วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
0-5 ปี..หัวเลี้ยวหัวต่อ โภชนาการชี้อนาคต

0-5 ปี..หัวเลี้ยวหัวต่อ โภชนาการชี้อนาคต

  • Share:

“เด็กๆ”...อายุ 0-5 ปีเป็นช่วงวัยสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเอาใจใส่เรื่องการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ ด้วยเป็นช่วงที่ “สมอง”...อยู่ในช่วงกำลังพัฒนา

อีกทั้ง “ร่างกาย” เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว...ร่างกายสร้างอวัยวะ กล้ามเนื้อ และกระดูก...ร่างกายกำลังสร้างระบบการเผาผลาญให้สมบูรณ์... เป็นช่วงที่ร่างกายสะสมภูมิต้านทาน

เมื่อเด็กได้รับโภชนาการที่ดีก็จะช่วยลดปัญหาความเจ็บป่วย การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ลดปัญหาค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของพ่อแม่และระบบสาธารณสุขของประเทศ

กลายเป็น “เด็ก” ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีต้นทุนที่พร้อมในการเรียนรู้มีระดับเชาวน์ปัญญาที่ดี ในที่สุดก็จะกลายเป็น “ผู้ใหญ่” ที่มีคุณภาพ สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ช่วยพัฒนาประเทศได้อย่างมีคุณภาพ

ฉายภาพให้เห็นเช่นนี้แล้ว ผู้ใหญ่จึงต้องเป็นผู้วางแผนหยิบยื่น “ต้นทุนชีวิต” ให้กับลูกหลานของท่านเพื่ออนาคตที่ดีของพวกเขาในวันข้างหน้า

“อิ่มท้องอย่างมีคุณภาพ โภชนาการสร้างเด็กไทย” คอลัมน์สุขประจำฉบับ “สร้างสุข”...จดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ ปีที่ 14 ฉบับที่ 201 กรกฎาคม 2561 สสส. ระบุว่า ทางการแพทย์ใช้ “น้ำหนัก” เป็นเกณฑ์วัดความสมบูรณ์แข็งแรงของทารกแรกคลอดและวัดการเจริญเติบโตของเด็กๆในทุกช่วงวัย

พบว่าเด็กที่มีเกณฑ์ความสูงและน้ำหนักที่เหมาะสม โดยเฉพาะเกณฑ์ความสูงนั้น มีความสอดคล้องกับระดับไอคิวและสติปัญญาของเด็กด้วย ภาวะโภชนาการที่ดีจึงสอดคล้องกับการสร้างต้นทุนด้าน “สติปัญญา” และ “ไอคิว” อย่าปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือ...พ่อแม่ต้องช่วยกัน

เคยมีการศึกษาพัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กไทย พบว่าค่าเฉลี่ยระดับเชาวน์ปัญญาของเด็กอายุ 2-18 ปี แปรตามส่วนสูงตามเกณฑ์อายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยเด็กเตี้ยและเด็กค่อนข้างเตี้ยมีค่าเฉลี่ยเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าเด็กที่มีส่วนสูงตามเกณฑ์ค่อนข้างสูงและสูง

ในหลายประเทศก็มีงานวิจัยที่สอดคล้องกัน พบว่าการขาดอาหารในช่วงแรกของชีวิต ภาวะเติบโตช้าในครรภ์มารดาและภาวะเตี้ยในเด็กอายุ 2 ปีมีผลเสียอย่างถาวรต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่

ที่สำคัญ...ยังส่งต่อไปถึงรุ่นลูกได้ โดยอาจส่งผลด้านลบต่อการศึกษาและรายได้ในวัยผู้ใหญ่รวมทั้งน้ำหนักแรกเกิดของลูก

โดย “ภาวะเตี้ย”...เป็นผลมาจากการขาดสารอาหารแบบเรื้อรัง ทำให้รับพลังงาน...สารอาหารไม่เพียงพอ ส่วน “ภาวะอ้วน”...เป็นผลมาจากการบริโภคอาหารที่ให้พลังงานสูงมากเกินไป

พลิกแฟ้มย้อนไปจากกรณีข่าวเด็กไทยกินขนมจีนกับน้ำปลาเป็นอาหารกลางวัน สะท้อนหัวใจใครหลายๆคนด้วยเมนูนี้มีเพียงแป้งและโซเดียม ห่างไกลคำว่า “สารอาหาร 5 หมู่” เสียเหลือเกิน

อ.สง่า

อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการโภชนาการ ที่ปรึกษากรมอนามัยและผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) บอกว่า คุณภาพอาหารกลางวันของเด็กที่ดีต้องมีคุณค่าทางโภชนาการครบ 5 หมู่ มีผักทุกมื้อ มีไข่อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ฟอง...มีตับหรือเลือดสัตว์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

พร้อมผลไม้เป็นอาหารว่างอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ที่เหลือเป็นขนมที่หวานน้อย ส่วนการจะทำอาหารมื้อกลางวันให้มีคุณภาพ ต้องเริ่มจากการอบรมครูและแม่ครัว เพื่อเพิ่มความรู้ ทักษะในการทำอาหาร

