วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'ป้อม' อ้างขิงแก่ 4 รัฐมนตรี ไม่ต้องออก

'ป้อม' อ้างขิงแก่ 4 รัฐมนตรี ไม่ต้องออก

  • Share:


ปชป.ลุ้นหน.! ไลน์ซัดกันนัว ‘เสี่ยหนู’ยิ้มร่า ภท.สุดคึกคัก

“สนธิรัตน์” รับเปิดหน้าแล้ว ทำงานยากขึ้น ต้องพิสูจน์ตัวอีกเยอะ อดใจรออีกนิดมีบิ๊กเซอร์ไพรส์ วัดใจสามมิตรแยกวง “บิ๊กตู่” โดดป้อง 4 รมต.เรื่องส่วนตัว เตือนกลาง ครม.ระมัดระวังให้ดี ทำอะไรให้อยู่ในกรอบ ย้อนอดีตมีธรรมาภิบาลไหม “บิ๊กป้อม” พลิ้วคำว่าสง่างามต่างกับ ก.ม. เปรียบรัฐบาล “บิ๊กแอ้ด” ยังไม่ต้องลาออก สามมิตรระส่ำร่วมวง พปชร. ดึงราคามีพรรคใหม่รอเคลม “ป้อม-ป๊อก” ประสานเสียง ปิดฉากไอเดีย “ลุงจิ๋ว” เป็นไปไม่ได้ “วรงค์” ฟุ้งได้นั่งหัวหน้าดึงเลือด ปชป.ไหลกลับ แทงกั๊กบทบาทนั่งร้าน “ลุงตู่” พท.ดึงตระกูล “ประเสริฐสุวรรณ” พ้นออก ชทพ. “เสี่ยหนู” ดี๊ด๊าภูมิใจไทยคึกคัก ลั่นพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ขอเอาชัวร์ไม่ยิงกราดทุกเขต ฝันเก้าอี้นายกฯอยู่ไม่ไกล โปรดเกล้าฯ “อำพน-บิ๊กเจี๊ยบ-บิ๊กจอม” 3 องคมนตรีใหม่

แม้จะมีกระแสกดดัน 4 รัฐมนตรี ให้แสดงสปิริตลาออก หลังเปิดตัวร่วมเดินงานการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐ แต่ทั้งหมดยืนยันยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป พร้อมได้รับแรงหนุนจากแกนนำรัฐบาล ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยืนยันว่าไม่ได้ขัดกับข้อกฎหมาย และเป็นเรื่องส่วนตัว

“สนธิรัตน์” รับทำงานยากขึ้น

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 2 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ และว่าที่เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสกดดันให้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ว่า เรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผล ต่างฝ่ายต่างต้องเคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ถึงจะอยู่ในทางการเมืองกันได้ เมื่อถามว่าจะเป็นกระแสกดดันให้ทำงานในฐานะรัฐมนตรียากขึ้นหรือไม่ นายสนธิรัตน์ตอบว่า ทำงานยากขึ้นตั้งแต่ตัดสินใจแล้ว ยิ่งมาตัดสินใจลงการเมืองแบบนี้ แน่นอนว่าการทำงานคงต้องยากมากขึ้น การไม่ทำงานนั้นง่าย แต่การอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้แล้วต้องทำงานไปด้วยยิ่งยาก ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองเยอะ เราต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมมาก

แต่จะยกมาตรฐานให้ดีกว่าเดิม

ผู้สื่อข่าวถามว่า การร่วมคณะลงพื้นที่ ครม.สัญจร จะเป็นอุปสรรคหรือเงื่อนไขต่อการทำงานหรือไม่ นายสนธิรัตน์ตอบว่า กำลังพิจารณาเรื่องนี้อยู่ เมื่อถามว่ากำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจนได้หรือไม่ว่าจะสวมหมวกใบเดียวเมื่อใด นายสนธิรัตน์ตอบว่า อยู่ในใจอยู่แล้ว เราจะทำให้ดีกว่ามาตรฐานที่เคยทำกันมา นี่คือสิ่งที่เรายืนยัน ทุกคนตระหนักดีว่าอะไรเหมาะอะไรควร เมื่อถามย้ำว่าจะสวมหมวกใบเดียวเมื่อ คสช.ปลดล็อกทางการเมืองในช่วงกลางเดือน ธ.ค.หรือไม่ นายสนธิรัตน์ตอบว่า บอกแล้วว่าเรื่องนี้อยู่ในใจ ขอให้ดูต่อไป ส่วนกระแสตอบรับของพรรคพลังประชารัฐหลังเปิดตัว สื่อต้องเป็นคนตอบว่าดีหรือไม่ เรามีหน้าที่เพียงเสนอตัวสร้างพรรคทางเลือกให้กับประเทศ กระแสตอบรับเป็นเรื่องของประชาชน เราจะทำหน้าที่ของเราต่อไปให้ดีที่สุด

