วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

232 ปี “มรุกขนคร” แปงเป็นเมืองนครพนม

“มรุกขนคร” ตามตำนานอุรังคนิทานคืออาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ขณะรุ่งเรืองอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ตอนใต้เมืองปากเซบั้งไฟของลาว

โดยอุรังคนิทานได้กล่าวอีกว่า ครั้งพุทธกาลพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาโปรดสัตว์แดนนี้ แล้วให้พุทธทำนายว่า หลังพระองค์ปรินิพพานศรีโคตรบูรณ์จะย้ายไปสู่ “ป่าไม้รวก” มีชื่อเรียกใหม่ว่า “มรุกขนคร”

คำทำนายเป็นจริงเมื่อยุคพระนครานุรักษ์ครองศรีโคตรบูรณ์ ได้ย้ายเมืองไปตั้งยังป่าไม้รวก แล้วเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น “มรุกขนคร” ดั่งพุทธทำนาย แต่พอสมัยพระเจ้านครหลวงพิชิตทศพิศราชธานีศรีโคตรบูรณ์ ก็ให้กลับมาใช้ชื่อศรีโคตรบูรณ์ดังเดิม

ปี 2280 พระธรรมราชาเจ้าเมืองศรีโคตรบูรณ์องค์สุดท้าย ได้ย้ายเมืองมาตั้งฝั่งขวาแม่น้ำโขงบนแผ่นดินไทย จนปี 2321 สมเด็จ พระเจ้าตากสินให้ย้ายเมืองไปที่เมืองเก่าหนองจันทร์ อยู่ห่างขึ้นไปทางเหนือ 52 กิโลเมตร พอปี 2337 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมบรมจักรีวงศ์ โปรดเกล้าฯพระราชทานนามเมือง “นครพนม” แทนมรุกขนคร ด้วยทรงเห็นว่าเป็นนครแห่งภูเขา

แต่...บ้างก็ว่าเป็นเมืองประดิษฐานพระธาตุพนม จึงนำคำว่า “พนม” มารวมกับนคร

มาดูพงศาวดารบางฉบับบันทึกว่าปี 2325 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกขึ้นครองราชย์แล้ว ปี 2338 ก็โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อมรุกขนครเป็นนครพนม ใกล้เคียงกันกับตำนานนามเมืองข้างต้น

ตลอดเวลานครพนมมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองหลายรูปแบบ ก่อนจะเป็น “จังหวัดนครพนม” วันนี้ท่ามกลางการยกย่องให้เป็นนครที่มีคุณลักษณะด้านกายภาพโดดเด่น ตรงเป็นเมืองสงบร่มเย็นริมโขงกับมีภูมิทัศน์สวยงามจากแนวภูเขาเพื่อนบ้าน

อุณหภูมิอากาศก็อบอุ่นถึงหนาวเย็น ด้วยได้รับอิทธิพลลมมรสุมจากทะเลจีนใต้พัดผ่านเพื่อนบ้านเข้ามาตลอดปี

อีกทั้งยังเป็นสุวรรณภูมิของชนเผ่าผู้ไท ที่เคลื่อนย้ายจากแคว้นสิบสองจุไทย-สิบสองปันนา และบ้างก็ว่าน้ำน้อยอ้อยหนู เข้ามายัง อ.เรณูนคร ตั้งแต่ปี 2369 โดยนำเอาวัฒนธรรมมาสร้างเป็นเสน่ห์ท้องถิ่น เช่น พิธีบายศรีฯ ดูดอุขี่ช้างคู่ ฟ้อนผู้ไท

...มี “ชาวญวน” ลี้ภัยสงครามเข้ามาอาศัย และทำการค้าแต่ปี 2488 จนทุกวันนี้นครพนมมีประชากรราว 7 แสนคน...ร้อยละ 20 คือ “คนไทย” เชื้อสาย “ญวน” และต้องยกนิ้วให้ว่า พวกเขาคือกลุ่มที่ผดุงเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่นได้อย่างมหาศาล

ด้านเชิงชั้นศิลปะสถาปัตยกรรม จากวันที่จักรวรรดินิยมตะวันตกคุกคามเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้าม ทำให้อิทธิพลงานสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลสไตล์ปรากฏให้เห็นเป็นภูมิสถาปัตย์ เช่น ศาสนสถานคริสตจักร วัดนักบุญ อันนา หนองแสง, ศาลากลางจังหวัดกับจวนผู้ว่าราชการหลังเก่า ที่กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนมาเที่ยวชม ตลอดจนชุมชนตึกโบราณริมโขงที่กำเนิดขึ้นยุคนั้น

แล้วในปี 2554 “นครพนม” ก็มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 ข้ามโขงเชื่อมเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน สปป.ลาว ไปถึงเวียดนามกับจีนตอนใต้

สุหฤทธิ์ ชาญวนังกูร ผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( ททท.) สำนักงานนครพนม บอกว่าปี 2558 รัฐบาลได้ประกาศให้เมืองนี้เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อดึงนักลงทุนไทยและต่างชาติมาลงทุนไปพร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจเมืองชายแดน และยกระดับความเป็นเมืองศูนย์กลางระบบโลจิสติกส์ภูมิภาคนี้

