วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“โรคติดเกม” ภัยร้ายที่คุกคามเด็กไทย (ตอน 2)

“โรคติดเกม” ภัยร้ายที่คุกคามเด็กไทย (ตอน 2)

  • Share:



สาระความรู้เรื่อง “โรคติดเกม” นั้นยังไม่จบ เพราะวันศุกร์นี้ยังมีเนื้อหาของการวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันโรคนี้กันต่อ (“โรคติดเกม” ภัยร้ายที่คุกคามเด็กไทย (ตอน 1))

การวินิจฉัย

ในปัจจุบันเราพบว่ามีผู้ที่เล่นเกมเป็นจำนวนมาก และพบได้ในทุกช่วงวัย แต่มิใช่ผู้ที่เล่นเกมทุกคนจะเข้าข่ายการติดเกม โดยในปัจจุบันแพทย์จะมีเกณฑ์การวินิจฉัยโรคติดเกมโดยประเมินจากอาการทั้งหมด 9 ข้อ ดังนี้

• มีความคิดที่หมกมุ่นแต่เรื่องการเล่นเกม ขณะที่นั่งเรียนก็คิดถึงแต่เกมตลอดเวลา

• ต้องการจะเล่นเกมมากขึ้นเรื่อยๆ

• เมื่อต้องหยุดเล่นเกมหรือถูกบังคับไม่ให้เล่น ก็จะมีอาการหงุดหงิด กระวนกระวาย กระสับกระส่าย

• พยายามจะลดหรือหยุดการเล่นเกม แต่ไม่สามารถทำได้

• มีการปิดบังการเล่นเกมของตัวเอง

• สนใจกิจกรรมอื่นๆ ที่เคยชอบน้อยลง เช่น เล่นกีฬา ดูทีวี เอาเวลาไปใช้ในการเล่นเกมมากขึ้น

• ยังมีการเล่นเกมมาก ทั้งๆ ที่ทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเล่นเกม

• ใช้การเล่นเกมเพื่อจัดการความเครียด อารมณ์วิตกกังวล เบื่อเศร้า

• การเล่นเกมทำให้เสี่ยงหรือเกิดผลกระทบต่อการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น หรือพลาดโอกาสที่สำคัญต่างๆ ในชีวิต



หากพบว่าเด็กคนไหนที่มีอาการ 5 ใน 9 ข้อ ก็สามารถประเมินได้ว่าเด็กคนนั้นเป็นโรคติดเกม และต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อร่างกายด้านอื่นๆ ตามมา

การรักษา

แนวทางการรักษา “โรคติดเกม” ยังไม่พบว่ายาสามารถที่จะรักษาโรคดังกล่าวได้ แต่พบว่าการทำจิตบำบัดโดยการปรับความคิด พฤติกรรม และการสร้างแรงจูงใจในการลด ควบคุมการเล่นเกมของเขาเป็นสิ่งที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาการติดเกมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับคนในครอบครัว ผู้บำบัดมีความสำคัญเป็นอย่างมาก การสร้างความเข้าใจกับเด็กและครอบครัวให้เข้าใจถึงที่มาที่ไปของปัญหา เสริมสร้างความภาคภูมิใจในด้านอื่นๆ ให้แก่เด็ก และร่วมมือกันช่วยเหลือ ไม่ย่อท้อเมื่อเด็กกลับไปเล่นซ้ำ เนื่องจากการกลับไปเล่นซ้ำเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยเช่นเดียวกับการติดสารเสพติดอื่นๆ คนในครอบครัวควรให้กำลังใจ เพื่อให้เด็กสามารถควบคุมการเล่นของตนได้ใหม่ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือ

หากพบว่าคนไข้มีโรคทางจิตเวชอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น สมาธิสั้น ซึมเศร้า วิตกกังวล และอาจเป็นสาเหตุของการติดเกม ก็จำเป็นต้องรักษาควบคู่กันไป โดยอาจเป็นการรักษาด้วยยาหรือวิธีบำบัดต่างๆ

การป้องกัน

• ฝึกระเบียบวินัยตั้งแต่เด็ก พ่อแม่และผู้ปกครอง จะต้องมีการกำหนดกฎ กติกา และความรับผิดชอบให้เด็กตั้งแต่เล็ก รวมถึงมีการกำหนดรางวัลมอบให้เมื่อทำได้ตามกติกา และมีการลงโทษเมื่อทำผิดกติกา

• ไม่ควรให้เด็กใช้สื่อตามลำพัง

• เด็กอายุน้อยกว่า 3 ขวบ ไม่ควรให้ใช้สื่อใดๆ เลย เพราะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการที่สำคัญด้านต่างๆ

• เด็กที่โตกว่าควรเลือกใช้สื่อที่เหมาะสม ส่งเสริมพัฒนาการ แต่ควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครอง เพื่อจะได้แนะนำเด็กๆ ถึงสิ่งที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม ส่งเสริมประโยชน์ที่ได้รับ และป้องกันโทษที่อาจเกิดขึ้น

• หากิจกรรมทำร่วมกับเด็ก ควรมีกิจกรรมที่เด็กๆ สามารถทำร่วมกับสมาชิกในครอบครัว เช่น ทำงานบ้าน ทำกับข้าว รดน้ำต้นไม้ ออกกำลังกาย กิจกรรมการเล่นอื่นๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นการดึงความสนใจเด็กให้ออกจากการเล่นเกม การทำงานบ้านยังทำให้เขาเกิดความภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือพ่อแม่อีกด้วย

• จัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน ในห้องนอนของเด็ก ไม่ควรมีคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กเล่นเกมตามลำพัง

• เป็นแบบอย่างที่ดี คนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ พี่ หรือคนอื่นๆ ไม่ควรใช้สื่อเหล่านี้ในกิจกรรมต่างๆ เช่น กินข้าว การเดิน การขับรถ ฯลฯ และเป็นแบบอย่างในการแบ่งเวลาการทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ดีให้แก่เด็ก


• มีความรู้เท่าทันสื่อต่างๆ พ่อแม่-ผู้ปกครองอาจจะต้องมีการตั้ง Password ในการเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ รวมถึงการป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงแอปต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมกับตัวเขา และรู้จักสื่อที่เด็กใช้ และโทษภัยที่อาจเกิดขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะตามมาได้

แม้ว่า “โรคติดเกม” จะเป็นปัญหาที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อเด็กในหลายๆ ด้าน แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีเกมที่สร้างความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และเสริมทักษะความรู้ให้เด็กอีกมากมาย เพียงแต่พ่อแม่จะต้องเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยของเด็ก และเล่นในระยะเวลาที่พอดี

“โรคติดเกม” เป็นปลายเหตุของปัญหาต่างๆ การเข้าใจถึงปัญหาต่างๆ ที่เป็นสาเหตุ และความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก รู้เท่าทันภัยที่อาจเกิดขึ้น ส่งเสริมการเล่นอย่างเหมาะสมจะมีส่วนป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้ และหากพบว่าบุตรหลานของท่านมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ ควรรีบพาไปปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อจะได้รักษาอย่างทันท่วงที


-----------------------------------------------------------------


แหล่งข้อมูล

ผศ.นพ.คมสันต์ เกียรติรุ่งฤทธิ์ สาขาวิชาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ 
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้