อดใจรอนิดมีบิ๊กเซอร์ไพรส์

เมื่อถามว่านายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี อยากให้ทุกพรรคแข่งกันด้วยนโยบาย พรรคพลังประชารัฐมีนโยบายอะไรที่เซอร์ไพรส์หรือไม่ นายสนธิรัตน์ตอบว่า มีแน่นอน ขอให้รอ เราต้องการสร้างการเมืองที่มีนโยบายนำพาประเทศไปได้ 60-70 คนที่มาเปิดตัวกับพรรคในรอบแรก ล้วนเป็นบุคคลคุณภาพของประเทศ แต่เดิมคนที่จะเข้าสู่การเมืองกลัวการเมืองทั้งสิ้น เราพยายามสร้างให้เห็นว่าการเมืองเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเข้ามาและร่วมกันทำ เมื่อถามว่ากรณีที่นายสมคิดระบุว่า 4 รัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องลาออก ทำให้มีกำลังใจมากขึ้นหรือไม่ นายสนธิรัตน์ตอบว่า เป็นกำลังใจของผู้บังคับบัญชา

ไม่รู้สามมิตรมาร่วมวงหรือไม่

นายสนธิรัตน์ยังกล่าวถึงความชัดเจนของกลุ่มสามมิตรที่จะมาร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ ว่า ยังไม่รู้เลย เมื่อถามว่าเขายืนยันมาหรือไม่ นายสนธิรัตน์ย้อนถามกลับว่า “เขาจะตั้งพรรครึเปล่า” เมื่อถามว่าอีกกระแสระบุว่ากลุ่มสามมิตรจะไม่มาร่วมพรรคพลังประชารัฐแล้วหรือไม่ ว่าที่เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐตอบว่า สื่อน่าจะรู้กันหมดแล้ว เมื่อถามย้ำว่า มีข่าวว่ากลุ่มสามมิตรจะไปตั้งพรรคเอง นายสนธิรัตน์ตอบว่า ไม่รู้ ต้องไปถามเขา เมื่อถามว่าในที่ประชุม ครม. นายกฯให้คำแนะนำอย่างไรหลังเปิดตัวเล่นการเมือง นายสนธิรัตน์ตอบว่า นายกฯฝากว่าคนที่จะไปทำงานการเมืองขอให้ระมัดระวังในการทำงาน แต่ไม่ได้พูดถึงความกังวลของ 4 รัฐมนตรีต่อการลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจร คงพูดเยอะไม่ได้เพราะนี่คือเวลาราชการ นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ว่าที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ บอกแล้วว่าจะไม่ให้สัมภาษณ์เรื่องการเมืองในเวลางาน หรือในเวลาราชการ

“บิ๊กตู่” ป้อง 4 รมต.ชี้เรื่องส่วนตัว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงเสียงวิจารณ์การแต่งตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นนายกเมืองพัทยา ว่า ไม่ได้เอื้อประโยชน์อะไรทั้งสิ้น เรื่องนี้พูดมาหลายครั้งแล้ว อย่าถามซ้ำซาก เมื่อถามว่า 4 รัฐมนตรีที่ไปเปิดตัวทำงานในนามพรรคพลังประชารัฐ ต้องลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า รัฐมนตรีที่ไปทำงานการเมืองเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน พูดมาหลายครั้ง และย้ำเตือนในที่ประชุม ครม.ว่า เป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน อย่าทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเสียหาย และรัฐมนตรีทั้ง 4 คนไม่ใช่ผู้ตัดสินหลักใน ครม. ต้องเป็นมติ ครม.ทั้งคณะ ไม่ได้ไปเอื้อประโยชน์อะไรกับใครทั้งสิ้น ไม่ได้เอื้อประโยชน์อย่างเช่นที่ผ่านมาหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ ขอร้องอย่ามาอ้างว่าวันนี้จะมีการทำอย่างนั้นอย่างนี้ รัฐบาลนี้ไม่ได้มุ่งหวังให้เกิดการเอื้อประโยชน์อยู่แล้ว เราจะดูแลพี่น้องประชาชนต่อไป สานต่องานรักษาความสงบเรียบร้อย

ย้อนอดีตมีธรรมาภิบาลไหม

เมื่อถามย้ำว่า มีกระแสกดดันให้ 4 รมต.ลาออก เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า กฎหมายเขาว่าอย่างไร ก่อนหน้านั้นเขาทำอย่างไรกันอยู่ มีกรณีแบบนี้หรือไม่ “มีหรือเปล่า มีไหมจ๊ะ” เมื่อถามย้ำว่า แต่มีการอ้างว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเผด็จการ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ผมเป็นรัฐบาลที่ต้องบอกว่ามีธรรมาภิบาล สมัยที่คุณเป็น คุณมีธรรมาภิบาลหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวในที่ประชุม ครม.ช่วงหนึ่ง โดยขอให้รัฐมนตรีที่ไปร่วมทำงานการเมืองกับพรรค พปชร. ทำอะไรขอให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม อย่าใช้อำนาจในทางการเมืองจนเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ตัดสินใจไปเล่นการเมืองแล้วต้องระมัดระวังให้ดี อย่าให้เกิดการเข้าใจผิด คำว่า “ประชารัฐ” ในมติของรัฐบาลนี้ หมายถึงภาคประชาชนกับรัฐบาล มาทำงานร่วมกัน ภาคประชาชนหมายถึงองค์กรต่างๆ ทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน ที่มาทำงานร่วมกับรัฐบาล ส่วนทางการเมือง แม้มีชื่อพ้องกัน แต่ต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่าเป็นคนละส่วนกัน ส่วนนโยบายจะเหมือนกันหรือไม่ ตรงนี้ไม่ทราบ

“ป้อม” พลิ้วสง่างามต่างกับ ก.ม.

