วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เลือกตั้งชัดเจน หนุนเงินสะพัด 6.5 หมื่นล้าน ชี้อย่าทำแค่พิธีกรรม

เลือกตั้งชัดเจน หนุนเงินสะพัด 6.5 หมื่นล้าน ชี้อย่าทำแค่พิธีกรรม

  • Share:

นักเศรษฐศาสตร์ ชี้เลือกตั้งชัดเจน เงินสะพัดกว่า 6.5 หมื่นล้าน มองแค่คลายล็อก อาจเกิดความไม่มั่นใจเลือกตั้งจะเป็นธรรม ย้ำต้องโปร่งใส ลดความเสี่ยงวิกฤติการเมืองรอบใหม่ จี้งดโหวตนายกฯ คนนอก...

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งส่งผลบวกต่อภาคการลงทุนและเศรษฐกิจ หากมีการเลือกตั้งภายในเดือน ก.พ. 62 ค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งและกิจกรรมทางการเมืองกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะทำให้เงินสะพัดตั้งแต่ไตรมาส 4 ต่อเนื่องไปยังต้นปีหน้า ไม่ต่ำกว่า 50,000-65,000 ล้านบาท มีการกระจายตัวของกิจกรรมในพื้นที่ต่างๆ ในขอบเขตทั่วประเทศ เม็ดเงินจะกระจายตัวมากกว่าการใช้จ่ายงบประมาณตามปกติ การกระจายเชิงพื้นที่จะลดการกระจุกตัวของการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน หากการเลือกตั้งเลื่อนออกไปมากจากเดือน ก.พ. ไปเดือน พ.ค. ย่อมทำให้ข้าราชการจำนวนหนึ่งเกียร์ว่างและรอดูความชัดเจนว่าพรรคการเมืองใดจะชนะการเลือกตั้ง ใครจะมาเป็นรัฐบาลและบริหารกระทรวงใดบ้าง อาจทำให้งบลงทุนมีการเบิกจ่ายลดลง

อย่างไรก็ตามการไม่เปิดเสรีภาพ โดยไม่ปลดล็อกทำเพียงแค่คลายล็อกให้พรรคการเมืองและประชาชนในการทำกิจกรรมทางการเมือง จะลดทอนผลบวกของการเลือกตั้งต่อเศรษฐกิจและหักล้างผลดีที่เกิดขึ้นกับตลาดการเงิน รวมทั้งกระแสเงินทุนไหลเข้าของนักลงทุนต่างชาติ และทำให้เกิดความไม่มั่นใจว่าจะมีระบบการเลือกตั้งและการจัดการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรมและเป็นไปตามมาตรฐานสากลหรือไม่ ซึ่งการเลือกตั้งที่เป็นเพียงพิธีกรรม ย่อมไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ ภาคการลงทุนในระยะยาว การทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตยตามเจตนารมณ์ของประชาชน มีเสรีภาพในการทำกิจกรรมทางการเมือง ย่อมทำให้คุณภาพ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการเลือกตั้งดีขึ้น

“ระบบนิติรัฐและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคการลงทุนและการตัดสินใจ ยิ่งเลือกตั้งเร็วเท่าไหร่ และสามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างโปร่งใส เป็นธรรมและน่าเชื่อถือมากเท่าไหร่ จะยิ่งลดความเสี่ยงในการจะเกิดวิกฤตการณ์การเมืองรอบใหม่มากเท่านั้น และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว”

พร้อมย้ำว่าการเลือกตั้งที่โปร่งใสเป็นธรรมเป็นปัจจัยพื้นฐานที่นำมาสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยหลังการเลือกตั้งต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปรับเปลี่ยนระบบและกลไกบางอย่างเพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากระบอบกึ่งประชาธิปไตยสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยฉันทามติของประชาชน เมื่อมีประชาธิปไตยที่ความมั่นคงแล้ว การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของกลุ่มทุนไทย เพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยการเมืองในประเทศจะลดลง และจะไหลย้อนกลับมาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น

ส่วนนักลงทุนไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อขยายฐานการผลิต สร้างเครือข่ายการค้า ขยายฐานลูกค้า และแสวงหาทรัพยากร วัตถุดิบและเทคโนโลยีจะยังคงเติบโตต่อไป การเติบโตส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายการผ่อนคลายและการเปิดเสรีการออกไปลงทุนในต่างประเทศด้วย อัตราการเติบโตของการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของกลุ่มทุนไทย ในหลายปีที่ผ่านมายังคงสูงกว่าการลงทุนภาคเอกชนในประเทศ โดยอยู่ที่ 2.921 ล้านล้านบาท เทียบการลงทุนเอกชนในประเทศอยู่ที่ 2.555 ล้านล้านบาท ซึ่งการลงทุนในประเทศจึงค่อนข้างซบเซาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเพิ่งจะกระเตื้องขึ้นบ้างในปีนี้

นอกจากนี้การคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะทำให้เกิดการกระจายอำนาจมากขึ้น เป็นปัจจัยจำเป็นต่อการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การกระจายตัวของรายได้และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ระบบการเมืองที่ส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและมีเสรีภาพจะช่วยลดการผูกขาดในระบบเศรษฐกิจลง สามารถใช้เสรีภาพโดยไม่ถูกปิดกั้นในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศจะเป็นสภาวะแวดล้อมที่จะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมได้ดีกว่า

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจมหภาค พบว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจเพิ่มขึ้น จากการเลือกตั้งที่ไม่เสรีไม่เป็นธรรมหรือการสืบทอดอำนาจโดยไม่ยึดหลักการประชาธิปไตย หรือการมีนายกรัฐมนตรีคนนอก ส่งผลในเชิงลบต่อเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้น โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน และต่อศักยภาพการเจริญเติบโตระยะยาว ความไม่แน่นอนทางการเมืองมีหลายลักษณะและมีนัยสำคัญทางสถิติและขนาดของผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจที่ค่อนข้างแตกต่างกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของปัจจัยทางการเมืองต่อพลวัตของเศรษฐกิจไทย

“เราหวังว่าจะเกิดความแน่นอนทางการเมืองด้วยการจัดการเลือกตั้งให้เสรีและเป็นธรรม รวมทั้งเคารพต่อเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริงด้วยการสนับสนุนให้พรรคการเมืองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ จัดตั้งรัฐบาลและสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. งดออกเสียงในการเลือกนายกรัฐมนตรี” ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าว.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้