นอกจากนี้ จะพัฒนาให้เป็นเมือง “ศูนย์กลางด้านสุขภาพ” หรือ “เมดิคัล ฮับ” และส่งเสริมให้เป็นเมือง “ศูนย์กลางท่องเที่ยว” จากปัจจัยความพร้อมทั้งด้านประวัติศาสตร์โบราณ วัฒนธรรม ศาสนา ธรรมชาติ บวกกับระบบนิเวศที่มีขีดความสามารถรองรับ

นี่คือความก้าวหน้าของอดีตเมืองมรุกขนคร หลังเปลี่ยนเป็นนครพนมตามตำนานอุรังคนิทานเมื่อปี 2337 กับพงศาวดารบางบทเมื่อปี 2338 ล่าสุด...จังหวัดนครพนมได้เผยแพร่ข้อมูลความว่า นับแต่ปี 2329 ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามเมืองใหม่จากมรุกขนครเป็นนครพนม

นั่นหมายความว่า...ปีนี้ครบ 232 ปี จึงได้มีงาน “เฉลิมฉลอง 232 ปีเมืองนครพนม ใต้ร่มพระบารมี จักรีวงศ์” ขึ้นที่ลานพญาศรีสัตตนาคราช ระหว่างวันที่ 9-17 กันยายน 2561

อาจสับสนกันบ้างกรณีปีที่ปรากฏในตำนานการเปลี่ยนชื่อเมือง ซึ่งไม่ตรงกันจากแหล่งข้อมูลที่กล่าวอ้างถึงข้างต้น เอาเป็นว่า...งานเฉลิมฉลอง 232 ปี ได้มีการนำสาวงาม 10,232 นาง มารำบวงสรวง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีทั่วมุมเมือง กับพิธีตักบาตรพระเช้า 232 รูป มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน อาหารพื้นถิ่น การแสดงวัฒนธรรมชนเผ่า การเล่าเรื่องเมืองนครพนม

ในด้านท่องเที่ยว สุหฤทธิ์ ย้ำว่า ททท.นครพนม ได้นำเสนอกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงศาสนา ไหว้พระประจำวันเกิด 7 แห่ง คือพระธาตุพนม กับคนเกิดวันอาทิตย์ พระธาตุเรณูกับคนเกิดวันจันทร์ คนเกิดวันอังคารไหว้พระธาตุศรีคุณ อ.นาแก วันพุธไหว้พระธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก และพระธาตุมรุกขนครกับคนเกิดวันพุธกลางคืน

วันพฤหัสฯไหว้พระธาตุประสิทธิ์ อ.นาหว้า วันศุกร์ไหว้พระธาตุท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน และวันเสาร์ไหว้พระธาตุนคร อ.เมืองนครพนม

จุดขายอีกแห่งที่พลาดไม่ได้อยู่ที่...จวนผู้ว่าราชการหลังเก่า ที่สร้างขึ้นในปี 2458 เป็นอาคารทรงตะวันตก ไม่มีเสารับตัวอาคารและตะปูตอกแม้แต่ตัวเดียว แต่ก็ยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้

กิจกรรมสุดท้ายสำหรับ “สายปั่น”...ชวนปั่นจักรยานชมความงามสองฝั่งโขง สลับกับปั่นลอดอุโมงค์สู่สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 ที่สวยที่สุดในจำนวน 4 สะพานข้ามโขง หรือจะปั่นไปสักการะพระธาตุพนม ด้วยระยะทาง 74 กิโลเมตร...แค่นั้นเอง ถามใจกันดูไหวกันไหม

เมียงมองไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวก นครพนมมีโรงแรม 145 โรง ห้องพัก 3,070 ห้อง บริษัทนำเที่ยวในและนอกประเทศ 21 แห่ง เที่ยวบินวันละ 6 เที่ยวจากกรุงเทพฯ ซึ่งเพียงพอกับการต้อนรับนักท่องเที่ยว

...“นครพนม” เรารับไหวแน่นอน

232 ปี จาก “มรุกขนคร” สู่ “นครพนม” ที่ดูเหมือนจะพัฒนา ก้าวไกลทันยุคสมัย แต่อยากจะบอกว่าเมืองนี้น่ารักตรงบรรยากาศร่มรื่น งดงามด้วยภูมิทัศน์ที่ยังไม่ถูกรังแกจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดีในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ปี...เหมือนบางเมือง?

แน่นอนว่าเมื่อชวนเที่ยวชวนให้หลงใหลในมนต์เสน่ห์เมืองท่องเที่ยวในดินแดนต่างๆอย่างคึกคักครึกครื้นสำเร็จสมหวังแล้ว...ก็จำต้องมียุทธศาสตร์สร้างการเที่ยวอย่างยั่งยืน ไม่เบียดเบียนวิถีดั้งเดิมของผู้คนในท้องถิ่น

ปักหมุดแดนดิน “มรุกขนคร” ในวันวาน...“นครพนม” ในวันนี้ นี่คืออีกเมืองที่ต้องห้าม...พลาด ชวนให้ผู้คนได้มาสัมผัสกันอย่างลึกซึ้ง...ด้วยประการทั้งปวง.

“มรุกขนคร” ตามตำนานอุรังคนิทานคืออาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ขณะรุ่งเรืองอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ตอนใต้เมืองปากเซบั้งไฟของลาว... 13 ก.ย. 2561 10:27 13 ก.ย. 2561 12:12 ไทยรัฐ