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกระแสกดดันให้ 4 รมต.ลาออกนั้น กฎหมายมีหรือไม่ เรื่องความสง่างามกับกฎหมายมันต่างกัน เวลานี้เรายึดกฎหมายทำตามกฎหมายทุกอย่าง เมื่อถามย้ำว่ามีการเรียกร้องให้รัฐมนตรีลาออกก่อนจะไปหาเสียง พล.อ.ประวิตรกล่าวทีเล่นทีจริงว่า “ถ้าอยากให้ลาออก ก็ออกสิ ที่ผ่านมาเคยมีการกระทำเช่นนั้นหรือไม่ รัฐบาลที่มาจากวิธีพิเศษ เช่น รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็มาจากวิธีพิเศษเช่นกัน ไม่เห็นมีใครออกสักคน มีใครเคยออกบ้าง ยืนยันเราทำตามกฎหมาย เมื่อถามว่า รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ไม่ได้ตั้งพรรคการเมืองและลงเลือกตั้ง พล.อ.ประวิตรไม่ตอบคำถามและเดินออกไปทันที”

ปิดหีบไอเดีย “ลุงจิ๋ว” ไปไม่ได้

พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงแนวคิด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เสนอตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล ว่า เป็นเรื่องของ พล.อ.ชวลิต คิดอย่างไรก็เรื่องของเขา ส่วนจะเป็นไปได้หรือไม่สื่อลองตอบสิว่าทำตอนนี้ทำได้หรือไม่ เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่มีหรอก มันเคยมีหรือไม่ เมื่อมันไม่เคยมี จะมีได้อย่างไร ส่วนที่ พล.อ.ชวลิตวิเคราะห์ว่าอาจเกิดการวางระเบิดได้หลายจุดนั้น ก็พูดไปเอง ที่ผ่านมาท่านคงดูแลความมั่นคงมาก่อน จึงคิดมาก ตนก็ดูแลความมั่นคงแต่คิดน้อยหน่อย เมื่อถามย้ำว่ากรณีเช่นนั้นสามารถเกิดขึ้นได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่ได้

มท.1 สั่ง ผวจ.วางตัวเป็นกลาง

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า กระแสกดดัน 4 รัฐมนตรี คิดว่าทั้ง 4 คนคงพิจารณาตามกฎหมายและความเหมาะสม ว่าจะต้องทำอย่างไร ตนคงไม่มีความคิดเห็นในส่วนนี้ แต่เห็นว่าทั้ง 4 คนทำงานมีประสิทธิภาพ ทำหน้าที่ในงานที่รับผิดชอบได้ดี เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมรัฐบาล เมื่อถามว่าได้ติดตามการเปิดตัวพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ติดตามดูทุกพรรค ยังไม่มีนโยบายของพรรคไหนที่จะแก้ปัญหาประชาชน และประเทศชาติให้มีผลดีอย่างไร มีแต่มาวิพากษ์กัน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยดำเนินการในส่วนของทะเบียนราษฎร และตามที่ กกต.ประสานงานมา ไม่ได้กำชับผู้ว่าราชจังหวัดเรื่องใดเป็นพิเศษ แต่ให้ทำทุกอย่างตามกฎหมาย วางตัวเป็นกลาง เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย

ไม่รับโมเดลรัฐบาลแห่งชาติ

พล.อ.อนุพงษ์ยังกล่าวถึงข้อเสนอของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ว่า ท่านเป็นรุ่นพี่ ไม่อยากวิพากษ์ท่าน ข้อเสนอให้ตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลนั้น คิดว่าประเทศเดินมาในทิศทางที่ดีแล้ว เรามีรัฐธรรมนูญ กำลังเตรียมการเลือกตั้ง ไม่เห็นความจำเป็นที่จะตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลตามที่เสนอ ไม่มีกฎหมายรองรับ สื่อต้องช่วยกันดูว่าประเทศควรเดินไปในทิศทางนั้นหรือไม่ วันนี้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญรองรับทุกเรื่อง ทุกคนเดินไปตามนั้น การจะไปทำอย่างอื่นที่ไม่มีกฎหมายรองรับจะผิดกฎหมายหรือไม่ ต้องให้ฝ่ายความมั่นคงเข้ามาดูแล

สามมิตรระส่ำร่วมวง พปชร.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร เงียบหายไปและไม่ได้ไปร่วมเปิดตัวกับพรรคพลังประชารัฐ คนใกล้ชิดระบุว่าช่วงนี้นายสมศักดิ์ค่อนข้างเครียด เพราะการจัดพื้นที่ผู้ที่จะลงสมัคร ส.ส.ยังไม่ลงตัว เพราะมีบัญชีถึง 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่นายสมศักดิ์ และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มฯประสานมา ส่วนใหญ่เป็น ส.ส.ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลางบางส่วน 2.กลุ่มที่ทหารสรรหามา 3.กลุ่มคนสนิทที่เสนอรายชื่อเข้ามา ทำให้เกิดการทับซ้อนจัดผู้สมัครไม่จบสิ้น และบางรายไม่มีคะแนนนิยม ทำให้จัดตัวลำบาก และหลังจากพรรคพลังประชารัฐเปิดตัว ทำให้อดีต ส.ส.หลายคนเกิดความสับสนว่าใครจะลงรับสมัครเขตใด แนวทางพรรคจะเป็นอย่างไร เพราะเวลานี้การเปิดตัวมีแต่คนหน้าใหม่ และยังเกรงว่าพรรคจะไม่ได้ ส.ส.ตามที่กำหนดกันไว้

