วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทุกพรรคคึกคัก รับคำสั่งคลายล็อก

ทุกพรรคคึกคัก รับคำสั่งคลายล็อก

  • Share:

จ่อจัดประชุมเร่งหาสมาชิกปูโผล่รัสเซีย

พรรคการเมืองขยับนัดถก กก.บห.แต่งตัวรอเลือกตั้ง พท.-ชทพ.ขย่มต่อ “บิ๊กตู่” คลายล็อกไม่สุด บี้ปลดล็อกคืนประชาธิปไตย “อ๋อย” อัดล่ามโซ่ แหกตาสร้างความเท่าเทียม ที่แท้มัดมือชกเลือกตั้งใต้อำนาจเผด็จการ “วัฒนา” อัด 4 ปีเทงบฯหาเสียงสืบอำนาจฝ่ายเดียว “ภูมิธรรม” ซัดคำสั่ง หน.คสช.ทับซ้อนสับสน “ชูศักดิ์” เคลียร์ กกต.แจงข้อข้องใจ 1 ปีไม่มีสาขาพรรคส่ง ส.ส.ได้ใช่หรือไม่ “ตือ” จี้ปล่อยผีฟื้นคืนความเชื่อมั่น “นิกร” ดักคอเล่นตามกติกา คสช.อย่าแทรกแซง “มาร์ค” ตีปี๊บ 25 ก.ย. รับสมาชิก ปชป. ฝ่ายกฎหมายลงมือร่างข้อบังคับใหม่ “วรรณรัตน์” ยกทีมอดีต ส.ส.ตั้งโต๊ะดับข่าวลือยุบพรรค ยัน ชพน.ยังอยู่คู่เมืองโคราช “สามมิตร” แนะเร่งปั่นนโยบาย เลิกสาละวนสร้างเงื่อนไข “ธนาธร” อ้อนขอคนละ 100 บาท ค่าจ้างทวงคืนประชาธิปไตย รัฐบาลเต้นโต้ข้อหาคุกคามนักสิทธิมนุษยชน

กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2561 คลายล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้บางส่วน แต่ยังห้ามหาเสียง โดยพรรคต่างๆเตรียมนัดประชุมหารือจัดการประชุมใหญ่ พร้อมเรียกร้องให้มีการปลดล็อกทางการเมืองทั้งหมด ไม่ใช่คลายล็อกทีละส่วน เพื่อคืนบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยและเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

“อ๋อย” เฉ่งคำสั่งล่ามโซ่ไม่ใช่คลายล็อก

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2561 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง (เพิ่มเติม) ที่คลายล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้บางส่วน ว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2561 ไม่ใช่เป็นการคลายล็อก แต่เป็นการล่ามโซ่พรรคการเมืองและปิดหูปิดตาประชาชน จำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนมากที่สุดเท่าที่มีการเลือกตั้งมา ทั้งที่อวดอ้างระบบในรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อต้องการให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน สามารถกำหนดผู้นำ ผู้บริหารพรรคและนโยบายพรรคได้ เลวร้ายสุดห้ามใช้โซเชียลมีเดียสื่อสารประชาชนทั่วไปและห้ามหาเสียง คงคำสั่งห้ามชุมนุมเกิน 5 คน หรือมั่วสุมทางการเมือง อ้างกลัวความวุ่นวาย อยากถามว่าการหารือกับกลุ่มประชาชนอาชีพต่างๆ เพื่อทำนโยบายเป็นความไม่สงบตรงไหน และหากไปพูดถึงพรรคการเมือง นักการเมือง พูดถึงนโยบาย อาจตีความได้ตามอำเภอใจว่าเป็นการหาเสียงไปได้หมด รวมถึงอาจห้ามวิพากษ์วิจารณ์ คสช.และรัฐบาล

ซัด ลต.ภายใต้อำนาจเผด็จการ

เมื่อถามว่า มองว่ามีเหตุผลอะไร คสช.ไม่เลือกที่จะปลดล็อกเลย นายจาตุรนต์กล่าวว่า เขากลัวประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองที่ตรงข้ามหรือไม่สนับสนุนผู้นำ คสช. เพราะคำสั่งแบบนี้เปิดให้ผู้นำ คสช.และรัฐบาลหาเสียงฝ่ายเดียว พูดถึงโครงการ นโยบาย ความดีงามของ คสช.โดยไม่มีอะไรห้าม แต่พรรคการเมืองไม่สามารถทำนโยบายให้ตรงความต้องการของประชาชน ไม่สามารถสื่อสารกับประชาชนได้ เขากลัวประชาชนได้ข้อมูล 2 ทางแล้วมีโอกาสเปรียบเทียบ ไม่ใช่มาบอกว่าเมื่อได้วันเลือกตั้งที่ชัดเจนแล้วค่อยเปิดให้พูดคุยกับประชาชน ในโลกนี้ไม่มีใครเขาทำกัน อ้างว่าทำเพื่อความเท่าเทียมกลายเป็นเรื่องหลอกลวง ตรงข้ามกลับเอื้อให้พรรคที่สนับสนุน คสช.ได้เปรียบ คสช.และรัฐบาลต้องการเป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้ง กลายเป็นการเลือกตั้งภายใต้อำนาจเผด็จการโดยแท้

