วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
รถตู้ที่ดีกว่า

รถตู้ที่ดีกว่า

  • Share:


ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ประชาชนผู้ที่ใช้บริการรถตู้โดยสารร่วมบริการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ในบางเส้นทางหลักๆที่วิ่งให้บริการจากชานเมือง ทั้งจาก “รังสิต-มีนบุรี-อนุสาวรีย์” อาจจะได้รับผลกระทบจากการให้บริการบ้าง ไม่มากก็น้อย

สืบเนื่องมาจากกรณีที่กระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ประกาศใช้ข้อปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2561 ที่ผ่านมา โดยรถตู้ที่มีอายุการใช้งานเกินกว่า 10 ปี ซึ่งมีอยู่กว่า 954 คัน จะต้องหยุดให้บริการเพื่อไม่ให้กระทบต่อมาตรฐานความปลอดภัยของรถที่ให้บริการกับผู้โดยสาร

ข้อบังคับดังกล่าวสืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้ สมัยที่ยังไม่ได้มีการจัดระเบียบรถตู้โดยสารร่วมบริการ อายุการใช้งานของรถไม่ได้ถูกกำหนดไว้ ทำให้มีรถทั้งเก่าและใหม่ออกวิ่งให้บริการ

ต่อมาคณะกรรมการการจัดระเบียบรถตู้ร่วมบริการโดยสารทั้งระบบ ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ได้เข้ามาจัดระเบียบเส้นทางรถ, มาตรฐานของตัวรถที่จะมาให้บริการ และได้ประกาศชัดเจนว่า รถตู้โดยสารสาธารณะที่จะออกวิ่งให้บริการ จะต้องมีอายุไม่เกิน 10 ปี ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าว ผู้ประกอบการรถตู้รับทราบมาตั้งแต่ต้น

หลังวันที่ 30 ก.ย.2561 เป็นต้นไป จึงมีรถตู้ร่วมให้บริการกว่า 954 คัน ซึ่งมีอายุใช้งานครบ 10 ปี ต้องหยุดวิ่งทันที และในปีถัดๆไป ก็จะต้องมีรถตู้ที่อายุเกิน 10 ปี ทยอยหยุดให้บริการจนถึงปี 2571 รวมทั้งสิ้น 4,183 คัน โดยรถตู้ที่จะต้องทยอยออกจากระบบไปนั้น อยู่ภายใต้เงื่อนไขเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในการให้บริการผู้โดยสาร โดยการจัดระเบียบ กำหนดอายุการใช้งานรถตู้ในครั้งนี้ ยังเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับรถโดยสารสาธารณะอื่นๆ เช่น รถแท็กซี่ ก็มีข้อบังคับเรื่องอายุรถห้ามเกิน 10 ปีเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเพื่อหยุดผลกระทบดังกล่าว กลุ่มรถตู้โดยสารร่วมบริการที่มีอายุรถครบ 10 ปี ได้ไปยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อขอความคุ้ม-ครองให้สามารถให้บริการได้ต่อ เพราะตามข้อกำหนด หากรถที่มีอายุเกิน 10 ปียังคงวิ่งให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2561 เป็นต้นไป จะถูกสายตรวจของกรมการขนส่งทางบกจับ-ปรับทันที มีโทษตั้งแต่
ถูกปรับ 50,000 บาทถึง 200,000 บาท

ในส่วนของผู้โดยสารรถตู้ กรมการขนส่งทางบกได้ประกาศชัดเจนว่า แม้รถตู้ 954 คันจะต้องหยุดวิ่ง แต่ก็เชื่อว่าผู้โดยสารจะไม่ได้รับผลกระทบ โดยกรมการขนส่งทางบกจะนำรถโดยสารมาตรฐาน 30 และรถจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ เข้ามาเสริมให้บริการแทน

นอกจากนั้น ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเดิม ที่มีรถตู้อายุครบ 10 ปี ในปี 2561 กว่า 954 คันนี้ หากประสงค์ที่จะเปลี่ยนเป็นรถตู้คันใหม่ ก็จะสามารถให้บริการต่อไปได้อีก 10 ปีทันที แต่รถตู้คันใดที่หมดอายุตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปี 2571 หากประสงค์ที่ยึดอาชีพให้บริการบนท้องถนนอยู่ จะต้องนำรถตู้คันเดิมมาเปลี่ยนเป็นรถมินิบัส เพื่อให้บริการต่อเท่านั้น

ส่วนในอนาคตข้างหน้า เมื่อการก่อสร้างรถไฟฟ้าจำนวน 10 เส้นทางทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑลแล้วเสร็จ และอาจกระทบการประกอบอาชีพของรถตู้ หากเส้นทางรถไฟฟ้าทับเส้นทางที่วิ่งให้บริการอยู่ กรมการขนส่งทางบกก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนเส้นทางให้ใหม่

ดังนั้น การเอาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เพื่อให้เกิดกระแสสังคมกดดันว่า ประชาชนผู้ใช้บริการจะได้รับความเดือดร้อน หากไม่มีรถวิ่งเพียงพอ โดยมีเป้าประสงค์ให้ภาครัฐขยายอายุการใช้งานรถโดยสารสาธารณะออกไปอีก 5 ปีตามความต้องการของผู้ประกอบการนั้น

ในมุมของผู้บริโภคหรือผู้โดยสาร ซึ่งถูกดึงเป็นตัวประกัน จึงต้องตรึกตรองให้ดีว่า หากภาครัฐยอมที่จะขยายอายุรถออกไปอีก 5 ปี นั่นหมายความว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำรถบุโรทั่ง ที่ทั้งเก่า ไม่ได้มาตรฐานการบริการ แอร์ไม่เย็น นั่งไม่สบาย มลพิษเต็มท้องถนนมาให้บริการต่อ เราจะยอมรับบริการแบบนั้นหรือ!!???

ขณะเดียวกันกรมการขนส่งทางบกก็จะต้องมีความจริงจังและจริงใจที่จะเข้ามาจัดระเบียบ ไม่ใช่ทำชั่วครั้งชั่วคราว ลูบหน้าปะจมูก จัดระเบียบเฉพาะรถตู้โดยสารเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมการจัดระเบียบรถโดยสารสาธารณะทั้งระบบด้วย ไม่ว่าจะเป็นวินมอเตอร์ไซค์ รถแท็กซี่ รวมไปถึงรถร่วมโดยสารบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)

เพราะทุกวันนี้ นอกจากคนไทยจะนิยมการเดินทางด้วยระบบโดยสารขนส่งสาธารณะมากขึ้นแล้ว นักท่องเที่ยวต่างชาติก็นิยมใช้บริการด้วยเช่นกัน และการที่ผู้โดยสารได้รับบริการที่ดีตามมาตรฐานสากล นั่นหมายถึงหน้าตาของประเทศไทยด้วย.

สุรางค์ อยู่แย้ม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้