มีพรรคใหม่วิ่งเคลมชวนไปร่วม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า มีพรรคการเมืองใหม่ ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ พยายามติดต่อหานายสมศักดิ์ให้ขนสมาชิกกลุ่มสามมิตรภาคเหนือ อีสาน และภาคกลางบางส่วนไปร่วมทีม เพราะมีความมั่นใจว่ากลุ่มสามมิตรสามารถผลิต ส.ส.ได้ ขณะนี้นายสมศักดิ์จึงยังเก็บตัวเงียบ บรรดาผู้สมัครจึงพยายามหาทางพูดคุยกับนายสมศักดิ์ เพื่อขอความชัดเจนในแต่ละพื้นที่

“วรงค์” ฟุ้งดึงเลือดไหลกลับ

ช่วงบ่ายที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก ผู้เสนอตัวชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นสมัครเป็นสมาชิกพรรค โดยมีนายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ อดีต ส.ส.สุโขทัย กลุ่มเพื่อนหมอวรงค์มาให้กำลังใจ เป็นการสมัครผ่านระบบแอปพลิเคชัน D-connect โดย นพ.วรงค์ให้สัมภาษณ์ว่า ระบบการโอนเงินนี้ทำให้สมัครสมาชิกยาก ส่วนการแข่งขันชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ยอมรับยังเป็นรองนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ครองตำแหน่งยาวนานถึง 13 ปี แต่จากการเดินสายลงพื้นที่ภาคเหนือ และภาคใต้ ได้รับการตอบรับดีมาก มีอดีต ส.ส.ที่คิดจะย้ายพรรค รวมทั้งที่ย้ายไปแล้วติดต่อมาว่าหากตนได้เป็นหัวหน้าพรรค คนเหล่านี้จะกลับมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค เราจะได้เห็นเลือดไหลกลับเข้าประชาธิปัตย์ รวมถึงมีเลือดใหม่จากภาคอีสานและเหนือมาร่วมงานด้วย

แทงกั๊กบทบาทนั่งร้าน “ลุงตู่”

น.พ.วรงค์กล่าวต่อว่า ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่าหากตนได้เป็นหัวหน้าพรรค จะทำให้ประชาธิปัตย์กลายเป็นนั่งร้านให้ พล.อ.ประยุทธ์นั้น คงไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นแนวคิดของคนที่สนับสนุนตน ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงพรรคให้เข้มแข็งขึ้น หากเปิดตัวออกมาแล้วคนจะตกใจ เมื่อถึงเวลาจะให้ออกมาชี้แจงเรื่องนี้ ส่วนการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์หรือไม่นั้น ยังไม่ได้มองไกลถึงขนาดนั้น ขณะนี้มุ่งที่การแข่งขันตำแหน่งหัวหน้าพรรคก่อน ไม่ได้ติดยึดกับตัวบุคคล การร่วมรัฐบาลนั้นต้องหารือในกลุ่มกันก่อน

โวย “มาร์ค” ตั้งกติกาเอาเปรียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ Democrat Party, Thailand ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ ประชาสัมพันธ์การเปิดรับสมาชิกพรรค เพื่อร่วมใช้สิทธิ์หยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรค ที่มีผู้เสนอตัวแล้ว 3 คน คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม และนายอลงกรณ์ พลบุตร โดยสามารถสมัครได้ 3 ช่องทาง คือ 1.สมัครด้วยตนเองที่สำนักงานใหญ่พรรค 2.สมัครด้วยตนเอง ณ จุดรับสมัคร 350 จุดที่พรรคเปิดรับทั่วประเทศ และ 3.สมัครผ่านแอปพลิเคชัน D-Connect เหตุผลที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนดกติกาดังกล่าวเพื่อป้องกันการเกณฑ์คนมาสมัครเป็นสมาชิกพรรค เพื่อมาลงคะแนนหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรค และให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายพรรคการเมือง ที่ระบุห้ามจ่ายเงินจูงใจให้เป็นสมาชิกพรรค ขณะที่ทีมของ นพ.วรงค์ไม่เห็นด้วย โดยอ้างว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก และเพิ่มโอกาสให้นายอภิสิทธิ์ได้รับชัยชนะมากขึ้น