“วัฒนา”สับให้จัดคูหาแค่พิธีกรรม

นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า คสช. ประกาศคลายล็อกให้พรรค การเมืองทำงานด้านธุรการแต่ห้ามหาเสียง ถากถางว่าให้เวลาหาเสียงตั้ง 70 วันยาวนานที่สุดนับแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง นี่คือนิสัยเบื้องลึกของพวกเผด็จการ ที่คิดว่าการเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรม เหมือนวาทกรรมว่าเลือกตั้งประชาชนมีสิทธิในคูหาแค่กาบัตร 4 วินาที ประชาธิปไตยไม่ใช่กระบวนการแต่เป็นวิถีชีวิตของคนที่เชื่อว่ามนุษย์มีความเป็นคนเท่ากัน นักการเมืองไม่ได้เป็นตัวแทนประชาชนแค่ในสภา ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับประชาชนต่อเนื่อง การจำกัดสิทธิพรรคการเมืองสื่อสารกับประชาชนคือจำกัดสิทธิประชาชนมีส่วนร่วมกับนโยบาย เรื่องแบบนี้คงไม่สามารถเจาะเข้าไปในอวัยวะที่มีไว้ให้ผมงอกของพวกที่คิดว่าการร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีทำได้โดยไม่ต้องฟังเสียงประชาชน

ฉะ 4 ปี เทงบหาเสียงสืบอำนาจคนเดียว

นายวัฒนาระบุว่า สี่ปีกว่าที่ยึดอำนาจไปจากประชาชน รัฐบาลเผด็จการไม่เพียงใช้งบหาเสียงสร้างความนิยมฝ่ายเดียวเพื่อสืบทอดอำนาจ แต่ยังก่อหนี้ผูกพันงบประมาณซื้ออาวุธที่ไม่จำเป็น ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นภาระให้รัฐบาลต่อไป ต้องเอาเงินภาษีไปผ่อนชำระอีกหลายปี เมื่อหมดปัญญาหลีกเลี่ยงการเลือกตั้ง ยังไม่ยอมปลดล็อก แต่กล้าแสดงความขี้ขลาด ขอความเห็นใจกลัวโดนเช็กบิล หากอยากได้รับความเมตตาจากประชาชนต้องหยุดสร้างเวรกรรม แสดงการสำนึกผิดด้วยการหยุดใช้อำนาจเผด็จการ สร้างบรรยากาศการเลือกตั้งที่เสรีภายใต้กติกาที่เป็นธรรม คืนอำนาจให้ประชาชน เผื่อจะได้รับความเห็นใจ ไม่ใช่เอาเวลาของประชาชนไปนั่งทำท่าเหมือนคนปัญญาอ่อน โบกแท่งไฟดูเด็กวัยรุ่นเต้นรำกลางทำเนียบฯ อาการแบบนี้แม้แต่คนที่บ้านคงคิดไม่ถึงว่าจะทำได้

พท.บี้ปลดล็อกตอกใจแคบเห็นแก่ตัว

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2561 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (เพิ่มเติม) ที่คลายล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้บางส่วนว่า รัฐบาลไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเงื่อนไขกติกาอย่างเต็มที่ให้แก่พรรคการเมือง อ้างว่าเพื่อความสงบเรียบร้อยซ้ำซากมานานมากแล้ว ไม่มีเหตุผลใดในทางการเมืองที่จะคลายล็อกแบบปล่อยทีละส่วน เพื่อหวังจะทำหน้าที่คุมเกมทั้งหมดเช่นนี้ ไม่ทราบรัฐบาลกลัวอะไรทำไมไม่ปลดล็อก เพราะถึงเวลาแล้วที่จะเปิดช่องทางทั้งหมดให้พรรคการเมืองได้ติดต่อสื่อสารทำความเข้าใจร่วมกันกับประชาชน เพื่อจะใช้สิทธิตัดสินใจให้ดีที่สุดในการเลือกพรรคที่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสังคม คสช.และรัฐบาลกลัวว่าจะสูญเสียอะไร หรือกลัวว่าหากประชาชนได้รับรู้ข้อมูลอย่างเปิดกว้างรอบด้าน จะทำให้หนทางกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือกลับมาเป็นรัฐบาลครั้งใหม่ของพรรคพวกไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าคิดเช่นนี้ถือว่าคับแคบและเห็นแก่ตัวเกินไป ใช้เวลาพิสูจน์ตนเองมานานมากแล้ว จนทำให้ประเทศอยู่ในสถานะค่อนข้างวิกฤติเช่นทุกวันนี้ หากจะเปิดทางของถนนประชาธิปไตยให้กว้างขวางและบริสุทธิ์ยุติธรรม มีแต่จะเป็นผลดีด้านความทรงจำดีๆที่เหลืออยู่