ตัวอย่าง รายการอาหาร 1 สัปดาห์...วันจันทร์ ข้าว ไข่ลูกเขย แตงกวา ส้มเขียวหวาน, วันอังคาร ข้าวแกงเผ็ดกะทิไก่ ใส่ตับ หน่อไม้สด ถั่วเขียวต้มน้ำตาล, วันพุธ ก๋วยเตี๋ยว ผัดซีอิ๊วเส้นใหญ่หมู ใส่ไข่ ฝรั่ง,วันพฤหัสบดี ข้าว ผัดผักกาดขาวแครอทใส่ไก่ มันเทศนึ่ง, วันศุกร์ ข้าว ต้มเลือดหมู ตำลึง หมูสับ มันแกว

ความสำคัญของเมนูอาหารกลางวันเด็กวัยเรียน ด้วยเด็กต้องการใช้ “พลังกาย” และ “พลังสมอง” อาหารเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยสร้างเสริมสุขภาพร่างกายให้กับเด็กๆ หลักการง่ายๆคือ...จัดให้เหมาะสมกับช่วงวัย นับตั้งแต่แรกเกิดเป็นต้นมา

เช่น เด็ก 0-6 เดือน ต้องการนมแม่เพียงอย่างเดียว หลังจาก 6 เดือนทารกต้องการสารอาหารมากขึ้นเพื่อนำไปสร้างพัฒนาส่วนต่างๆของร่างกายให้เจริญเติบโตสมวัย

พุ่งเป้าไปที่ “เด็กวัยเรียน”...จำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่ครบ 5 หมู่ ครบทั้ง 3 มื้อ ไม่ควรเว้นมื้อใดมื้อหนึ่งโดยเฉพาะมื้อเช้า ควรให้เด็กบริโภคอาหารตรงเวลา เลี่ยงขนมจุบจิบเพราะไม่เป็นมิตรต่อสุขภาพ

ควรจัดอาหารว่างที่มีประโยชน์ให้เด็กบริโภคตอนสายและตอนบ่าย...ข้อสำคัญในแต่ละมื้อควรรับประทานอาหารที่หลากหลาย ไม่ควรจัดให้มีอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลเพียงอย่างเดียว

ทำให้หลากหลาย ครบ 5 กลุ่ม ได้แก่ ข้าว-แป้ง กลุ่มผัก กลุ่มผลไม้ กลุ่มเนื้อสัตว์ และกลุ่มนม เพื่อให้ได้พลังงาน สารอาหารเพียงพอกับความต้องการ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ไอโอดีน เหล็ก แคลเซียม วิตามินเอ, บี 1, บี 2, บี 6, บี 12, โฟเลต เป็นต้น

หลักการจัดอาหารตามพลังงานและสารอาหาร “คาร์โบไฮเดรต” ร่างกายมีความต้องการคิดเป็นร้อยละ 55-60 ของพลังงานทั้งหมดที่ควรได้รับต่อวัน...

“โปรตีน” ร่างกายมีความต้องการคิดเป็นร้อยละ 10-15 ของพลังงานทั้งหมดที่ควรได้รับต่อวัน...“ไขมัน” ร่างกายมีความต้องการคิดเป็นร้อยละ 25-30 ของพลังงานทั้งหมดที่ควรได้รับต่อวัน

น่าสนใจด้วยว่า “เด็ก” วัย 6-12 ปี ใน 1 วันควรทานอาหารเท่าไหร่กันแน่?

ตัวอย่างก็มี...ข้าวและแป้ง 8 ทัพพี, ผัก 4 ทัพพี, ผลไม้ 3 ส่วน, เนื้อสัตว์ 6 ช้อนกินข้าว, นม 2 แก้ว อาหารกลางวันจึงเป็นอีกมื้อสำคัญสำหรับเด็กวัยเรียน อาจต้องใช้เมนูหมุนเวียนเพื่อไม่ให้เกิดความจำเจ

อาจจะเปลี่ยนเป็นอาหารจานเดียวได้ สลับกับอาหารประเภทข้าวและกับข้าวสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อไม่ให้เด็กเบื่อและไม่อยากกินอาหาร

ข้อมูล “สารอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็กวัยเรียน” สำนักโภชนาการ กรมอนามัย อาทิ “พลังงาน”...มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและการทำงานของเซลล์ในระบบประสาทต่างๆ มีในอาหารประเภทข้าว แป้ง “ไขมัน”...เป็นแหล่งพลังงานสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย ช่วยการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน มีในน้ำมัน กะทิ เนย ไขมันสัตว์ นม “โปรตีน”...มีความสำคัญต่อการสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ อวัยวะต่างๆ มีในเนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม ถั่วเมล็ดแห้ง

“แคลเซียม”...สร้างกระดูกและฟัน มีในนม ผลิตภัณฑ์นม ปลา สัตว์ตัวเล็กที่กินได้ทั้งกระดูก ถั่วเหลือง ฯลฯ “ธาตุเหล็ก”...มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตทั้งร่างกาย สมอง การสร้างเม็ดเลือดแดง และมีผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก มีในอาหารประเภท ตับ เนื้อสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะเนื้อแดง เลือดสัตว์

“ไอโอดีน”...มีความสำคัญต่อการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ ช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองให้เจริญเติบโต มีผลต่อสติปัญญาและการเรียนรู้ มีในอาหารทะเล และเกลือ น้ำปลาที่เสริมไอโอดีน เป็นต้น

“เด็ก”...วันนี้...“ผู้ใหญ่” ในวันหน้า อนาคตประเทศชาติฝากไว้กับพวกเขา เราจึงต้องดูแลเขาให้ดีเสียแต่วันนี้.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้