“อิสสระ” เปิดหน้าหนุน “มาร์ค”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า วันเดียวกัน นายอิสสระ สมชัย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตแกนนำ กปปส. โพสต์ข้อความเข้าไปในกลุ่มไลน์อดีต ส.ส.ของพรรค ระบุว่า “ผมยอมรับว่าหมอวรงค์เป็นคนดี มีความสามารถ มีผลงานที่โดดเด่น คือคดีจำนำข้าว แต่อยากให้เพิ่มพูนประสบการณ์ในอีกหลายด้าน เพราะการเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คือการเตรียมเป็นนายกฯ เมื่อเลือกหัวหน้าพรรคแล้วจากนั้นเหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือนก็จะเลือกตั้ง หากเปลี่ยนหัวหน้าพรรคตอนนี้คงมีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคตามนโยบายกล้าเปลี่ยนมากพอสมควร เชื่อปัญหาจะมีตามมามากมาย เวลาเพียง 3 เดือนก่อนเลือกตั้ง ส.ส.ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าเปลี่ยนแล้วดีกว่าเดิมอย่างไร ปัญหาเฉพาะหน้าที่สำคัญเวลานี้ คือ กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อเตรียมการเลือกตั้ง เรามีข้อจำกัดเรื่องเงื่อนเวลา ในทางส่วนตัวผมกับหมอวรงค์รักกัน เคยบวชที่วัดธารน้ำไหล (สวนโมกข์) อยู่กุฏิเดียวกัน จึงไม่มีข้อขัดแย้งใดๆต่อกัน แต่ในสถานการณ์เช่นนี้เห็นว่าสมควรให้คุณอภิสิทธิ์ทำหน้าที่เป็นผู้นำพรรคต่อไป จึงขอสนับสนุนคุณอภิสิทธิ์เป็นหัวพรรคประชาธิปัตย์”

ไลน์กรุ๊ป ปชป.เดือดโพสต์ซัดกันนัว

ต่อมากลุ่มเพื่อนหมอวรงค์ ได้ส่งข้อความตอบโต้มาเป็นชุด เช่น นายสมบัติ ยะสินธุ์ อดีต ส.ส.แม่ฮ่องสอน ตำหนินายอิสสระว่า หากจริงใจกับนพ.วรงค์จริงควรแนะนำในไลน์ส่วนตัว ไม่ควรออกมาบลัฟกันในกลุ่มไลน์ ส.ส. ด้านนายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร อดีต ส.ส.นครสวรรค์ โพสต์เสริมว่า นพ. วรงค์เหมาะสมกับสถานการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ที่สุด ทุกคนยอมรับว่าหัวหน้าพรรคคนปัจจุบันเป็นคนดี คนเก่ง แต่ นพ.วรงค์เหมาะสมกว่า เพราะ 1.ไม่มีคนรอบตัวที่เป็นพิษ และต้องยอมรับความจริงว่าเวลามีความคิดดีๆไปเสนอให้นายอภิสิทธิ์ฟังที่ห้องทำงาน มักต้องเจอคนคนหนึ่ง และคนคนนั้นจะไม่ยอมออกจากห้อง 2.นพ.วรงค์พร้อมเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า หลังการปฏิวัติมาเกือบ 5 ปี ภายในพรรคมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีบ้าง นอกจากความขัดแย้ง เป็นก๊ก เป็นเหล่า 3.นพ.วรงค์พร้อมทำงานกับทุกฝ่าย (ยกเว้นแดง) โดยไม่จำเป็นต้องเป็นนายกฯก็ได้ เนื่องจาก นพ.วรงค์ไม่เคยเป็นนายกฯมาก่อน ผมทราบว่าจะมีการแสดงความเห็นแบบนี้ออกมาเรื่อยๆ บางคนเขียนแล้ว บางคนกำลังเขียน แต่ขอร้อง อย่านำมาใส่ในไลน์นี้เลย ด้านนายสามารถ มะลูลีม อดีต ส.ส.กทม. โพสต์ว่า ไม่น่าเชื่อว่านายสงกรานต์เป็นไปได้ถึงเพียงนี้ 5 ปีที่ คสช.ปฏิวัติ หัวหน้าก็ออกงานให้สมาชิกไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย การหยั่งเสียงเลือกหัวหน้า ท่านก็ริเริ่ม

“เสี่ยไก่” ขันอาสาลงบางแค

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า แม้อดีต ส.ส.เกรดเอบางส่วนจะถูกดูดออกไป แต่ได้ผู้สมัครที่มีชื่อเสียงเข้ามาทดแทน เช่น จ.เลย ที่ได้คนตระกูลสังขทรัพย์ จากพรรคภูมิใจไทย มาทดแทนตระกูลเร่งสมบูรณ์สุข รวมทั้งผู้ใหญ่ในพรรคกำลังเร่งเจรจานายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ อดีต ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ให้มาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย ล่าสุดมีแนวโน้มออกมาในทิศทางบวก ในส่วนอดีต ส.ส.เสื้อแดง และอดีต ส.ส.เขต ที่บางรายมีคดีความชุมนุมการเมือง ที่ศาลชั้นต้นตัดสินไปแล้ว เริ่มประสานให้คนใกล้ชิดมาลงแทน อาทิ นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ นายนิสิต สินธุไพร อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ อดีตส.ส.อุดรธานี ขณะที่นายวัฒนา เมืองสุข อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้แจ้งความจำนงต่อพรรค ขอลงสมัครเขตบางแค ย่านฝั่งธน ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของ ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง ที่จะขยับมาลงเขตพระนครแทน ส่วนนายการุณ โหสกุล เตรียมผลักดันนางพิมชนา โหสกุล ภรรยาลงสมัครแทน นอกจากนี้ ยังมีคนรุ่นใหม่ที่มาร่วมเปิดตัวกับพรรค อยู่ระหว่างการพิจารณาจากภาค กทม. จัดสรรเขตให้ลงสมัครแทนรายเดิมที่คะแนนนิยมเริ่มตกลงไปด้วย