จวกคำสั่ง หน.คสช.ทับซ้อนสับสน

นายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า พรรคมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายศึกษารายละเอียดของคำสั่งที่ยังสับสนในการตีความเนื่องจากซ้อนทับกันถึง 3 ฉบับคือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง คำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 และคำสั่งฉบับนี้ เช่น จัดตั้งสาขาได้ภายใน 1 ปี แปลว่าหากตั้งสาขาไม่ครบเลยเวลาการเลือกตั้งที่กำหนดไว้ วันที่ 24 ก.พ.62 สามารถส่งผู้สมัครได้ใช่หรือไม่ คาดว่าพรรคจะประชุมครั้งแรกในวันที่ 20 ก.ย. เพื่อเตรียมการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เตรียมการจัดการประชุมใหญ่รับรองข้อบังคับพรรคใหม่ เลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ และเลือกกรรมการสรรหาผู้สมัครตามที่กำหนดในคำสั่ง คสช.ที่ 13/2561 จะได้พิจารณาคำสั่งคลายล็อกให้พรรคประชุมและเตรียมการจัดการประชุมใหญ่พรรคเพื่อไทย ตามเงื่อนไขที่กำหนดในคำสั่งให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ต้องหารือจะกำหนดองค์ประกอบขององค์ประชุมใหญ่อย่างไร เนื่องจากกำหนดให้มีองค์ประชุมไม่น้อยกว่า 250 คน มีกรรมการบริหารและสมาชิก โดยไม่ต้องมีสาขาที่ถูกยุบไปแล้ว คงต้องกำหนดว่าจะมีตัวแทนสมาชิกเข้าร่วมประชุมอย่างไร จำนวนเท่าใด และต้องหารือว่ากำหนดวันประชุมใหญ่ เนื่องจากต้องแจ้ง กกต.ก่อนไม่น้อยกว่า 5 วัน

1 ปีไม่มีสาขาพรรคส่ง ส.ส.ได้ใช่ไหม

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 13/2561 มีสิ่งที่ชัดเจนในคำสั่งนี้เพียงอย่างเดียวคือขยายกรอบเวลาการจัดหาทุนประเดิมพรรค จ่ายเงินค่าบำรุงพรรคของสมาชิก 500 คนใน 180 วัน จำนวน 5,000 คนใน 1 ปี ถือเป็นประโยชน์กับพรรคตั้งใหม่ ไม่ต้องมากังวล แต่พรรคเก่าไม่มีประโยชน์อะไรเพราะทำกันครบหมดแล้ว แต่มีสิ่งที่ไม่ชัดเจนหลายอย่าง เช่น การตั้งสาขาพรรค ที่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนดว่าต้องมีสาขาพรรคถึงจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ แต่คำสั่งฉบับนี้ให้เวลาตั้งสาขา 1 ปี หากเลือกตั้งในเดือน ก.พ.62 สาขาพรรคอาจยังมีไม่ครบแสดงว่าหากไม่มีสาขาพรรคส่งผู้สมัครได้ใช่หรือไม่ และการกำหนดให้คณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคการเมืองสอบถามความคิดเห็นของหัวหน้าสาขาในการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง จึงเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งกันอยู่ วันที่ 17 ก.ย. จะส่งหนังสือสอบถามรายละเอียดเหล่านี้ไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าตีความข้อปฏิบัติเหล่านี้อย่างไร จะได้ดำเนินการถูกต้อง

จ่อหารือหลักเกณฑ์ประชุมใหญ่

นายชูศักดิ์กล่าวว่า การประชุมใหญ่ของพรรคที่ไม่ต้องมีตัวแทนสาขา โดยให้กำหนดองค์ประชุมให้มีเพียงกรรมการบริหารพรรคกึ่งหนึ่งของเท่าที่มี และสมาชิกจำนวน 250 คน แต่ต้องแจ้งให้ กกต.รับทราบก่อน 5 วัน พรรคการเมืองทำได้ แต่คณะกรรมการบริหารพรรคคงต้องหารือหลักเกณฑ์ว่าสมาชิก 250 คนที่จะเข้าร่วมประชุมจะแบ่งสัดส่วนอย่างไร ก่อนจะแจ้งการจัดประชุมให้ กกต.รับทราบ

