนใช้มาใช้บ้าง โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าอาการที่เหมือนกันนั้นอาจมาจากสาเหตุที่ต่างกัน ซึ่งนอกจากโรคไม่หายแล้วยังเสี่ยงต่อการแพ้ยา หรือเกิดอาการข้างเคียงจากยาได้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของ การกินยาเกินขนาด ไม่อ่านฉลากให้ละเอียด กินยาซ้ำซ้อน เก็บยาไม่ถูกต้อง เช่น ทิ้งไว้ในรถซึ่งจอดกลางแดด หรือเข้าใจว่ายาทุกชนิดควรเก็บไว้ในตู้เย็น หรือในช่องแข็ง ทำให้ยาเสื่อมก่อนถึงวันหมดอายุ และประสิทธิภาพของยาลดลง ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้ เภสัชกรโรงพยาบาลจึงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยในเรื่องของการใช้ยา ที่สำคัญคือ ใน รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป และ รพ.ชุมชนขนาดใหญ่หรือแม้แต่ รพ.เอกชน จะมีเภสัชกรปฏิบัติงานอยู่แล้วตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อ ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการใช้ยาอย่างถูกต้องและเหมาะสม.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้