ซัดผลงานไม่เป็นสับปะรดขลุ่ย

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณี 4 รัฐมนตรีไม่ยอมลาออก ถือเป็นสิ่งบ่งชี้สำคัญว่ารัฐบาล คสช.ฟังเสียงประชาชนแค่ไหน คุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลมีหรือไม่ ใน ครม.ไม่มีใครเตือนใคร แถมยังส่งแกนนำรัฐบาล คสช.ออกมาช่วยอธิบายว่ากฎหมายไม่ได้ห้าม แต่ความรับผิดชอบทางการเมืองสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย ตลอดเวลา 4-5 ปี ที่ผ่านมาช่วงชิงความได้เปรียบไว้มากแล้ว ถ้าประชาชนสัมผัสได้ถึงผลงาน ยังไงก็เลือก แต่ถ้าผลงานไม่เป็นสับปะรด แล้วยังมาคิดเล็กคิดน้อยเอาเปรียบคนอื่น ประชาชนจะยิ่งเบื่อหน่าย

“เสี่ยหนู” ดี๊ด๊าภูมิใจไทยคึกคัก

ที่พรรคภูมิใจไทย มีการจัดประชุมใหญ่สามัญบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค นายชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา รวมถึงบรรดาแกนนำพรรค นอกจากนี้ยังมีอดีต ส.ส.จากพรรคการเมืองอื่น อาทิ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต ส.ส.อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา นายพงษ์พันธุ์ สุนทรชัย อดีต ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย และอดีต ส.ส.ภูมิใจไทยที่เคยมีข่าวว่าจะไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ก็มาร่วมงานเช่นกัน อาทิ นายสุชาติ ศรีสังข์ อดีต ส.ส.มหาสารคาม นายนที สุทินเผือก หรือกรุง ศรีวิไล อดีต ส.ส.สมุทรปราการ ทั้งหมดยืนยันกับนายอนุทินว่ายังอยู่กับพรรคภูมิใจไทย แต่โดนกลุ่มสามมิตรนำชื่อไปอ้าง

ลั่นพร้อมแล้วลุยสู้ศึกเลือกตั้ง

นายอนุทินแถลงหลังการประชุมว่า มีการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จำนวน 13 คน มีตนเป็นหัวหน้าพรรค มีรองหัวหน้าพรรค 4 คน คือ นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายบุญลือ ประเสริฐโสภา นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร และนายชาดา ไทยเศรษฐ์ มีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นเลขาธิการพรรค นายศุภชัย ใจสมุทร เป็นนายทะเบียนพรรค วันนี้เรา เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น จากวินาทีนี้พร้อมดำเนินกิจกรรมทางการเมือง สนับสนุนทุกกิจกรรมที่นำไปสู่การเลือกตั้งที่ขาวสะอาดตามครรลองประชาธิปไตย

ฝันเก้าอี้นายกฯอยู่ไม่ไกล

เมื่อถามว่า ยังไม่เห็นตระกูลสะสมทรัพย์ มาร่วมประชุมกับพรรค นายอนุทินตอบว่า ยังมีเวลา 90 วันก่อนการเลือกตั้ง เมื่อถามว่ามองกันว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นตัวแปรในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายอนุทินตอบว่า ถ้าพรรคได้ 250 คนก็คงเป็นตัวหลัก ทุกอย่างอยู่ที่ประชาชน ตนพร้อมเป็นนายกฯ ถ้าไม่พร้อมจะมาเป็นหัวหน้าพรรคทำไม ทุกคนมีความหวัง มีความตั้งใจ ถ้าพรรคได้ 251 เสียง ตนก็เป็นนายกฯ ได้ เมื่อถามว่าความเป็นไปได้ที่พรรคภูมิใจไทยจะจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ นายอนุทินตอบว่า ต้องดูผลการเลือกตั้งเป็นหลัก คำถามแบบนี้ลำบากที่จะตอบ เพราะพวกตนไม่ใช่พรรคความขัดแย้ง และไม่ใช่พรรคใหม่ เราอยู่ของเราแบบนี้ เรามั่นใจว่าเราทำอะไร

ขอเอาชัวร์ไม่ยิงกราดทุกเขต

นายอนุทินกล่าวว่า ขอให้เชื่อมั่นในพรรคไม่ต้องเอาปาร์ตี้ลิสต์เยอะมากก็ได้ และคงไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งทุกเขต ไม่อยากส่งไปแค่ให้รักษาพื้นที่ขอเอาชัวร์ดีกว่า ไม่อยากให้เข้าไปสภาฯ ทำหน้าง่วง ถ้าคนไม่มีคะแนนนิยม ลงไปเหมือนหลอกชาวบ้าน ส่วนตัวพร้อมดีเบตกับทุกพรรค รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ถ้าสนใจลงสมัครรับเลือกตั้ง ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออกเพื่อความสง่างามหรือไม่นั้น ไม่ขอให้ความเห็น เพราะทุกคนคิดไม่เหมือนกัน “ถ้าเป็นเรา เราออก เขาอาจไม่ออก จะไปบังคับให้คนอื่นทำตามได้อย่างไร” ส่วนแนวคิดรัฐบาลแห่งชาติของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นั้น ก่อนเลือกตั้งไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญไม่น่าจะทำได้ และหลังเลือกตั้งก็ไม่เหมาะสมเพราะทุกอย่างต้องดำเนินตามกระบวนการประชาธิปไตย

“ชาดา” เปิดตัวหลานชายลง ส.ส.