เรียกถก กก.บห.สัปดาห์หน้า

พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะเรียกประชุมรักษาการกรรมการบริหารพรรค ช่วงกลางสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางการจัดประชุมใหญ่พรรคว่าจะแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรคอย่างไรบ้าง รวมถึงกำหนดสัดส่วนสมาชิกที่จะเข้าร่วมประชุมใหญ่พรรค 250 คน ว่าควรเป็นอย่างไร เมื่อทุกอย่างพร้อมจะแจ้งต่อ กกต.เพื่อจัดการประชุมใหญ่พรรคต่อไป คาดว่าการประชุมใหญ่พรรคจะจัดขึ้นได้ในสัปดาห์ถัดไป

“มาร์ค” ตีปี๊บรับสมาชิก ปชป.25 ก.ย.

เมื่อเวลา 08.47 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯ โพสต์ข้อความในออฟฟิเชียลไลน์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ว่าขอขอบคุณเพื่อนๆ ที่แสดงความสนใจที่จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ครับ เราจะพยายามเปิดรับสมาชิกให้เร็วที่สุดแต่ตามกฎหมายและคำสั่ง คสช. เราต้องแก้ข้อบังคับพรรคและแจ้ง กกต.ล่วงหน้าก่อนจะทำได้ ขณะนี้คาดว่าจะทำได้ประมาณวันที่ 25 ก.ย. เป็นต้นไปครับ สำหรับวิธีการและรายละเอียดกำลังหารือกับ กกต.อยู่ครับ เนื่องจาก กกต.ยังกำหนดให้ต้องมีการใช้สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ที่ลงนามรับรองโดยผู้สมัครอยู่ เราพยายามขอให้อนุญาตให้ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนได้

ฝ่ายกฎหมายเร่งยกร่างกติกาใหม่

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหลัง คสช.มีคำสั่งคลายล็อกทางการเมือง แต่ห้ามการหาเสียงว่า จากนี้จะมีกระบวนการจัดทำข้อบังคับพรรคใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการของกฎหมาย พรรคจะยกร่างใหม่ทั้งฉบับ พร้อมคำประกาศอุดมการณ์ ส่วนนโยบายเป็นเรื่องสำคัญที่พรรคได้เก็บเกี่ยวข้อมูลครบทุกด้าน และการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค รวมถึงมีคณะกรรมการสรรหาตัวผู้สมัคร พรรคยืนยันว่าไม่มีปัญหาเราพร้อมปฏิบัติตามกฎกติกาที่ออกมา สำหรับการที่มีกระแสข่าวเรื่องการลงแข่งขันตำแหน่งหัวหน้าพรรคหลายคนนั้น ถือเป็นเรื่องปกติเพราะพรรคประชาธิปัตย์มีความเป็นประชาธิปไตย ทุกคนเป็นเจ้าของพรรคไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง การมีส่วนร่วมของสมาชิกเป็นเรื่องที่ดี เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของพรรคที่สืบเนื่องมายาวนาน ทุกคนที่จะลงแข่งเชื่อว่าคิดดีต่อพรรคทุกคนพร้อมรับผลแพ้ชนะ เดินหน้าพาพรรคก้าวสู่การเลือกตั้งด้วยกันต่อไป นี่คือความคลาสสิกของสถาบันพรรค การเมืองที่ชื่อประชาธิปัตย์

“ตือ” ชี้ยังไม่สุดต้องฟื้นเชื่อมั่น

ด้านนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ คสช.มีคำสั่งคลายล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้บางส่วนว่า เท่าที่อ่านเหมือนยังไม่สุด เพราะบรรยากาศทางการเมืองหลังประกาศ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ทำให้ความเชื่อมั่นเรื่องการเลือกตั้งมีสูงมาก เห็นได้จากตลาดหุ้นพุ่งปรี๊ด สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนเชื่อมั่นและฝากความหวังไว้กับการเลือกตั้ง จึงควรจะทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งคืนสู่ภาวะปกติ เพื่อให้สอดคล้องกับบรรยากาศและความรู้สึก ความหวังและความเชื่อมั่นของผู้คน การคลายล็อกเพียงบางส่วนทำให้รู้สึกว่าอาจใช่หรือไม่ใช่ ไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล อยากให้รัฐบาลเชื่อมั่นในศักยภาพของรัฐบาลและ คสช. 4 ปีกว่าเกือบ 5 ปีคุมได้ทั้งหมดแล้ว การจะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้คือปลดล็อก เพื่อรู้สึกถึงบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หลายพรรคการเมืองอยากเห็นบรรยากาศเลือกตั้งคืนสู่สภาวะปกติและเป็นตามธรรมชาติ ไม่มีใครอยากฉุดประเทศให้ถอยหลังกลับสู่สภาวะเดิม