ด้านนายชาดา ไทยเศรษฐ์ อดีต ส.ส.อุทัยธานี พรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ว่า ได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุมพรรคให้เป็นรองหัวหน้าพรรค โดยจะลงรับสมัครเลือกตั้งใน จ.อุทัยธานี เขต 2 เหตุผลที่มาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นพรรคที่ได้รับการตอบรับดีในพื้นที่ เป็นพรรคสายกลาง ก่อนหน้านี้ได้กราบลานายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา และนายประภัตร โพธสุธน อดีตเลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ผู้ใหญ่ของพรรคไม่ได้ว่าอะไร ยืนยันว่าเข้าตามตรอกออกตามประตู พร้อมกันนี้นายชาดาได้กล่าวแนะนำนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ หลานชาย ในฐานะว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.อุทัยธานี เขต 1 ด้วย

“สะสมทรัพย์” ไม่พร้อมเปิดตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอดีตรัฐมนตรี ส.ส. และบุคคลมีชื่อเสียงที่มาสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร อดีต รมช.คมนาคม และอดีต ส.ส.พระนครศรีอยุธยา นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีต รมช.พาณิชย์ อดีต ส.ส.พิจิตร พรรคชาติไทยพัฒนา นายพลพีร์ สุวรรณฉวี อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย บุตรชาย ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นายก อบจ.นครราชสีมา ได้มาปรากฏตัวด้วย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีคนในตระกูลสะสมทรัพย์มาเปิดตัว ขณะที่ทางพรรคภูมิใจไทยยังยืนยันว่าตระกูลสะสมทรัพย์จะมาอยู่พรรคภูมิใจไทย แต่ที่ไม่อยากเปิดตัว เพราะไม่ต้องการให้เกิดประเด็นขัดแย้งกับพรรคพลังประชารัฐ ที่เคยพยายามดึงนักการเมืองชื่อดังใน จ.นครปฐม ไปร่วมงานก่อนหน้านี้

“ประเสริฐสุวรรณ” โยกซบ พท.

ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายธีระ วงศ์สมุทร หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และนายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา ร่วมแถลงหลังการประชุมเพื่อพิจารณาร่างข้อบังคับพรรค และรายละเอียดเพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง นายธีระกล่าวว่า ที่ประชุมได้มีมติจัดตั้งสาขาครบทั้ง 4 ภูมิภาค และจะเริ่มรับสมัครสมาชิกในวันที่ 3 ต.ค. ส่วนการประชุมใหญ่สามัญจะมีขึ้นในวันที่ 26 ต.ค. เพื่อดำเนินการ 3 เรื่อง คือ 1.เลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ 2.ให้ความเห็นชอบข้อบังคับพรรค และ 3.ตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส่วนอดีต ส.ส.ที่ย้ายไปร่วมงานกับพรรคอื่น เช่น นายชาดา ไทยเศรษฐ์ นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณนั้น การย้ายพรรคเป็นเรื่องปกติ มีออกก็มีเข้า ไม่ได้หมายความว่ามีแต่เลือดไหลออก มีไหลเข้าด้วย แต่ทุกอย่างจากกันด้วยดี ไม่ได้มีเรื่องขุ่นข้องกัน ขณะที่นายนิกร จำนง แสดงท่าทีตกใจต่อกระแสข่าวนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ จะย้ายไปอยู่พรรคเพื่อไทย

ชพน.เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่

ขณะที่นางเยาวภา บุรพลชัย รองโฆษกพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า พรรคชาติพัฒนามีคณะทำงานนักการเมืองคนรุ่นใหม่ และตนคือหนึ่งในนั้น โดยผู้ใหญ่ในพรรคมีประสบการณ์ทางการเมือง และยังเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทำงานเสนอแนวความคิด และมุมมองต่างๆ นำมาผสมผสานกัน ทำให้เกิดความพร้อมในการทำงานเพื่อชาติและประชาชนทุกกลุ่ม พรรคชาติพัฒนามีจุดยืนที่ชัดเจนเสมอมา ว่าเราไม่ขัดแย้ง ทำตามกติกา พร้อมอยู่เคียงข้างประชาชน เพื่อก้าวข้ามทุกปัญหาความขัดแย้ง ปัจจุบันบรรยากาศทางการเมืองทุกคนมีความตื่นตัว และพร้อมไปสู่การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

นายกฯฮึ่มกำจัดระบบใต้โต๊ะ

วันเดียวกันเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำคณะผู้บริหารสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ก่อนการประชุม ครม. เพื่อแสดงผลงานวิจัยด้านยานพาหนะ แม่พิมพ์และอุปกรณ์ทางการทหาร โดยนายกฯขอให้ผลิตขายให้คนไทยได้ใช้ด้วย ให้เห็นนวัตกรรมเหล่านี้มีประโยชน์ ต่อมาภายหลังการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.หารือหลายเรื่องที่เป็นความก้าวหน้า การเดินหน้าในด้านดิจิทัล