ล้มไพรมารีโหวตลดความศักดิ์สิทธิ์

นายสมศักดิ์กล่าวว่า ส่วนกรณีล้มไพรมารีโหวต สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายเขียนมาแล้ว มาใช้มาตรา 44 ที่ดูเหมือนยิ่งใหญ่กว่า ทำให้คลายความศักดิ์สิทธิ์ลงไป ทำให้ผู้คนเริ่มงงมองเห็นว่าในอนาคตจะมีการยกเลิกเลยหรือไม่ หรือจะแก้ไขหรือไม่ เพราะเห็นในข้อจำกัดแล้วว่าไพรมารีโหวตกับสถานการณ์การเมืองไทยวันนี้ยังไม่ใช่ อย่างไรก็ตามการคลี่คลายออกมาอย่างนี้ พรรคการเมืองไม่ต้องเกร็ง รู้สึกคล่องตัวขึ้น ทั้งนี้การมีคณะกรรมการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรค อย่างน้อยเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรคได้เป็น โดยเฉพาะการที่กำหนดว่าต้องมีทุกภูมิภาคและคำนึงถึงความเท่าเทียมชายหญิง มีส่วนที่ทำให้ดีขึ้น

ชทพ.ดักคอ คสช.อย่าแทรกแซง

นายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2561 ทำให้พรรคทำงานเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งได้ง่ายมากขึ้น แม้จะระบุกรอบเวลาว่าพรรคต้องทำให้เสร็จก่อนที่พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มีผลบังคับใช้หรือวันที่ 11 ธ.ค. ไม่ใช่ปัญหามั่นใจว่าพรรคจะเตรียมความพร้อมได้เรียบร้อยแน่นอน หลังเข้าร่วมประชุมกับ กกต.วันที่ 28 ก.ย. จะนัดสมาชิกพรรคร่วมประชุมใหญ่ในวันที่ 5 ต.ค. เพื่อประชุมใหญ่ เลือกหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค จัดตั้งสาขาพรรค แต่งตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ทำข้อบังคับใหม่ รวมถึงกระบวนการสรรหาผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค หาสมาชิกพรรค รวมถึงหาทุนประเดิม 1 ล้านบาท เมื่อเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งที่ใกล้เป็นทางการแล้วรัฐบาล คสช.ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ เมื่อจะดำเนินการสิ่งใด ที่อาจถูกมองว่าก้าวก่ายการเลือกตั้งหรือแทรกแซง จำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะหากทำผิดกติกาหรือกฎหมาย รวมถึงระเบียบของ กกต. ฐานะผู้มีอำนาจในการกำกับ ควบคุมการเลือกตั้ง อาจถูกฟ้องร้องได้ อีกทั้งอาจทำให้สังคมจับตาการเลือกตั้งอีกด้วย

ภท.เชิญประชุม กก.บห.24 ก.ย.

ขณะที่ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ภายหลังจากที่ คสช.ได้ออกคำสั่งคลายล็อกแล้ว คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคจะประชุมในวันที่ 17 ก.ย. และจะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ในวันที่ 24 ก.ย. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามคำสั่ง คสช. ที่ 13/2561 เพื่อเตรียมเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ที่จะมีขึ้นช่วงต้นเดือน ต.ค. เพื่อให้การดำเนินการนั้นมีผลบังคับตามกฎหมายต่อไป

ชพน.แถลงสยบข่าวลือยุบพรรค

ช่วงเที่ยง ที่สำนักงานพรรคชาติพัฒนา อ.เมืองนครราชสีมา นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา นำอดีต ส.ส. ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรค สมาชิก อบจ.และ ส.ท.กลุ่มโคราชชาติพัฒนา อาทิ นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีต รมว.อุตสาหกรรมและเลขาธิการพรรค นายวัชรพล โตมรศักดิ์ อดีต ส.ส. นายสมศักดิ์ พันธุ์เกษม อดีต ส.ส. นายอุทัย มิ่งขวัญ อดีต ส.ส. และสมาชิก อบจ. นายสมบัติ กาญจนวัฒนา ประธานสภา อบจ.เป็นต้น มายืนจับมือไขว้ประสาน ยืนยันตัวตนที่ยังอยู่กับพรรคชาติพัฒนา พร้อมเปิดแถลงสยบข่าวยุบพรรคชาติพัฒนาไปรวมกับพรรคพลังประชารัฐและกลุ่มสามมิตร ตามที่นายภิรมย์ พลวิเศษ แกนนำกลุ่มสามมิตรให้ข่าวไป

“วรรณรัตน์” ยันอดีต ส.ส.อยู่กันครบ

นพ.วรรณรัตน์ กล่าวว่า ในนามพรรคชาติพัฒนา ขอขอบคุณ คสช.ที่คลายล็อกให้ เราพร้อมเดินหน้าเต็มที่ เร็วสุดอาจช่วงปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้าจะประชุมใหญ่ที่ จ.นครราชสีมา เพื่อแก้ไขข้อบังคับพรรค ประกาศอุดมการณ์ นโยบายพรรคเสียใหม่ และเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ สรรหาสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น เพื่อจัดตั้งสาขาพรรคให้ครบ 4 ภาค ภาคอีสานมีสมาชิกกว่า 5,000 คน ต้องหาเพิ่มขึ้นอีก เมื่อถามถึงกระแสข่าวพรรคชาติพัฒนาจะยุบพรรคไปรวมกับพรรคพลังประชารัฐ กลุ่มสามมิตร นพ.วรรณ-รัตน์ตอบว่ายืนยันว่าพรรคชาติพัฒนายังดำรงความเป็นพรรคอยู่ไม่ได้ยุบไปไหน เลือกตั้งครั้งหน้านี้มีพรรคชาติพัฒนาพรรคของคนโคราชแน่นอน ส่วนพรรคพลังประชารัฐหรือกลุ่มสามมิตรดูดอดีต ส.ส. พรรคอื่นไม่ทราบ แต่ของเรายังอยู่กันครบ 14 เขตเลือกในโคราชเตรียมไว้ทุกเขตพร้อมเสมอ และมีสมาชิกพรรคที่ยืนยันมาแล้วกว่า 30% ถือเป็นพรรคที่มีสัดส่วนของสมาชิกมายืนยันมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง เรามีสมาชิกกว่า 18,000 คนเศษ มีมายืนยันกว่า 5,000 คนเศษ หรือ 1 ใน 3

“ธนาธร” ขอคนละ 100 ทวงคืน ปชต.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ย. เฟซบุ๊กเพจ “อนาคตใหม่-Future Foward Party” ได้มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปร่วมสมัครสมาชิกพรรค ความยาว 2 นาที ใจความว่าคนไทยกำลังมาถึงทางเลือกสำคัญว่าจะเลือกอยู่กับความกลัวกับอำนาจเผด็จการต่อไป ยอมให้เขาขีดเส้นพาเราเดินไปในทิศทางที่เขากำหนดฝ่ายเดียวอีกอย่างน้อย 20 ปี หรือจะเลือกให้เราประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศกำหนดเอง นี่คือวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ ที่จะล้างระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ค่าสมาชิก 100 บาทต่อปี คือการจ้างตนและทีมงานอนาคตใหม่ เพื่อเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา ประเทศไทยต้องการเรา อนาคตใหม่ต้องการคุณ

“สามมิตร” แนะคิดนโยบายเลิกตั้งแง่

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกกลุ่มสามมิตร กล่าวว่า ถือว่าไทม์ไลน์การเลือกตั้งชัดเจนขึ้นไปอีกขั้นแล้ว ระหว่างรอให้กฎหมายลูก ส.ส. มีผลบังคับใช้ถัดจากนี้ไปอีก 90 วัน พรรคการเมืองจะได้ปรึกษาหารือกับ กกต.เรื่องเขตเลือกตั้งและการสรรหาผู้สมัครลงสมัครรับเลือกตั้ง หากยอมรับด้วยใจเป็นกลางย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจว่าที่ผ่านมานโยบายแต่ละพรรคล้วนมาจากความคิดของแกนนำพรรค แล้วนำวิธีการแก้ปัญหาไปนำเสนอ น้อยมากที่จะไปถามชาวบ้านตรงๆ ว่าอยากให้พรรคการเมืองทำอะไรให้ ดังนั้นควรเอาเวลาที่แต่ละพรรคมักพูดเสมอว่าเวลาไม่เพียงพอสำหรับหาเสียง ไปคิดนโยบายและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ดีกว่ามาตั้งแง่สร้างเงื่อนไขว่าการคลายล็อกยังไม่เพียงพอ

ยันแกนนำไม่บาดหมาง ภท.