สิ่งที่เราริเริ่มวันนี้มันเป็นอนาคต วันนี้เราฝืนโลกยุคโลกาภิวัฒน์ไม่ได้ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมมาเป็นแรงขับเคลื่อน ใช้ดิจิทัลมาเป็นแรงสนับสนุน ที่ผ่านมารัฐบาลลงทุนมากมาย ระบบใหญ่ทั้งหมดอยู่ที่กระทรวงดิจิทัลฯ รวมถึง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ และ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ มีผลบังคับใช้แล้ว ใครถูกเรียกรับผลประโยชน์สามารถร้องเรียนได้ ทั้งการขอใบอนุญาตต่างๆ มีกรอบกำหนดชัดเจน ไม่ใช่ทำแบบเงียบๆ รอคอยน้ำหล่อลื่นใบอนุญาตถึงจะออก แบบนี้ไม่ได้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

เครือข่ายเภสัชกรร้องขอบรรจุ

ที่ศูนย์บริการประชาชน บริเวณสำนักงาน ก.พ. กลุ่มเครือข่ายเภสัชกรลูกจ้างแห่งประเทศไทย นำโดยนางปิยะภากร ผลภิญโญ ประธานเครือข่ายฯ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ขอให้พิจารณาอนุมัติตำแหน่งข้าราชการสำหรับเภสัชกรลูกจ้างชั่วคราว โดยนางปิยะภากรกล่าวว่า ในปี 2573 จำนวนผู้สูงอายุในประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 4 ของประชากร ส่งผลให้การบริการด้านสุขภาพของเภสัชกรไม่เพียงพอ แม้จะจัดสรรตำแหน่งเภสัชกรจบใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่บรรจุเพียงปีละ 300 กว่าตำแหน่งยังไม่เพียงพอ เพราะโรงพยาบาลรัฐมีอัตราเภสัชกร 1.3 คนต่อประชากร 10,000 คน ขณะที่ตามเกณฑ์ต้องการ 3.7 คน จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดสรรตำแหน่งข้าราชการให้กับเภสัชกรพนักงานราชการ พนักงานสาธารณสุข และลูกจ้างชั่วคราว ที่รอบรรจุข้าราชการการอยู่ ขอให้กระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการบริหารจัดการตำแหน่งว่าง ที่ไม่ใช่อัตราตั้งใหม่ให้กับทุกตำแหน่งดังกล่าว เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

เด้ง “สุรเดช” พ้นเลขาฯ สปส.

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมพิจารณาบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการหลายกระทรวง โดยในส่วนของกระทรวงแรงงาน ครม.มีมติให้ นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ไปเป็นรองปลัดกระทรวงแรงงาน นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม นายวิวัฒน์ ตังหงส์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นอธิบดี กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พ.ต.ต.หญิง รมยง สุรกิจบรรหาร ผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นรองปลัดกระทรวงแรงงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงแรงงานว่า สาเหตุหนึ่งที่ นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการ สปส. ที่ดูแลกองทุนใหญ่ที่สุดในประเทศไทย 1.8 ล้านล้านบาท เพราะดื้อเงียบ ไม่เป็นที่ถูกใจของเจ้ากระทรวง ขณะที่นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ได้รับความไว้วางใจจากเจ้ากระทรวงและมีภาพลักษณ์ดี

สัมพันธ์นิวซีแลนด์แน่นแฟ้น

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายวินสตัน ปีเตอร์ส รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศนิวซีแลนด์ เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. จากนั้น พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯฝากความ ปรารถนาดีและความยินดีถึงนายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์น ของนิวซีแลนด์ ในโอกาสที่ให้กำเนิดบุตรคนแรกเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ไทยกับนิวซีแลนด์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมายาวนานกว่า 62 ปี มีความร่วมมือในหลากหลายสาขา หวังว่าความสัมพันธ์ จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และโอกาสที่ไทยจะเป็นประธานอาเซียนในปี 2562 ไทยพร้อมประสานความร่วมมือระหว่างไทย นิวซีแลนด์และอาเซียน ให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง 3 องคมนตรี

วันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาประกาศ แต่งตั้งองคมนตรี โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหา วชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งองคมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 11 มี.ค.2561 แล้วนั้น บัดนี้ทรงพระราชดำริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรีเพิ่มขึ้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 จึงทรง พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง 1.นายอำพน กิตติอำพน อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็น องคมนตรี 2.พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท อดีต ผบ.ทบ. เป็นองคมนตรี 3.พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง อดีต ผบ.ทอ. เป็นองคมนตรี ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 2 ต.ค.2561 เป็นปีที่ 3 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระราชโองการ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี

“องอาจ” ยื่นค้านชะลอเลือก ส.ข.

ที่รัฐสภา นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึงนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุม สนช. วันที่ 4 ต.ค.นี้ เนื่องจากมีเนื้อหาให้ชะลอการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) ไว้ก่อน ขอให้ สนช.ปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าว โดยให้นำมาตรา 71 ถึง 80 ของกฎหมายดังกล่าวมาบังคับใช้ เพื่อให้มีการเลือกตั้ง ส.ข.ตามปกติต่อไป โดยนายสุรชัยกล่าวว่า จะนำข้อทักท้วงดังกล่าว เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) เพื่อรายงานให้คณะกรรมาธิการฯที่พิจารณาเกี่ยวกับกฎหมายท้องถิ่นทั้ง 6 ฉบับรับทราบ คาดทั้ง 6 ฉบับจะพิจารณาเสร็จภายในสิ้นปี 61

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้