นายธนกรยังกล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างสมาชิกกลุ่มสามมิตรบางคนกับแกนนำพรรคภูมิใจไทยว่า ขอยืนยันว่าแกนนำกลุ่มสามมิตรกับพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรกัน การแสดงความเห็นหรือการกระทำใดๆ ของสมาชิกกลุ่มสามมิตรคนใดคนหนึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่สามารถไปบังคับกันได้ เป็นเรื่องแต่ละพื้นที่อาจไปพบความไม่ชอบมาพากลในการเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของ กกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ

ชาวบ้านหนุนใช้โซเชียลหาเสียง

วันเดียวกัน กรุงเทพโพล ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “การเลือกตั้งบนสมรภูมิโซเชียล” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,201 คน พบว่าร้อยละ 68 อยากเห็นพรรคการเมืองใช้เฟซบุ๊ก/เฟซบุ๊ก ไลฟ์เคลื่อนไหวทางการเมือง ร้อยละ 39.6 อยากเห็นใช้ไลน์ และร้อยละ 36.5 ใช้ยูทูบ ส่วนการใช้สื่อโซเชียลมีเดียเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของพรรคการเมือง ร้อยละ 51.4 ชี้จะเกิดผลดี ประชาชนเข้าถึงข้อมูลพรรคง่ายขึ้น คนรุ่นใหม่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ร้อยละ 48.6 ระบุจะเกิดผลเสีย อาทิ ข้อมูลที่ได้อาจไม่น่าเชื่อถือ บิดเบือน ใส่ร้ายโจมตีคู่แข่ง สำหรับการเสนอข้อมูลทางการเมืองของเน็ตไอดอลหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิด จะมีผลต่อการเลือกตั้งเพียงใด ร้อยละ 63 เห็นว่ามีผลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 37 ระบุมีผลค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด และเมื่อถามว่าหากมีการห้ามใช้สื่อโซเชียลมีเดียหาเสียง ร้อยละ 47.9 รู้สึกเหมือนถูกปิดกั้นข้อมูล ร้อยละ 34.6 รู้สึกเหมือนประเทศยังไม่พัฒนา ไม่มีอิสระ และร้อยละ 34.3 รู้สึกว่าถ้าใช้โซเชียลหาเสียงประเทศจะวุ่นวายแตกแยก

ภูมิใจบ้านเมืองสงบเชียร์ฟันพวกป่วน

ขณะที่สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เผยผลโพลเรื่อง “ความภูมิใจของประชาชนวันนี้” กรณีศึกษาตัวอย่าง 1,089 ตัวอย่าง เมื่อวันที่ 5-14 ก.ย. พบว่าร้อยละ 92.8 ภูมิใจมากถึงมากที่สุดในสถานการณ์ความสงบของบ้านเมืองวันนี้ ที่น่าพิจารณา ร้อยละ 93.3 ต้องการมากถึงมากที่สุดให้เกิดความสงบเรียบร้อย ไม่มีขัดแย้งการเมืองรุนแรง และร้อยละ 58.1 ระบุคนที่คอยยุยง ปั่นป่วนบนโลกโซเชียล หน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือ ไม่ใช่คนไทย เป็นพวกต่างชาติ ผู้ไม่หวังดีต่อประเทศไทย รับจ้างจากฝ่ายการเมือง และร้อยละ 95.4 ต้องการให้จัดการขั้นเด็ดขาด มากถึงมากที่สุด ต่อพวกสร้างสถานการณ์การเมืองขัดแย้งรุนแรงบานปลาย

“ทักษิณ–ปู” ทอดน่องเดินเล่นรัสเซีย

เมื่อเวลา 09.30 น. วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า “พี่ชายพามาเยี่ยมเพื่อนพี่ชาย ที่มอสโก ประเทศรัสเซียค่ะ เลยถือโอกาสมาเดินเล่น ไม่ได้มานาน ที่นี่เปลี่ยนไปเยอะ ถนนกว้างขึ้น มีการจัดระเบียบทางเท้า ดูแลรักษาความสะอาด ทำให้มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และมี Economic Activities (กิจกรรมทางเศรษฐกิจ) มากขึ้นตามไปด้วยค่ะ” พร้อมลงภาพ ประกอบเป็นรูปถ่ายคู่กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

รบ.เต้นโต้ข่มขู่นักสิทธิมนุษยชน

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รับทราบรายงานองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เปิดเผยรายงานประจำปี แจง 38 ประเทศ เป็นประเทศที่น่าละอาย อ้างปฏิบัติไม่ดีต่อนักสิทธิมนุษยชนโดยผู้ช่วยเลขาธิการยูเอ็นด้านสิทธิมนุษยชน จะใช้ประกอบการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นในสัปดาห์หน้า เรื่องนี้นายกฯยืนยันรัฐบาลไม่มีนโยบายคุกคาม ข่มขู่นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน แต่ให้ความสำคัญปกป้องดูแลความปลอดภัย เพื่อใช้สิทธิเสรีภาพในการปฏิบัติงานและดำรงชีวิตได้ เห็นได้จากหลายเรื่อง ทั้งตั้งคณะทำงานพัฒนาการคุ้มครอง ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การที่สื่อหลายสำนักไปพาดหัวยูเอ็นขึ้นบัญชีดำไทยนั้น อาจเข้าใจคลาดเคลื่อน และเสนอข่าวเพียงบางประเทศ ทั้งที่มีอีกกว่า 30 ประเทศ โดยสัปดาห์หน้าทูตไทยประจำยูเอ็น จะไปร่วมรับฟังรายงานและใช้โอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง

“หมวดเจี๊ยบ” หยันไม่เคยรับความจริง

ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่ารัฐบาลไม่ควรสร้างความอับอายซ้ำสองโดยการพูดโกหก เพื่อเอาตัวรอดกรณีติดโผเป็น 1 ใน 38 ประเทศที่มีพฤติกรรมคุกคามนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน การที่โฆษกรัฐบาลพูดให้คนไทยเข้าใจว่าการประณามดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่เกี่ยวกับสหประชาชาตินั้น ผู้เปิดเผยข้อมูลคือนายแอนโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ นำเสนอรายงานประจำปีต่อที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ 29 ส.ค.จะไม่เกี่ยวกับสหประชาชาติได้อย่างไร ที่อ้างว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพราะต้องการลดความน่าเชื่อถือของรายงานชิ้นดังกล่าว หรือเพราะไม่เข้าใจเรื่ององค์กรระหว่างประเทศกันแน่ จะเห็นว่ารายงานดังกล่าวไม่ได้ค้านสายตาของคนไทยส่วนใหญ่ มีแต่รัฐบาลเท่านั้นที่ยังไม่ยอมรับความจริง ไม่คิดแก้ไขปรับปรุงตัว จะยิ่งลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลบนเวทีโลก

จี้ออก ก.ม.เอื้อประชาชนฟ้องคดีทุจริต

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต ส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 บัญญัติในมาตรา 63 กำหนดให้เป็นมาตรการการป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบว่ารัฐต้องส่งเสริมและจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตโดยส่งเสริมให้ภาคประชาชนรวมตัวกัน มีส่วนร่วมรณรงค์ต่อต้านหรือชี้เบาะแส โดยจะได้รับความคุ้มครองจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ แต่จนถึงขณะนี้การตรา พ.ร.บ.เรื่องนี้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ยังไม่ได้เกิดขึ้น หรือถูกนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรม จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.เร่งให้ออก พ.ร.บ.รองรับตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 โดยเร็ว เพื่อแสดงว่ารัฐบาลนี้เข้ามาเพื่อปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบจริง ประเทศที่แก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันได้สำเร็จอย่าง ฮ่องกง ฟินแลนด์ เพราะได้รับความร่วมมือจากภาคประชาชนทุกกลุ่ม รวมตัวกันตรวจสอบป้องกันและปราบปรามการโกง โดยชี้เบาะแสและมีอำนาจฟ้องร้องต่อศาลโดยตรงได้ ไม่ต้องรอภาครัฐ

กระทุ้งรัฐถอนอุทธรณ์ขึ้นค่าโทลล์เวย์

นายชาญชัยยังกล่าวถึงกรณีบริษัททางด่วนดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ได้รับต่อสัญญาและได้ขึ้นค่าบริการใช้ทางด่วนเส้นดอนเมืองโทลล์เวย์ จากเดิมอัตรา 35-65 บาท เก็บเพิ่มตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.2557 ถึงวันที่ 21 ธ.ค.2562 เป็น 70-100 บาท โดยเก็บเพิ่มอัตราก้าวหน้าทุก 5 ปี ภาคประชาชนได้ร้องต่อศาลปกครองกลาง ศาลฯมีคำพิพากษาคดีแดงที่ 1951-1952/2558 เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2558 สั่งให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) 2 ครั้ง ที่แก้ไขสัญญาการขึ้นราคาเก็บค่าบริการใช้ทางด่วน คือมติ ครม.วันที่ 20 เม.ย.2549 และมติ ครม.วันที่ 10 เม.ย.2550 ศาลเห็นว่าเป็นการอนุมัติให้ขึ้นค่าบริการผ่านทางเป็นการมิชอบ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเสียเงินเกินสมควร เป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชน จึงต้องเพิกถอนมติ ครม.ดังกล่าว แต่รัฐบาล คสช.กลับไปอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลปกครองสูงสุด ขอให้บริษัทเอกชนเก็บค่าผ่านทางตามมติ ครม.ทั้ง 2 ครั้งได้ ทั้งที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน จึงขอให้รัฐบาล คสช. เร่งถอนคำอุทธรณ์นี้ต่อศาลปกครองสูงสุดทันที

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้